ฬาสีนกฮูกปีท้ายสุดของน้องจ้า
"จ้าอยากเป็นประธานสี ปีหน้าจ้าจะเป็นประธานสีนะพ่อ" เธอพูดประโยคนี้เมื่อปีที่แล้ว หลังจากทำหน้าที่เชียร์หลีดเดอร์เสร็จเรียบร้อย และเป็นการทำหน้าที่อย่างดีในตำแหน่งนี้มาตลอด ๔ ปี
เรื่องราวของกีฬาโรงเรียนถูกถาโถมเข้าสู่ห้วงคำนึงมาตลอด ตั้งแต่รุ่นพี่แป้ง จนมาถึงรุ่นของตัวเล็ก ซึ่งแน่นอนว่า วันนี้เจ้าตัวเล็กที่ว่าได้มาถึงชั้นสูงสุดของโรงเรียน นั่นก็คือ ป.๖
ทุกปี โรงเรียนจะประกาศวันแข่งกีฬาล่วงหน้า ๑-๒ สัปดาห์ แต่เด็กๆก็แสนเก่ง เพราะเพียงแค่ ๑ สัปดาห์ ก็เพียงพอสำหรับการจัดการทุกสิ่ง ซ้อมเพลง ซ้อมเต้น หานักกีฬา เตรียมพาเหรด
แต่ปีนี้ ครูแจ้งล่วงหน้า ๑ เดือน
นั่นคงเป็นเรื่องดีสำหรับเด็กๆ เพราะหมายถึงการได้เตรียมตัวกันนานขึ้น แต่หารู้ไม่ ว่าขณะเดียวกันมันคือหายนะของพ่อแม่
ทำไมน่ะเหรอครับ
"พ่ออออออ...จ้าจะทำนู่น จ้าจะทำนี่ พ่อฟังก่อนอย่าเพิ่งไปไหน พ่อคิดว่าอย่างนี้ดีไหม จะทำพาเหรดแบบนี้นะ ฯลฯ" จินตนาการออกใช่ไหมครับ
"จัาตื่นเต้นมาก ปีนี้จะเป็นปีสุดท้ายของโรงเรียนนี้ที่จ้าจะได้ร่วมแล้วนะพ่อ และจ้าได้เป็นประธานสีด้วย" เจ้าตัวยังคงจ้อไม่หยุด
ผมก็ได้แต่รับออกไปว่า "เออ" เพราะเอาเข้าจริงๆ ลูกสาวผมก็ตื่นเต้นกับเรื่องนี้ทุกทีนั่นแหละ
ผมเชื่อว่าลูกๆเด็กๆทุกคนในโรงเรียนนี้ล้วนมีอาการคล้ายๆกับลูกสาวผม ซึ่งมันคือเสน่ห์ของโรงเรียนจริงๆ น่าแปลกนะครับ เด็กๆรอวันแข่งกีฬา รอที่จะเป็นผู้จัดการเรื่องนู่นเรื่องนี่ มันดูสนุกไปเสียทุกขั้นตอนจนผู้ใหญ่อย่างผมแทบจะลงไปร่วมวงด้วย
"คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมคะ ว่าตลอดเวลา ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา เด็กๆแทบไม่เป็นอันเรียนหนังสือกันเลย ทุกคนมีกิจกรรมส่วนรวมที่ต้องทำ ในห้องเรียนมีอุปกรณ์การเชียร์มากมาย เด็กๆล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือแข่งขันกีฬาสี" นั่นคือคำกล่าวของย่าณีในพิธีเปิดการแข่งขัน ซึ่งผมก็เชื่อสุดใจว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
สิ่งที่รู้สึกแปลกใหม่สำหรับพ่อในปีนี้ก็คือ การฝึกซ้อมกีฬาของลูก
ผ่านมาหลายปี ลูกสาวไม่เคยมีความรู้สึกอยากลงสนามแข่ง อาจจะเป็นเพราะเธอต้องรับผิดชอบการนำเชียร์ แต่มาปีนี้ การเป็นรุ่นพี่ชั้นปีสูงสุด ทำให้เธอต้องจัดสรรโควต้านักกีฬาด้วย แล้วเธอก็พบกับความเป็นจริงที่ว่า "นักเรียนมีอยู่แค่หยิบมือเดียว" ทำให้ในโควต้านั้น คนๆหนึ่งต้องเล่นกีฬามันเกือบทุกชนิด (ฮ่าฮ่าฮ่า ขอขำแผล็บ)
อีกอย่างน่าจะเป็นเพราะว่า ปีนี้มีคุณครูที่โรงเรียนเป็นนักกีฬาทีมวอลเล่ย์บอลชายของจังหวัดอยู่ถึง ๒ คน ความสนุกมันจึงท้นมาตั้งแต่สงขลาเกมส์ ที่เด็กๆและผู้ปกครองไปเชียร์กันถึงขอบสนามอยู่หลายแมทช์ (มันมันส์มาก ขอบอกเลย ทั้งเด็กทั้งพ่อแม่ ไปกรี๊ดกันสุดเสียง)
จ้าซ้อมวอลเล่ย์บอลที่บ้านเกือบทุกวัน บางวันก็มีนัดกับ "รัชพล" หัวหน้าทีมสีเหลืองผู้มีร่างกายประหนึ่ง "แจ๊ค แฟนฉัน" และคลั่งไคล้ในกีฬาชนิดนี้มาก ยังมี "รัน" มือเซ็ตอันดับหนึ่งของโรงเรียน และ "ปันปัน" โดเรม่อนผู้คล่องแคล่ว
แต่มันก็น่าตลก การเลือกสรรในปีนี้ นักกีฬาทั้งหลายกลับไปกองอยู่ที่สีน้ำเงิน "ฟ่าง" นักกีฬาประจำจังหวัด "ฟอซ" นักกีฬาทุกชนิด "เฟิร์ส" ไอ้ตี๋อ้วนผู้คล่องแคล่ว และ "ปันใหม่" นักบาสหน้าตาย ผู้ที่สามารถหลับตาโยนลูกได้ "ปรายฝน" โปรกอล์ฟระดับประเทศอีกคน แล้วสีเหลืองของเจ้าจ้าจะเหลืออะไร
ตอบ..เหลือพ่อไงครับ พ่อลาพักร้อนล่วงหน้าเป็นเดือนแล้ว ปีนี้ไม่ติดประชุม ไม่ติดผ่าตัด และไม่ติดสอน
.............................
