จับกระแสท้องถิ่นสุดท้าย 2560 ตอนที่ 3 : ผู้มีส่วนได้เสียของท้องถิ่น

จับกระแสท้องถิ่นสุดท้าย 2560 ตอนที่ 3 : ผู้มีส่วนได้เสียของท้องถิ่น

24 สิงหาคม 2560

ทีมวิชาการ สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]

          ตอนที่แล้ว มีข้อสงสัยว่าประเด็นหัวข้อการปฏิรูปท้องถิ่น ไปอยู่ในการปฏิรูปด้านใด ในจำนวน 11 ด้าน [2] ก็พบว่า ไปอยู่ใน “ด้านการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน” มาถึงตอนต่อไป ลองมาดูว่า การขับเคลื่อนการปฏิรูปจะได้เร็วหรือช้า หรืออย่างไร มีปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวชี้ในการขับเคลื่อนก็คือ “ผู้มีส่วนได้เสียในท้องถิ่นหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” นั่นเอง

          มีข้อสงสัยมานาน ว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีผู้มีส่วนได้เสียในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกี่ฝ่ายกันแน่ประกอบด้วยใครบ้าง เพราะ เห็นทีไรก็มีอยู่แค่สองฝ่ายเอง คือ ฝ่ายการเมืองท้องถิ่น และ ฝ่ายข้าราชการ “ฝ่ายประจำ”ได้แก่ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น และลูกจ้างท้องถิ่น

          แน่นอนว่า ที่เห็นออกโรงก็มีสองฝ่ายนี่แหละ แต่ทำไม เมื่อมีประเด็นต่าง ๆที่เกี่ยวพันถึงการปกครองส่วนภูมิภาค และ การปกครองส่วนท้องถิ่น ก็จะมี ฝ่ายอื่น ๆ เข้ามาร่วม มาเกี่ยวพันด้วย เช่น “ฝ่ายข้าราชการปกครอง” (เช่น สมาคมนักปกครองฯ)  “ฝ่ายปกครองท้องที่” (กำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ)  แม้จะมีฝ่ายอื่น ๆ อีก ตามความสัมพันธ์ในโครงสร้าง แต่ไม่ปรากฏชัดแจ้งออกผสมโรงแต่อย่างใด

 

ความหมาย “ผู้มีส่วนได้เสีย” (Stakeholders)

ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาจากภาษาอังกฤษว่า “Stakeholder” เดิมหมายถึง “คนกลางที่ถือเงินเดิมพันในการพนัน” ปัจจุบันนำมาใช้ในความหมายถึง ปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มบุคคล องค์การ สถาบัน หรือชุมชนที่เกี่ยวข้อง ที่ได้รับผลกระทบทั้งทางบวกและลบจาก “การตัดสินใจ” หรือจากการที่มีโครงการหรือนโยบายนั้น และหมายรวมถึงผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องในกระบวนการตัดสินใจด้วย เช่น องค์การระดับชาติ สถาบันการศึกษา องค์การเอกชน รัฐบาลท้องถิ่น คู่สัญญา เป็นต้น

หากเป็นความหมายในเชิงธุรกิจ (Business) เป็นการเตือนให้ผู้ประกอบธุรกิจที่รับผิดชอบความเสี่ยงโดยไม่ผลักภาระให้ผู้อื่นมากนัก “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ในเชิงบวกจึงหมายถึง “ผู้ได้ผลประโยชน์”

ฉะนั้น “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” จึงหมายถึง (1) กลุ่มต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ หรืออาจได้รับผลกระทบจากการดำเนินการและความสำเร็จของสถาบัน เช่น กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญ ผู้ปกครอง สมาคมผู้ปกครอง ผู้ปฏิบัติงาน และหมายรวมถึง (2) ความร่วมมือทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ คณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันในด้านต่างๆ ศิษย์เก่า นายจ้าง สถาบันการศึกษาอื่นๆ องค์การที่ทำหน้าที่กำกับดูแล กฎระเบียบองค์การที่ให้เงินสนับสนุน ผู้เสียภาษี ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ส่งมอบ ตลอดจนชุมชนในท้องถิ่นและชุมชนวิชาการ/วิชาชีพ

กล่าวโดยสรุปว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” คือ ผู้ถือหรือผู้ได้ประโยชน์ร่วมกันของ “เงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์” อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง [3]  

 

