จากพะโต๊ะ สู่ บ้านไร่ไออรุณ


๑๒  สิงหา ๖๐  วันมหามงคลของชนชาวไทย

ครอบครัวของคุณมะเดื่อถือโอกาสวันหยุด

๓ วันในครั้งนี้เดินทางไป " พะโต๊ะ" อีกครั้ง

ตามที่ได้บอกกล่าวกับญาติ ๆ ที่นั่นไว้

ก่อนหน้านี้แล้ว



สิบโมงเช้าเศษ ๆ เดินทางไปถึง  " บ้านในหยาน"  อ.พะโต๊ะ  ที่หมู่บ้านมีกิจกรรม

ปลูกป่าในวันแม่  ครอบครัวของคุณมะเดื่อจึงถือโอกาสอันดีนี้ร่วมปลูกป่า

กับชาวบ้านด้วย จ้ะ



จากนั้ินจึงเดินทางไปยังบ้านของพี่ ๆ น้อง ๆ ที่รอพวกเราอยู่

และได้รับการต้อนรับด้วย " ทุุเรียน"  ที่นำมาจากสวน

คนอื่น ๆ ก็กินกันอย่างอร่อย  แต่คุณมะเดื่อชิมนิดหน่อย

เพราะกินมากไม่ได้  เพราะทุเรียน

ไม่เหมาะกับโรคประจำตัวที่เป็นอยู่

มีทุเรียนที่แก่จัดด้วย  คุณมะเดื่อจึงบอกว่า

น่าจะเอาไปแกงส้มนะ  เจ้าของบ้านบอกว่า

ไม่เคยแกงเหมือนกัน  แต่ก็จะลองดู



มื้อเที่ยงวันนี้น  พวกเราก็ได้อิ่มอร่อยกับ " ขนมจีนแกงไก่ " เมืองใต้อร่อยมาก ๆ จ้ะ

จากนั้นครอบครัวของคุณมะเดื่อก็ขอตัวไปจองห้องพักที่ " ภูขวัญเมืองรีสอร์ท" ก่อน

เพื่อที่จะรอดูทะเลหมอกในยามเช้าตรู่   เช็คอินแล้วเก็บของเข้าห้องพักเรียนร้อย

จากนั้นจึงกลับไปที่บ้านญาติ ๆ อีกครั้งเพื่อเตรียม " ลุยสวนทุเรียน"





เจ้าของสวนทุเรียนบอกว่าต้องใช้ปิคอัพในการขึ้นไปบนสวนที่ภูเขา

รถเก๋งหมดสิทธิ์ขึ้น พวกเราจึงเปลี่ยนไปขึ้นรถของเจ้าของสวน

แทนรถของคุณมะเดื่อ



เจ้าของสวนขับรถขึ้นเขา ลงห้วย สูง ๆ ต่ำ ๆ เห็นแล้วจึงรู้ว่าเพราะอะไร

จึงต้องมาปิคอัพ  จนถึงสวนทุเรียนกลางหุบเขา  นอกจากจะมี

ทุเรียนแล้ว ยังมีกล้วยไข่ และไผ่ที่มีหน่อไม้โ่ต ๆ ด้วย

ทึุเรียนวายแล้ว ใกล้จะหมดสวน แต่เจ้าของสวนใจดียังเว้นไว้

เพื่อต้อนร้บพวกเราด้วยแม้จะไม่กี่ลูก  แต่ก็ซาบซึ้งในน้ำใจจริง ๆ 



กล้วยไข่ที่นี่ ผลโตมาก  รสหวานมาก ๆ  เจ้าของสวนบอกว่า 

กล้วยไข่ที่นี่ขายไม่ออก  จึงตัดต้นกล้วยไข่ในสวนทิ้ง

ไปมากแล้ว เหลือไม่กี่ต้น... เห็นแล้วเสียดายจริง ๆ 

เพราะที่บ้านคุณมะเดื่อ กล้วยไข่จะมีราคาแพง

ผลก็เล็ก ๆ  รสชาติก็ไม่หวานชวนกินแบบนี้เลย



สวนนี้อยู่ติดกับลำธารที่มีน้ำไหลตลอดปี  จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมต้นไม้ใบหญ้า

ในสวนนี้จึงงามนัก



ออกจากสวนทุเรียน  เจ้าของรถใจดี พาพวกเราไปเที่ยวที่น้ำตกเล็ก ๆ 

ที่มีน้ำไหลตลอดปี ตามคำขอของเจ้าตัวเล็ก  ที่นี่ร่มรื่น สดชื่นมาก ๆ 

เจ้าตัวเล็ก และเด็ก ๆ  อาบน้ำตกกันอย่างสนุกสนาน



ในขณะที่เด็ก ๆ สนุกสนานอยู่กับการอาบน้ำ  คุณมะเดื่อและพี่ ๆ น้อง ๆ อีกสองสามคน

ก็แยกตัวไปดู  " บ้านไม้พุก"  อันเป็นบ้านของครอบครัวงานศิลปะกะลามะพร้าว

ที่อยู่ริมน้ำตก ตามที่น้องคนหนึ่งชักชวนให้ไปดู




ครอบครัว " บ้านไม้พุก"  เป็นครอบครัวศิลปะที่นำกะลามะพร้าว

มาสร้างสรรค์งานศิลป์  นานาแบบ และยังมีฝืมือในการวาดภาพ

ที่สวยงามมาก ๆ ทั้ง คุณพ่อ  คุณแม่  และคุณลูก  ผลงานได้รับ

การยกย่องให้ขึ้นทะเบียน OTOP  ของตำบลไปแล้ว  

คุณมะเดื่อถามว่าไปเรียนงานเหล่านี้มาจากไหน

ก็ได้รับคำตอบว่า " ไม่ได้เรียนครับ  ทำเอง"  โห..พรสวรรค์ล้วน ๆ 

คุณมะเดื่อดูแล้วชื่นชมมาก ๆ  บอกว่าที่นี่น่าจะเป็น

โฮมสเตย์มาก  ๆ ทั้งผลงาน  ทั้งบ้านไม้  และทั้งบรรยากาศ

เจ้าของบ้านบอกว่า  " ตั้งใจไว้ว่าจะทำแบบนั้น แต่ยังไม่พร้อม

ด้วยทุนรอน และอีกหลาย ๆ อย่าง"