เริ่มงานตรงเวลามากครับ
๘ โมง ขบวนพาเหรดก็ออกเดิน
"ซ้าย ขวา ซ้าย..." นั่นไง ปรากฏการณ์ความบ้านๆยังคงเป็นกลิ่นอายที่น่ารักเหลือเกินของนกฮูกฝูงนี้
ผมยังจำได้ พาเหรดครั้งแรกของพี่แป้ง โรงเรียนไม่มีกลองแม้แต่ลูกเดียว สัญญาณจังหวะจึงเป็นเสียงของคุณครูและเด็กๆที่ร่วมท่องอาขยานร่วมกัน "ซ้าย ขวา ซ้าย" รัวๆไป นึกแล้วยังขำ
แต่ช่วงหลังนี้เริ่มมีกลองใหญ่ให้จังหวะ และปีนี้มีกลองแต๊ก ๒ ตัว มีดรัมเมเย่อร์โรงเรียน ๑ คน และมีของสีอีกสีละคน
เขาพัฒนาแล้ว
แต่สำหรับความคิดส่วนตัวของผมนะครับ ผมอยากให้การพัฒนามีและหยุดอยู่เพียงเท่านี้ เสน่ห์ของเด็กๆไม่จำเป็นต้องได้รับการเติมแต้มจากผู้ใหญ่มากไปจนสูญเสียความเป็นเด็ก ไม่จำเป็นต้องสวมใส่ชุดที่ดูหรูหราอลังการประหนึ่งลิเกโรงครู แต่งหน้าจนผิวใสๆแก้มแดงนวลถูกกลบด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะ
ผมรักของผมแบบนี้ (ย้ำนะครับ ว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัว)
............................
มางานกีฬาโรงเรียนนกฮูกทีไร เหมือนรู้สึกว่ามาร่วมงานสังสรรค์ศิษย์เก่า
ผมได้เจอพ่อแม่ของลูกๆที่ลูกเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน
ผมได้เจอพ่อแม่ของศิษย์เก่า ที่ตอนนี้ไม่ได้เรียนที่นี่แล้ว แต่พวกเขายังรักโรงเรียนและยังคงหาโอกาสมาเยี่ยมเยียนเสมอ
ผมได้เจอพ่อแม่และลูก ที่ผมดูแลและทำคลอดออกมา รัน ออริน ฟ้า ธรรม คนดี ของขวัญ ปั่น เมย์ สีน้ำ ธัญย์ ขนม ข้าวเจ้า เป็นหนึ่ง พูน พริม เอ่อ...ยังมีอีกว่ะ แต่ลุงจำชื่อไม่ได้เสียแล้ว
...............................
เริ่มต้นด้วยการลาพักร้อนเต็มวัน แต่ท้ายที่สุด ด้วยภาระหน้าที่ก็ต้องรีบกลับโรงพยาบาลเพราะมีคนไข้รายหนึ่งกำลังรอรับการช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน
ผมวิ่งเข้ามาหอมแก้มเมือกๆของลูกสาว ผู้กำลังง่วนอยู่กับการจัดการกองเชียร์
ครั้งเมื่อที่ลูกเป็นผู้นำเชียร์ ลูกก็เต้นไป ร้องเพลงไปจนเสียงแหบหาย บางทีก็ต้องวางมือออกไปแข่งกีฬา
ครั้งนี้ลูกเป็นผู้นำสี ลูกก็ยังคงมาง่วนอยู่กับน้องๆหลีดเดอร์ นำร้องเพลง คว้าโทรโข่งมาสั่งการ สั่งทั้งหลีดเดอร์และกองเชียร์ วางมือบ้างก็ไปแข่งกีฬา เมื่อกลับมาก็จัดการกองเชียร์ต่อ หลีดเดอร์คนไหนเกิดอาการเบื่อไม่ยอมเต้น พี่จ้าก็จะไปเรียกใครสักคนที่นั่งเชียร์อยู่ออกมาเต้นแทน
"น้องไม่เคยซ้อม" เจ้าตัวเล็กทำท่าอิดออด
"ไม่เป็นไร อยากเต้นอะไรก็เต้น ระเบิดท่าออกมาเลย" นั่นคือการปลุกอารมณ์จากประธานสี ที่ชวนน้องมา แล้วก็เต้นมั่วๆไปด้วยกัน
"เฮ้ย มันเก่งว่ะ" นี่คือคำชื่นชมจากคนเป็นพ่อที่คอยดูอยู่ห่างๆ แล้วต้องถอยกลับออกไปทำงานต่อ
.....................