ผู้มีส่วนได้เสียมีใครบ้าง

มีการจำแนก “ผู้มีส่วนได้เสีย” เป็น 3 กลุ่ม [4] ได้แก่ (1) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง (Primary Stakeholders) คือ บุคคลหรือกลุ่มผู้ได้รับผลประโยชน์จากโครงการโดยตรงตามที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์ของโครงการ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางบวกหรือทางลบ เช่น ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการ มักมีการแบ่งกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงตามเพศ ชั้นทางสังคม รายได้ อาชีพ หรือกลุ่มผู้ใช้บริการ (2) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรอง (Secondary Stakeholders) คือ บุคคล กลุ่ม องค์การ สถาบัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในโครงการ ซึ่งอาจแบ่งเป็นเกี่ยวข้องโดยเงินทุน (เป็นผู้ออกทุน เช่น บริษัทคู่สัญญาที่ได้รับสัมปทาน) หรือเกี่ยวข้องโดยเป็นหน่วยงานผู้ดำเนินการ (เช่น กระทรวง กรม ที่มีอำนาจหน้าที่) หรือเกี่ยวข้องโดยเป็นหน่วยงานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เจ้าของโครงการโดยตรงแต่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นที่ตั้งของโครงการ หรือเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้ติดตามเรื่องนั้นโดยตลอด (เช่น บุคคล หรือ NGOs หรือสถาบันการศึกษาที่ติดตามทำวิจัยเรื่องนั้นมาโดยเฉพาะ) หรืออาจเป็นกลุ่มที่ไม่เป็นทางการ เช่น นักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ผู้อาวุโส ผู้นำทางศาสนา ฯลฯ ผู้ที่เป็นอาจมีบทบาทอำนาจในการเป็นผู้นำความคิด เป็นต้น และ (3) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก (Key or Primary Stakeholders) คือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีความสำคัญ (importance) หรือมีบทบาทอำนาจ (influence) ที่ส่งผลกระทบต่อความสำเร็จของโครงการ ในทางธุรกิจนั้นหมายถึง กลุ่มผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับธุรกิจโดยตรง เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์หรือผลกระทบทางตรงจากการประกอบธุรกิจ

 

ผู้มีส่วนได้เสียท้องถิ่น

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ผู้เขียนไม่ขอเรียงลำดับ กลุ่ม “ผู้มีส่วนได้เสีย” 3 กลุ่มดังกล่าวเริ่มจากกลุ่มที่สำคัญที่สุดก่อน คือ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก” ก็ได้แก่ (1) ฝ่ายการเมืองท้องถิ่น และ (2) ฝ่ายข้าราชการ “ฝ่ายประจำ” ที่เป็นเสมือน “หอกข้างแคร่” หากไม่สามารถร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายและการบริหารให้ไปด้วยกันได้ เพราะ บุคคลทั้งสองฝ่ายนี้ก็คือ บุคลากรหลักขององค์กรนั่นเอง

กลุ่มที่สอง “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง” ในที่นี้ได้แก่ (1) ฝ่ายผู้กำกับดูแล (Staff Organization)  [5]  ตั้งแต่ กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมกาปกครองท้องถิ่น จังหวัด อำเภอ ซึ่งก็คือ ข้าราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อันรวมถึง “ฝ่ายข้าราชการปกครองและฝ่ายปกครองท้องที่” ที่รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯ นั่นเอง (2) ฝ่ายตรวจสอบ ปราบปราม บังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) รวมถึง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) ด้วย ที่มีหน้าที่ตรวจสอบโดยตรง โดยไม่รวม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กระทรวงยุติธรรม แต่อย่างใด (3) ฝ่ายสนับสนุนช่วยเหลือทางด้านวิชาการ อาทิ เช่น หน่วยงานมหาวิทยาลัยต่าง ๆ (4) ฝ่ายประชาชน ประชาคม และชุมชน (civil society) [6] ซึ่งจะรวมถึงประชาชน กรรมการชุมชนในเขตท้องถิ่นนั้น ๆ

และกลุ่มที่สาม “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรอง” ผู้เขียนขอเรียกว่า “ผู้มีส่วนได้เสียโดยอ้อม” ได้แก่ (1) นักวิชาการ สถาบันทาง วิชาการ (2) ฝ่ายองค์พัฒนาเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร หรือ องค์การนอกภาครัฐ (Non-governmental organization : NGO) [7] (3) เครือข่ายระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (4) ภาคเอกชน (Private Sector) [8] (5) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่คาบเกี่ยวระหว่างพื้นที่ (6) ส่วนราชการ หน่วยงานรัฐอื่น ๆ