ภาพวาดฝาผนังฝีมือแม่บ้าน



ที่เห็นแขวนไว้นั้นคือ  " เสื้อเกราะกะลามะพร้าว"  เสียดายไม่ได้เห็นใกล้ ๆ 

แต่ดูแล้วก็รู้ว่า ยอดฝีมือจริง ๆ 



ลูกชายผู้ถ่ายทอดงานฝืมือจากพ่อ และแม่  คุณพ่อบอกว่า  ถ้าจบ ม.๖ แล้ว

จะส่งไปเรียนที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร



ก่อนออกจากน้ำตก ก็ถ่ายภาพ "รากต้นมะเดื่อ" ริมน้ำตกไว้ก่อน

เพราะดูแปลกตาดี

เจ้าของรถบอกว่าจะพาไปดูการทำเหมืองแร่  แต่เวลาไม่พอ

เพราะหกโมงเย็นกว่าแล้ว  จึงกลับไปยังบ้านที่ทำมื้อเย็น

รอไว้แล้ว



มื้อค่ำแบบ " รวมญาติ"  เฮฮาด้วยวงปิ้งย่าง แบบเครีือญาติ

ทุก ๆ คน น่ารักมาก ๆ  เปี่ยมไปด้วยน้ำใจไมตรีที่ดียิ่ง

คุณมะเดื่อต้องขอบคุณทุก ๆ คนมาก ๆ ที่ให้การต้อนรับ

อย่างดีเยี่ยมจ้ะ  ที่สำคัญคุณมะเดื่อได้ชิม " แกงส้มทุเรียน"

เป็นครั้งแรกในชีวิตอีกด้วย  และคนแกงก็บอกว่า เป็นการ

แกงทุเรียนครั้งแรกในชีวิตอีกด้วยนะ ๕๕๕  อร่อยมาก ๆ จ้ะ

ขอบอก



นี่แหละหน้าตาของ  " แกงส้มทุเรียน" ล่ะจ้าา  หรอยจังฮู้

สองทุ่มเศษ ครอบครัวของคุณมะเดื่อจึงเดินทาง

กลับที่พัก   เพื่อพักผ่อน  ตื่นเช้าหวังใจว่า

จะได้ดูทะเลหมอก  แต่...ผิดหวังเล็กน้อยเพราะ

วันนี้มีเพียงหมอกจาง ๆ ให้เห็นเท่านั้นคงเพราะ

ไม่มีฝนตกในตอนกลางวันเหมือนคราวก่อนนั่นเอง

เช้าวันนี้  ครอบครัวของน้องคนหนึ่งยังมีน้ำใจ

ตามมาที่รีสอร์ทเพื่อเอา "สะตอดองกับทุเรียนกวน"

มาให้อีกด้วย  ซาบซึ้งในน้ำใจไมตรีจริง ๆ จ้ะ

ขอบคุณมากมายจริง ๆ 



ความจริง พวกเราตั้งใจว่า จะเดินทางกลับในวันจันทร์

แต่เนื่องจาก  ทางบ้านของพ่อบ้านโทร.มาแจ้งว่า

คุณพ่อของพ่อบ้านเข้าโรงพบายาลด่วน  ดังนั้น

พวกเราจึงต้องเดินทางกลับในวันอาทิตย์ 

ก่อนกลับเราแวะที่  " บ้านไร่ไออรุณ

สถานที่พักผ่อนอีกแห่งหนึ่งของ  " กะเปอร์" 

ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพะโต๊ะนัก  และกินมื้อเช้ากันที่นี่

มิตรรักแฟนเพลงหลายคนคงเคยไปแวะมาแล้วนะจ๊ะ

ที่นี่เหมาะสำหรับคนหนีความวุ่นวายของสังคมเมือง

ไปพักสมอง  มีโฮมสเตย์ให้พักค้างด้วย

บรรยากาศแบบธรรมชาติจริง ๆ จ้ะ




ไปพะโต๊ะครั้งนี้ ได้เห็น  " ต้นยอง"  ตัวเป็น ๆ ด้วย  เสียดายยังไม่มีเมล็ด

ให้ได้เอามาขยายพันธุ์  




(ต้นและดอกของ  "ยอง") 

ก่อนอำลาพะโต๊ะครั้งนี้......

ได้นัดหมายกับญาติพี่น้องที่พะโต๊ะไว้ว่า โอกาสหน้าให้ไปเมืองสามอ่าว

คุณมะเดื่อจะพาไปนอน " ฟังเสียงคลื่นแนบผืนทราย ชมสายลมห่มแนวสน"

หวังว่าคงอีกไม่นานนะจ๊ะ  ขอบคุณทุก ๆ คนและขอบคุณในไมตรีจิต

และมิตรภาพของพี่ ๆ น้อง ๆ หลาน ๆ แห่งพะโต๊ะ

ที่มีให้กับครอบครัวคุณมะเดื่อจ้าา  พบกันครั้งหน้า

ที่  " เมืองสามอ่าว" นะจ๊ะทุกคน