การมีความรู้ไม่ได้เป็นหลักประกันของการปฏิบัติที่ถูกต้องเสมอไป โดยเฉพาะเรื่องของการส่งเสริมสุขภาพ จากประสบการณ์การเป็นทีมพัฒนาและประเมินการดำเนินงานโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ในเขตตรวจราชการที่ 3 พบว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เป็นเรื่องยากและท้าทาย  แต่มีโรงพยาบาลบางแห่ง มีแนวคิดที่น่าสนใจ           ในการกระตุ้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ของบุคลากรในโรงพยาบาล เพื่อการเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ประชาชนและผู้มารับบริการ แนวคิดที่ว่านี้ดูๆ ก็เหมือนเล่น แต่ก็สามารถทำได้จริง และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ โรงพยาบาลอื่นจะนำไปใช้บ้างก็ไม่ว่ากัน แต่จะได้ผลมากหรือน้อยอาจขึ้นอยู่กับบริบทและวัฒนธรรมองค์กรของโรงพยาบาลด้วย

ใครจะคิดบ้างว่ากิจกรรม Buddy ที่เคยเล่นกันเวลาทำ OD หรือทำกิจกรรมที่ต้องการให้คนรู้จักกันนั้น จะถูกนำมาเป็นกิจกรรมในการสำรวจและกระตุ้นให้มีการสวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ เมื่อรู้สึกว่าต้องถูกจับตามองโดยไม่รู้ตัว ก็จะมีการระแวดระวัง และสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันมากขึ้น ตรงนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพบุคลากรในโรงพยาบาล โดยให้บุคลากรและเพื่อนร่วมงานมีส่วนร่วม ซึ่งแน่นอนว่าโรงพยาบาลคงไม่หวังผลเพียงแค่นั้น แต่ต้องการปลูกฝังให้กระทำเป็นนิสัย แนวคิดนี้เคยนำมาขยายให้เพื่อนในที่ทำงานฟัง ซึ่งขณะนั้นกำลังมีปัญหาเรื่องการแพร่กระจายเชื้อในหน่วยงาน เพื่อนก็เลยเกิดอาการปิ๊ง จึงนำกิจกรรม Buddy ไปใช้กับการสังเกตและกระตุ้นการล้างมือในเจ้าหน้าที่บ้าง และได้ผลเป็นที่พอใจ

โรงพยาบาลชุมชนอีกแห่งหนึ่ง ใช้วิธีการจับฉลากรายชื่อบุคลากรให้เป็นตัวนักกีฬา และ จับฉลากชนิดของกีฬาที่จะแข่งขันในวันจันทร์และกำหนดให้แข่งในวันศุกร์ของสัปดาห์นั้นไม่เว้นแม้แต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ใครที่ไม่เคยเล่นหรือไม่ถนัดในกีฬานั้น ก็จะขวนขวายไปฝึกซ้อม เพื่อไม่ให้เสียหน้า ผู้ที่ถนัดในกีฬานั้นๆ แต่ไม่ได้เป็นตัวนักกีฬาที่ต้องลงแข่งก็จะมาเป็นพี่เลี้ยงให้ด้วยความเต็มใจ  คนอื่นๆ ที่เหลือคอยเป็นกองเชียร์ นัยว่าอยากดูว่าคนไม่เคยเล่น หรือเล่นไม่เป็นจะเล่นเป็นอย่างไร ใครเจอแจ็คพ๊อตได้ลงแข่งกับ ผ.อ. ก็สู้ไป สั่นไป บรรยากาศก็สนุกสนานกันดี แถมได้สุขภาพทั้งกาย จิต สังคม มาฝากถ้าทำอย่างต่อเนื่องจริงๆ บางคนสามารถค้นพบวิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะกับตัวเองได้ อย่างเช่น เมื่อคราวไปเยี่ยมโรง พยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเล่าว่า ผมเองก็เพิ่งรู้ว่าเจ้าหน้าที่ของผมสามารถเลิกบุหรี่ได้ เพราะสายรัดข้อมือ (Wrist Band) เรารักพระเจ้าอยู่หัว แท้ๆ เลยทีเดียว  พอจะสูบทีไร ก็เห็นสายรัดข้อมือเป็นเครื่องเตือนใจทุกครั้ง และอย่างเมื่อคราวที่ไปประชุมวิชาการเกี่ยวกับภัยสุขภาพ ซึ่งจัดโดยสำนัก งานควบคุมโรค มีแพทย์ท่านหนึ่งอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ได้กรุณาเปิดเผยเคล็ดในการ ลด-ละ-เลิกบุหรี่ ของท่าน โดยการไม่ห้ามตัวเอง และบอกตัวเองทุกครั้งว่ายังมีสิทธิในการสูบบุหรี่ได้ตามต้องการ แต่เมื่อถึงเวลาที่กำหนดว่าจะสูบ บางครั้งมีภารกิจติดพันอยู่ ทำให้เลื่อนกำหนดการสูบออกไปเรื่อยๆ โดยไม่นึกอยาก เมื่อมานึกทบทวนดูใน 1 ปีที่ผ่านมา ท่านสูบเพียง 2 มวน เท่านั้น จากเดิมที่ท่านเคยสูบในปริมาณมาก ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นประมาณ 10-20 มวนต่อวัน ซึ่งท่านเล่าว่าท่านไม่รู้สึกหงุดหงิด อึดอัด ลำบากใจเลยที่ไม่ได้สูบ กลับรู้สึกว่าตนเองยังมีอิสระในการสูบ ไม่ถูกบังคับจิตใจแต่อย่างใด ถ้าใครสนใจจะนำเคล็ด (ไม่) ลับเหล่านี้ไปใช้กับตนเอง ครอบครัว หน่วยงาน หรือในโรงพยาบาลต่างๆ บ้างก็ได้นะคะ  

พรทิพย์ โชคทวีพาณิชย์ ..ศูนย์อนามัยที่ 8