 

          จากการแยกแยะแบ่งกลุ่ม “ผู้มีส่วนได้เสีย” อย่างคร่าว ๆ ดังกล่าว คงพอจะมองเห็นแล้วว่า ในส่วนของ ผู้มีส่วนได้เสียหลัก หากมีผลกระทบใด ๆ ต่อกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเพียงใด ย่อมเกิดกระแสปฏิกิริยา โดยเฉพาะการต่อต้าน “การล้มล้างการดำรงสถานะเดิม” (Status quo) [9] ของตน และ ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงก็เช่นกัน ย่อมมีปฏิกิริยาเฉกเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ “การสูญเสียประโยชน์หรืออำนาจ” ที่ไปกระทบกระเทือนต่อการดำรงสถานะเดิมของตน (Status quo) ทำนองเดียวกันกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหลักเช่นกัน 

 

          ฉะนั้น เมื่อมีกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียแตกหน่อแตกแถวมากจำนวนไปเท่าใด ความขัดแย้ง (conflicts) [10] ความลงตัวเห็นพ้อง (consensus) [11] ย่อมมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว การได้เรียนรู้ทำความเข้าใจในกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย อย่างเข้าใจ และ มีข้อเสนอที่เป็น “ตรรกะ” อันมี “ประโยชน์สาธารณะ” (Public Interest) [12] เป็นที่ตั้ง ย่อมทำให้การแก้ไขปัญหา และ การร่วมมือร่วมใจกันปฏิรูปประเทศบรรลุเป้าหมายตามขั้นตอนอย่างมีประสิทธิภาพ สำคัญเพียงว่า ผู้มีส่วนได้เสียด้วยเองนั้นแหละ คือตัวปัญหา ที่ไม่ยอมรับรู้รับฟัง ด้วยเหตุแห่ง “อัตตา” “ทิฐิ” และ “ประโยชน์ส่วนตน” (Personal or Private Interest) [13]

 

[1] Phachern Thammasarangkoon, Municipality Officer ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 64 ฉบับที่ 50 วันศุกร์ที่ 25 - วันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม2560, หน้า 66  

& หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 31 สิงหาคม 2560 ปีที่ 67 ฉบับที่ 23502 หน้า 10, การเมืองท้องถิ่น : บทความพิเศษ 

[2]ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2560, ราชกิจจาฯ เผยแพร่ประกาศตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน, 15 สิงหาคม 2560, https://news.thaipbs.or.th/con... & http://www.ratchakitcha.soc.go...

[3]สุดาวรรณ เต็มเปี่ยม, Stakeholder Management การบริหารผู้ได้ประโยชน์, 24 กันยายน 2552, https://www.gotoknow.org/posts...

& Stakeholders หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย, 29 พฤศจิกายน 2555, http://www.ph.mahidol.ac.th/th...

& ชยากร โล่ห์ทองคำ, Stakeholder : Identify & Analysis, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน), http://km.camt.cmu.ac.th/mskm/ms2011/ChayakornLotongkum/1%20Home%20Work%20and%20Working%20Paper/KM701%20Assignment%204.pptx

A person, group or organization that has direct or indirect stake in an organization because it can affect or be affected by organization actions, objective and policies.

Although stake holding is usually self-legitimizing all stakeholders are not equal and different stakeholders are entitled to different considerations. 