ผลการแข่งขันออกมา ด้านกีฬา สีน้ำเงินกำชัยชนะไปอย่างหลุดลอย ส่วนกองเชียร์นั้นได้สีเหลือง
แพ้ชนะไม่สำคัญเท่าสิ่งที่ได้รับในวันนี้
เพื่อนบางคนไม่เก่งกีฬามายืนทำหน้าอยากเล่น
"ลงเล่นมั้ยลูก" คุณแม่ท่านหนึ่งส่งเสียงถาม
"ไม่ค่ะ หนูเล่นไม่เก่ง" เธอตอบมา แต่แววตายังส่งสารมาถึง
ผู้ปกครองส่วนหนึ่งจึงช่วยแปลงร่างเป็นโค้ชจำเป็นเปลี่ยนตัวนักกีฬาตัวสำรอง (ตลอดกาล) ให้ได้ลงสนามสัมผัสบอล แม้เพียงช่วงสั้นๆ เจ้าหนูนั่นก็ดูมีความสุข
เด็กบางคนอยากออกมาเต้นเป็นผู้นำเชียร์บ้าง แต่ขาดโอกาสเพราะไม่ได้รับเลือกมาแต่ต้น ก็ได้ออกมาเต้น เมื่อกองเชียร์เริ่มกระจัดกระจาย
พ่อแม่ต้องลงสนามมาแข่งขันด้วย เพราะลูกอยากให้ลงแข่ง เมียผมเข่าถลอกเพราะวิ่งเสียหลัก ดีที่โผเข้าไปกอดตี๋อ้วนเฟิร์สไว้ได้ เลยไม่เจ็บมาก
กีฬาชักคะเย่อน่าจะสนุกที่สุด แต่ผมอดเล่น เพราะมันอยู่ในช่วงบ่าย จ้าบอกว่า "มันสุดยอดมากพ่อ ผู้ปกครองมาช่วยวางแผนการออกแรงด้วยกัน"
"ยังไงลูก" ผมอยากรู้
"ก็มาบอกเด็กๆว่า ให้ฟังจังหวะ หนึ่ง สอง หนึ่ง สอง แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับไม่มีใครให้จังหวะ มันเลยกลายเป็น เอ้าฮึบ เอ้าฮึบ แทน ฟรีสไตล์มาก" เธอเล่า และนี่ก็เป็นกีฬาเดียวที่สีเหลืองของลูกผมชนะสีน้ำเงิน (สงสัย ผู้ปกครองสีน้ำเงินคงจะสงสาร เลยออมแรงให้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า)
.......................
กีฬาจบแล้ว
ลูกสาวแก้มแดงกลับบ้านถึงกับสลบเหมือด สีหน้าเธอมีความสุข
และผมก็เข้าใจว่า passion คืออะไรก็เพราะเธอคนนี้นี่เองที่ทำให้ดู
ธนพันธ์ ชูบุญกีฬาจบแต่ห้ามจบถ้าพ่อเขียนเรื่องนี้ยังไม่จบ จ้าบอก
๑๑ สค ๖๐
ปล. ส่งท้ายด้วยเพลงประจำโรงเรียน
โรงเรียนนกฮูกมีธรรมชาติที่ดี
Discovery learning โรงเรียนเดียวที่มี
โรงเรียนนกฮูกมีความผูกพันธ์ไมตรี
Discovery learning สร้างคนเก่งมากมาย
เมื่อเพื่อนมีปัญหาเราจะผ่านมันไปด้วยกัน
เมื่อเพื่อนมีความทุกข์เราจะยืนและเคียงข้างกัน
เมื่อเพื่อนมีความสุขมันแสนสุขและเริงฤทัย
เรียนดี กีฬาเด่น ดนตรีเลิศ นั่นคือ...........
โรงเรียนธำรงวัฒนา พัฒนาเยาวชน เต็มไปด้วยกิจกรรม และ สันทนาการ ทุกๆคนชอบมาโรงเรียน
โรงเรียนธำรงวัฒนา พัฒนาเยาวชน ทุกๆคนมีความกล้าหาญ นี่แหละนักเรียนธำรงฯ เฮ้
จบจริงๆ
ลูกสาวหน้าตาเหมือนอาจารย์เลย
น่ารัก เก่ง
อ่านไป ก็จินตนาการตามไป มองภาพชัดเจน เห็นความสุขของเด็กและพ่อแม่