กรณีศาลปกครองสูงสุดรับฟ้องถอนสัมปทานเอื้อเทมาเส็ก โอกาสล่วงรู้ความรับเกี่ยวกับการสื่อสารของผู้ใช้บริการ หากอำนาจบริหารจัดการตกอยู่กับบุคคลต่างด้าวอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือเสียหายได้ในอนาคตและอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ อันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม

<p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">สัปดาห์นี้ ผมได้รับการบ้านให้สรุปเนื้อความในคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด กรณีศาลปกครองสูงสุดรับฟ้องถอนสัมปทานเอื้อเทมาเส็ก ว่ามีการกล่าวถึงบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อย่างไร</p>

 

ก่อนอื่นคงต้องกล่าวก่อนว่าการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นหน่วยงานราชการ รวม 3 แห่ง ได้แก่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงคมนาคม และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี  โดยผู้ฟ้องคดีได้ฟ้องในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอันอาจได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ถูกฟ้อง

  <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">เนื้อความในคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดกล่าวถึงบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่า   เนื่องมาจากการทำสัญญาโอนหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้กับทุนข้ามชาติเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ เป็นผลให้มีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นและสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทในเครือบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 3 แห่ง อันได้แก่ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์เซอวิส จำกัด (มหาชน) บริษัทชินแซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน)  ส่งผลให้นิติบุคคลต่างประเทศเข้าไปมีบทบาทในการแต่งตั้งกรรมการและสามารถกำหนดทิศทางการบริหารในบริษัททั้งสามแห่งได้ ซึ่งเป็นกิจการคลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และวิทยุโทรคมนาคม ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐและเป็นสัญญาทางปกครองในรูปแบบของสัญญาสัมปทาน โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 40 กำหนดให้เป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ และนอกจากนี้กรณีบริษัทไอทีวี จำกัด (มหาชน) ยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 39 วรรคห้าของรัฐธรรมนูญ ที่เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยอีกด้วย ถึงแม้ว่าในการทำสัญญาโอนหุ้นเป็นไปตามกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ แต่ผู้ถือหุ้นจริงส่วนใหญ่กลับเป็นนิติบุคคลสัญชาติสิงคโปร์</p>  <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal">และเนื้อความในคำสั่งได้กล่าวต่อไปว่า  ด้วยการที่นิติบุคคลต่างประเทศเข้ามาครอบครองกิจการดังกล่าวผ่านสัญญาโอนหุ้นแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบและยกเลิกสัญญาสัมปทานที่มีการละเมิดต่อหลักการตามมาตราที่เกี่ยวข้องในรัฐธรรมนูญ ซึ่งการใช้อำนาจในการยกเลิกสัมปทานถือเป็นอำนาจมหาชนหรือเอกสิทธิ์ที่หน่วยงานของรัฐมีเหนือเอกชนตามหลักการทั่วไปของสัญญาทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามไม่ได้ใช้เอกสิทธิ์หรืออำนาจมหาชน แต่ปล่อยให้นิติบุคคลเอกชนซึ่งดำเนินการต่างๆ บนพื้นฐานของประโยชน์ปัจเจกบุคคลมีอำนาจเหนือกว่านิติบุคคลมหาชน กรณีการละเลยปฏิบัติหน้าที่เป็นการขัดกับหลักการพื้นฐานของกฎหมายมหาชนอย่างร้ายแรงและอาจส่งผลเสียหายต่อผู้ฟ้องคดีทั้งในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและในฐานะผู้ใช้บริการ</p>

ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ทำการยกเลิกสัญญาสัมปทานทั้งฉบับกับ 3 บริษัทในเครือบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และได้ขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราว โดยขอให้ทุนข้ามชาติเทมาเส็ก งดเว้นการดำเนินการหรือรับผลประโยชน์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการตามสัมปทานทั้งสามฉบับโดยเด็ดขาด

  <p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">และเนื้อความตอนท้ายในคำสั่งได้กล่าวว่า  ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไปตามรูปคดี เพราะผู้ฟ้องคดีจะอยู่ในฐานะผู้อาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายได้ในอนาคตและอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ อันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม แม้ว่าผู้ฟ้องคดีจะไม่ปรากฏว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายในขณะหรือก่อนฟ้องคดีนี้ แต่สัมปทานของสามบริษัทมีโอกาสล่วงรู้ความรับเกี่ยวกับการสื่อสารของผู้ใช้บริการ หากตกไปอยู่ในอำนาจบริหารจัดการของบุคคลต่างด้าวอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือเสียหายได้ในอนาคตและอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ</p>