& จะเห็นภาพชัดเจนขึ้น เมื่อพิจารณาในมิติของ “การเมืองท้องถิ่น” ดูใน 
มุมมองบ้านสามย่าน : น.ส.สุพรรณี เกลื่อนกลาด  กรุงเทพธุรกิจ  วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม 2550, วิทยานิพนธ์ของผู้เขียน เรื่อง “กลุ่มผลประโยชน์กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : กรณีศึกษา 4 เทศบาลนคร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”, ใน thailocalmeet.com,  21 พฤษภาคม 2552, 11:16:14 PM, http://www.thailocalmeet.com/i... 
“กลุ่มธุรกิจ” และ “กลุ่มการเมือง” พบว่ากระบวนการสะสมทุนของนักธุรกิจท้องถิ่นได้กระทำผ่านการรวมกลุ่มกันในรูปขององค์กร เช่น หอการค้าจังหวัด กลุ่มสมาคมวิชาชีพ และอื่นๆ โดยเฉพาะในเขตเมือง ซึ่งมีความเจริญทางเศรษฐกิจสูง โดยการรวมกลุ่มภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความหลากหลาย และแต่ละกลุ่มมีการแข่งขันกันเองในเวทีสาธารณะ ทั้งยังมีพลวัตการเมืองมากน้อยต่างกันด้วย
นอกจากนี้ยังพบว่าการรวมตัวของ “กลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจ” ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต่างมีแนวโน้มที่จะขยายไปสู่การเข้าไปมีบทบาททางการเมืองในระดับท้องถิ่น และในระดับชาติเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ทำธุรกิจควบคู่ไปกับงานทางการเมือง โดยปัจจัยสำคัญในการกำหนดความเป็นอิทธิพลจะมีอยู่ 3 ประการ คือ ทรัพย์สิน อำนาจ และสถานภาพทางสังคม
คุณลักษณะทั้ง 3 ประการนี้จะอยู่ควบคู่และเกื้อกูลกัน โดยผู้มีอำนาจมักใช้อำนาจในการแสวงหาทรัพย์สิน และผู้มีทรัพย์สินมักใช้ทรัพย์สินแสวงหาอำนาจ และปัจจัยทั้งสอง (อำนาจและทรัพย์สิน) จะส่งผลให้บุคคลหนึ่งมีสถานภาพสูงในสังคมตามไป

[4] การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ( Stakeholders Analysis) ในกระบวนการมีส่วนร่วมของการดำเนินโครงการของภาครัฐ, 18 มีนาคม 2559, , Jamnean R, http://www.sms-stou.org/archiv...

[5]การจัดองค์กรโดยใช้หน้าที่ (Organization by Function) เป็นการจัดโครงสร้างองค์กรในรูปหน่วยงานหลัก (Line Organization) หน่วยงานที่ปรึกษา (Staff Organization) และหน่วยงานช่วยเหลือหรือแม่บ้าน (Auxiliary Organization)

[6]“สังคมประชาธรรม” (ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม)  ::: Civil society ประชาสังคม - OKnation, by nana. 28 พฤษภาคม 2551, http://oknation.nationtv.tv/bl...

& ดร.อรพินท์ สพโชคชัย, “Civil Society” : “สังคมเสถียรภาพ กับ กลไกประชารัฐที่ดี” ใน Borderless, ผู้อำนวยการวิจัยกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนา, ฝ่ายการวิจัยทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, https://bordeure.wordpress.com/tag/civil-society/

& สำนึกรักบ้านเกิด กระแสหนัง 'ท้องถิ่นนิยม' กำลังมา, กรุงเทพธุรกิจ, 30 พฤษภาคม 2559, www.bangkokbiznews.com/news/detail/700181

[7]องค์การนอกภาครัฐ, วิกิพีเดีย, https://th.wikipedia.org/wiki/องค์การนอกภาครัฐ   

[8]กลไกประชารัฐเป็นส่วนที่เชื่อมโยงองค์ประกอบของสังคมทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกัน คือ ประชาสังคม (Civil Society) ภาคธุรกิจเอกชน (Private Sector) และ ภาครัฐ (State หรือ Public Sector) คำว่าภาครัฐ (State) ซึ่งอาจจะหมายถึงทั้งรัฐบาล (Government) และระบบราชการ (Civil Service) ดู

ดร.อรพินท์ สพโชคชัย, “Public Sector” สังคมเสถียรภาพ กับ กลไกประชารัฐที่ดี ใน Borderless (ไร้พรมแดน และหมายรวมถึงการไม่มีซึ่งพรมแดนจริง), ผู้อำนวยการวิจัยกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนา, ฝ่ายการวิจัยทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, https://bordeure.wordpress.com/tag/public-sector/

[9]Status Quo อาจพอแปลได้ว่า สถานภาพในปัจจุบันของใครบางคน คืออะไรก็ตามที่เรามี เราใช้ เราคิดถึงอยู่เป็นปกติ เป็นประจำ เป็นสิ่งที่เราเคยชิน และสะดวกใจที่จะคิดถึงมันเมื่อต้องการทุกครั้ง

ดู นายกาฝาก(นามแฝง), วิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆ บน Social Networking ด้วยแง่มุมจิตวิทยา ตอนที่ 12, 13 กันยายน 2554, https://kafaak.wordpress.com/2011/09/13/social-networking-phenomenon-analysis-12/

[10]ความขัดแย้ง, http://www.peace.mahidol.ac.th/th/document/learn/PBPS101/Conflict.pdf

ความขัดแย้งอยู่ระหว่างความรุนแรงและสันติภาพ ความขัดแย้งหมายถึง การโต้เถียง การแข่งขัน วิวาทะ การต่อสู้ อารยะขัดขืน การสู้รบ สงคราม ฯลฯ ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายของตน

[11]เชษฐา พวงหัตถ์, วิธีคิดทางทฤษฎีในสังคมวิทยา: พัฒนาการและปัญหาทางทฤษฎี (Theoretical Thinking in Sociology: Development and Theoretical Dilemmas), นักวิชาการอิสระ อดีตอาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ พระราชวังสนามจันทร์นครปฐม, บทความชิ้นนี้ได้รับการพิมพ์เผยแพร่โดยใช้ชื่อบทความว่า “วิธีคิดทางสังคมวิทยาและปัญหาทางทฤษฎี (Theoretical Thinking and Dilemmas in Sociology)” ใน วารสารร่มพฤกษ์ปีที่ 24 ฉบับที่ 1-2 (ต.ค. 2549), file:///C:/Users/Administrator/Downloads/วิธีคิดทางทฤษฎีในสังคมวิทยา__พัฒนาการและปัญหาทางทฤษฎี.pdf

& ฉันทามติ, วิกิพีเดีย, https://th.wikipedia.org/wiki/ฉันทามติ

ความเห็นพ้องต้องกัน หรือ ความลงตัวเห็นพ้อง หรือ ฉันทามติ (consensus) คือ

ฉันทามติ มักเชื่อมโยงกับการตัดสินใจ (consensus decision making) ซึ่งหมายถึงกระบวนการตัดสินใจโดยกลุ่มคนที่เน้นความยินยอมและเห็นชอบร่วมกันจากผู้มีส่วนร่วมทุกคน ดังนั้น ฉันทามติในกระบวนการตัดสินใจจึงหมายถึงทางออกแห่งปัญหาซึ่งเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ถึงแม้อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในใจของคนทุกคน

[12]“ประโยชน์ต่อสาธารณะ” และ “ประโยชน์แก่ส่วนรวม” หรือ “Public interest” สรุปว่า   “... ผลประโยชน์สาธารณะยังหมายรวมถึงหลักประโยชน์ต่อมวลสมาชิกในสังคม ... “

ดู Phachern Thammasarangkoon, ประโยชน์สาธารณะ, 2 มีนาคม 2556, https://www.gotoknow.org/posts/521175

[13]เพลินตา ตันรังสรรค์, กฎหมายภายใต้หลัก Conflict of Interest,  นิติกร สำนักกฎหมาย, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ, จุลนิติ ก.ย.-ต.ค. 2552, http://www.senate.go.th/lawdatacenter/includes/FCKeditor/upload/Image/b/b114%20jun_6_5.pdf

ผลประโยชน์ส่วนตัว (private interest) หรือผลประโยชน์ส่วนบุคคล (personal interest) ซึ่งผลประโยชน์นี้อาจเป็นตัวเงินหรืออย่างอื่นก็ได้ ส่วนนี้โดยตัวมันเองแล้ว ไม่เสียหายอะไร เพราะใคร ๆ ก็แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนกันทั้งนั้น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (2)

sr
IP: xxx.68.44.166
เขียนเมื่อ 

In this 21st Century, there are also considerations for 'supporters and protesters'; 'suppliers' (of labour, tools, consumables and so), 'learning/training' facilitators, and career advisers, and so on. The 'usual' stakeholders do not cover and are not adequate for success of projects -- anymore.

เขียนเมื่อ 

Big Thanks. I think so. You think that the 'usual' stakeholders do not cover and are not adequate ...

In the really happens there are many unknown stakeholders, such as; group of head village and the head of Tambon, the ex-governor, the ex-hi Interior Ministry civil servant, etc... include some machinery of the academic researcher (from Universities) ... like the soldier force for hire (the machinery arm force), I think!