</font></span><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จากเวปไซด์ http://www.rakbankerd.com</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">สรุปลำดับเหตุการณ์ความเป็นมา  จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 26 ม.ค. - 28 ม.ค. 2549</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">21 มิถุนายน 2526พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ และคุณพจมาน ชินวัตร พร้อมผู้บุกเบิกรุ่นแรกก่อตั้ง บริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ เซอร์วิส แอนด์ อินเวสเมนท์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 20 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจจำหน่ายให้เช่าและบำรุงรักษาระบบคอมพิวเตอร์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ของไอบีเอ็ม</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">27 กุมภาพันธ์ 2527จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อบริษัทฯ เป็น บริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ จำกัด</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">5 กันยายน 2528 จัดตั้งบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่นจำกัด หรือไอบีซี ขึ้นมา</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">24 เมษายน 2529จัดตั้งบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิสจำกัดเพื่อดำเนินธุรกิจให้เช่าเครื่องคอมพิวเตอร์แก่กรมตำรวจและได้รับอนุญาตจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยให้ดำเนินการติดตั้งและให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเซลลูลาร์ 900 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2533 และได้เปิดให้บริการวันที่ 1 ตุลาคม 2533</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">มิถุนายน 2532 บริษัท ชินวัตร ดาต้าคอม จำกัดได้รับอนุญาตจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยให้เป็นผู้ให้บริการสื่อสารข้อมูลดาต้าเน็ตเป็นระยะเวลา 10 ปี</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">12 มิถุนายน 2533บริษัทชินวัตรเพจจิ้ง จำกัดได้รับอนุญาตจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยให้เป็นผู้ให้บริการระบบโทรศัพท์ติดตามตัวโฟนลิ้งค์ ระยะเวลาสัมปทาน 15 ปี</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">31 สิงหาคม 2533บริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ จำกัดได้รับอนุญาตให้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนับเป็นบริษัทแรกที่เข้าตลาดฯ โดยเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 210 ล้านบาท</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">11 กันยายน 2534 บริษัทชินวัตรแซทเทลไลท์ จำกัดได้รับอนุญาตจากกระทรวงคมนาคมให้เป็นผู้จัดสร้าง จัดส่ง และให้บริการดาวเทียมสื่อสารแห่งชาติ โดยมีอายุสัมปทานเป็นเวลา 30 ปี คุ้มครองสิทธิภายใน 8 ปี</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">5 พฤศจิกายน 2534บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัดได้รับอนุญาตให้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2535</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">17 ธันวาคม 2536ดาวเทียมไทยคม 1 ได้ถูกส่งเข้าสู่วงโคจรเป็นผลสำเร็จ</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">7 ตุลาคม 2537ดาวเทียมไทยคม 2ได้ถูกส่งเข้าสู่วงโคจรเป็นผลสำเร็จ</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">20 กันยายน 2539บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ได้รับอนุญาตจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.)ให้ขยายอายุสัญญาการให้บริการ จากระยะเวลา 20 ปี เป็น 25 ปี โดย ทศท.สามารถให้มีผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหม่ได้</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">16 เมษายน 2540ดาวเทียมไทยคม 3 ได้ถูกส่งเข้าสู่วงโคจรเป็นผลสำเร็จ</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">19 กุมภาพันธ์ 2542ขายหุ้นสามัญของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ให้แก่ พันธมิตรทางธุรกิจ คือ Singapore Telecom International Private Limited (STI) จำนวน 18 ล้านหุ้น และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ได้ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนเป็นการเฉพาะเจาะจง ให้ STI จำนวน 36 ล้านหุ้นเป็นผลให้ลดสัดส่วนการถือหุ้นจากร้อยละ 55 เหลือร้อยละ 40 และ STI เข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 20 %</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">พฤษภาคม 2543เข้าร่วมลงทุนกับ Telecom Malaysia International Sdn. Bhd.โดยถือหุ้นคิดเป็นสัดส่วน 45.59% ของทุนชำระแล้วของบริษัทดิจิตอลโฟน จำกัด (DPC) จาก บมจ.สามารถ คอร์ปอเรชั่น ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2543 ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนใน DPC ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มเป็น 47.55% และเข้าร่วมลงทุนในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) (iTV) โดยมีสัดส่วนการถือหุ้น 17% ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2543 บริษัทฯ ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนใน iTV ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มเป็น 39% 2534</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">14 พฤษภาคม 2544บริษัทฯ ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อจากบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่นส์ จำกัด (มหาชน) เป็น “บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)”</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">ตุลาคม 2545ซีเอส คอมมิวนิเคชั่นส์ (CSC)ได้ลงนามร่วมกันในสัญญาซื้อขายหุ้น และสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้นกับบริษัทพอยท์เอเชีย ดอทคอม (ประเทศไทย) จำกัด (PA) เพื่อควบรวมกิจการธุรกิจอินเตอร์เน็ตระหว่าง CSC กับ Loxinfo โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันให้บริการภายใต้เครื่องหมายการค้าเดียวกันคือ ซีเอส ล็อกซอินโฟ ซึ่งกระบวนการควบรวมกิจการได้แล้วเสร็จประมาณต้นปี 2546</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">ธันวาคม 2546ชินคอร์ปร่วมกับบริษัทในกลุ่ม Air Asia Sdn Bhd ผู้ดำเนินการสายการบินราคาประหยัด ที่ประสบความสำเร็จในประเทศมาเลเซีย จัดตั้งบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด (TAA) ด้วยทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท ถือหุ้นโดย SHIN และกลุ่ม Air Asia Sdn Bhd ในสัดส่วนร้อยละ 50 และ 49 ตามลำดับเพื่อดำเนินธุรกิจสายการบินราคาประหยัดในประเทศไทย ภายใต้ชื่อ “แอร์เอเชีย”ซึ่งเปิดให้บริการในเดือนกุมภาพันธ์ 2547</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">ธันวาคม 2546ชินคอร์ปและธนาคารดีบีเอส จากสิงคโปร์ร่วมกันจัดตั้งบริษัท แคปปิตอล โอเค จำกัด (Capital OK) ด้วยทุนจดทะเบียน 1 พันล้านบาท โดยชินคอร์ป ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 60 และ DBS ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 40 เพื่อดำเนินธุรกิจการให้สินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งคาดว่า จะเปิดให้บริการในปี 2547</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">8 สิงหาคม 2548ดาวเทียมไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ได้ถูกส่งเข้าสู่วงโคจรเป็นผลสำเร็จ</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">สรุปที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535  จากหนังสือพิมพ์มติชน 30 มกราคม 2549</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">มาตรา 246 บุคคลใดได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการใดในลักษณะที่ทำให้ตนหรือบุคคลอื่นเป็นผู้ถือหลักทรัพย์ในกิจการนั้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนทุกร้อยละห้าของจำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกิจการนั้นไม่ว่าจะมีการลงทะเบียนการโอนหลักทรัพย์นั้นหรือไม่และไม่ว่าการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของหลักทรัพย์นั้นจะมีจำนวนเท่าใดในแต่ละครั้งบุคคลนั้นต้องรายงานถึงจำนวนหลักทรัพย์ในทุกร้อยละห้าดังกล่าวต่อสำนักงานทุกครั้งที่ได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ภายในวันทำการถัดจากวันที่ได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการนั้นเว้นแต่ในกรณีการจำหน่ายที่ไม่มีผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหรือธุรกิจของกิจการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการก.ล.ต.ประกาศกำหนด  การรายงานตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ ก.ล.ต.กำหนด</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">มาตรา 247บุคคลใดเสนอซื้อหรือกระทำการอื่นใดอันเป็นผลให้ตนได้มาหรือเป็นผู้ถือหลักทรัพย์ถึงร้อยละยี่สิบห้าขึ้นไปของจำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกิจการให้ถือว่าเป็นการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการเว้นแต่เป็นการได้มาโดยทางมรดก   การเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการตามวรรคหนึ่งให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขและวิธีการที่คณะกรรมการ ก.ล.ต.ประกาศกำหนด ในการนี้คณะกรรมการก.ล.ต.จะกำหนดให้บุคคลดังกล่าวจัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ก็ได้  ในกรณีที่คณะกรรมการ ก.ล.ต.กำหนดให้จัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ตามวรรคสองคำเสนอดังกล่าวต้องยื่นต่อสำนักงานและให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามที่คระกรรมการก.ล.ต.ประกาศกำหนด</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">มาตรา 258หลักทรัพย์ของกิจการที่บุคคลหรือห้างหุ้นส่วนดังต่อไปนี้ถืออยู่ให้นับรวมเป็นหลักทรัพย์ของบุคคลตามมาตรา 246 และมาตรา 247 ด้วย(1) คู่สมรสของบุคคลดังกล่าว(2) บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลดังกล่าว(3) ห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลดังกล่าวหรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) เป็นหุ้นส่วน(4) ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลดังกล่าวหรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดหรือเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของหุ้นทั้งหมดของห้ามหุ้นส่วนจำกัด(5) บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่บุคคลดังกล่าวหรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (3) หรือ (4) ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้นหรือ(6) บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่บุคคลดังกล่าวหรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (3) หรือ (4) หรือบริษัทตาม (5) ถือหุ้นรวมกันเกินกว่าร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น(7) นิติบุคคลที่บุคคลตามมาตรา 246 และมาตรา 247 สามารถมีอำนาจในการจัดการในฐานะเป็นผู้แทนของนิติบุคคล</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">สรุปที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 จากหนังสือพิมพ์มติชน 23 มกราคม 2549</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2549  เป็นปีที่ 61 ในรัชกาลปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม  พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left"></p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549"</p><p style="margin: 0in 0in 0pt" class="MsoNormal" align="left">มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป</p>