ฟานสิปัน...อีกหนึ่งฝันของเขา

Fansipan - Indochina's tallest mountain

ก่อนเดินทางกลับจากซาปา เรายังมีอีกหนึ่งสถานที่ที่ต้องไปเยี่ยมชม นั่นคือการไปนั่งกระเช้าไฟฟ้าไปจุดสูงสุดในอินโดไชน่า ภูเขาฟานสิปัน

ความจริงแล้วเราจะต้องไปฟานสิปันในวันแรกที่มาซาปา แต่วันนั้นเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคกระเช้าไฟฟ้าจึงหยุดให้บริการ วันนี้ใจฉันก็เลยเต้นแรงเมื่อมาถึงสถานี เพราะเกรงว่าหากเกิดเหตุขัดข้องระหว่างที่เราติดอยู่บนนั้นคงน่ากลัวน่าดู แต่ฉันก็ไม่มีเวลากลัวมากนัก เพราะเรามีเวลาแค่ 3 ชั่วโมงที่นี่ ซีซี่จัดการเรื่องตั๋วและส่งเราเข้าคิวไปขึ้นกระเช้าไฟฟ้าทันที กระเช้าไฟฟ้าที่นี่ค่อนข้างใหม่และใหญ่พอจุคนได้หลายคนทีเดียว

ข้าง ๆ ฉันมีนักท่องเที่ยวชาวแคนาดาครอบครัวหนึ่งมานั่งใกล้ ๆ พอกระเช้าเริ่มเคลื่อน ฉันบอกคนข้างกายว่ารู้สึกหวาดหวั่นนิดๆ และแล้วผู้หญิงชาวแคนาดาที่นั่งข้างฉันก็รีบคว้ามือฉันไปจับทันที บอกว่าเธอก็กลัวเหมือนกัน ฉันสัมผัสถึงมือที่เย็นเฉียบของเธอก็เลยรู้ว่าเธอกลัวมากกว่าฉันอีก การมีความรู้สึกร่วมทำให้มิตรภาพก่อเกิดได้อย่างรวดเร็ว

ภายใต้กรอบแว่นตากันแดดฉันเพิ่งสังเกตว่าเพื่อนใหม่ของฉันหลับตาปี๋ตลอดเวลาขณะกระเช้าไฟฟ้าเคลื่อนที่ ฉันเลยชวนเธอคุยหลายเรื่องราวเพื่อช่วยให้เธอคลายเครียด เธอบอกว่าเธอชื่อแมรี่ ทำงานเป็นพนักงานของรัฐ แคนาดาให้โอกาสพนักงานของรัฐลาหยุด 6 เดือนหนึ่งครั้งหลังจากที่ทำงานกับรัฐมานาน 20 ปีเพื่อพักผ่อน ขณะที่ลูกสาวและลูกชายวัยรุ่นของเธอกำลังจะเริ่มไปมีชีวิตของพวกเขา เธอตัดสินใจเดินทางเกือบจะรอบโลกกับครอบครัว คราวนี้มาถึงเวียตนาม ลูกชายเธออยากจะขึ้นกระเช้าไฟฟ้าที่มีระยะทางยาวที่สุดในโลกถึง 6.2 กิโลเมตร ด้วยความรักที่มีต่อลูกและอยากสนับสนุนในสิ่งที่ลูกอยากทำ แมรี่จึงตามใจลูกมาขึ้นกระเช้าไฟฟ้าด้วยกันแม้เธอเองจะเป็นคนที่กลัวความสูงอย่างยิ่งยวดก็ตาม ...นี่แหละแม่...

กระเช้าไฟฟ้าเคลื่อนตัวช้า ๆ พาเราเคลื่อนห่างจากตัวเมืองไปเรื่อย ๆ ผ่านไร่นา หมู่บ้านของผู้คน อากาศที่แจ่มใสทำให้เรามองเห็นวิวเบื้องล่างอย่างงดงาม กระเช้าไฟฟ้าเคลื่อนสูงขึ้นเรื่อย ๆ เบื้องล่างจึงกลายเป็นผืนป่า ช่วงนี้ดอกโรโดแดนดรอนหรือกุหลาบพันปี (Rhododendron) กำลังเบ่งบาน ทำให้ป่าที่เขียวขจีถูกแซมไปด้วยสีขาวและแดงของดอกไม้อย่างสวยงาม เวลาครึ่งชั่วโมงในกระเช้าไฟฟ้าผ่านไปรวดเร็วมากค่ะ

ยิ่งสูงขึ้นบรรยากาศกลับยิ่งคลุมเคลือไม่แจ่มใสเพราะหมู่เมฆที่เคลื่อนตัวผ่าน เราอยู่ในกระเช้าไฟฟ้าประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงสถานีบนเทือกเขาฟานสิปันโดยปลอดภัย แมรี่รู้สึกโล่งใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเราก้าวออกจากกระเช้าไฟฟ้า จากสถานีเราสามารถเลือกว่าจะนั่งรถรางขึ้นไปยังจุดสูงสุดหรือเดินขึ้นบันได 603 ขั้นขึ้นไป แมรี่กับครอบครัวชวนกันขึ้นรถรางส่วนเราตั้งใจเดินขึ้น เราจึงบอกลากันตรงทางขึ้น

บนดอยนี้กำลังมีการก่อสร้างวัดและพระพุทธรูปขนาดใหญ่หันหน้าเข้าสู่เมือง เหมือนว่าสายพระเนตรแห่งความเมตตากรุณาของพระพุทธองค์กำลังมองไปยังชาวซาปาอยู่ เมื่อสร้างเสร็จวัดนี้คงงดงามยิ่ง

เราค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดขึ้นไปอย่างช้า ๆ ฉันรู้สึกหอบเป็นช่วง ๆ คงเพราะออกซิเจนที่ลดต่ำลง จนในที่สุดก็สามารถพาตัวเองขึ้นไปยังจุดสูงสุดของเทือกเขาฟานสิปัน ที่ 3143 เมตรได้ สายลมพัดเมฆหมอกเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา บางช่วงเราสามารถมองเห็นดอยโดยรอบได้ บางช่วงก็ไม่เห็นอะไรเลยเพราะเมฆปกคลุมบริเวณนั้นทั้งหมด อากาศเย็นสดชื่นดีมากค่ะ ไม่ถึงกับหนาวเพราะเราเดินขึ้นบันไดมา มีดอกกุหลาบพันปีหลากชนิดให้ชมสองข้างทางเป็นช่วงๆ สวยงามค่ะ

คนข้างกายชวนกันว่าจะกลับมาที่ฟานสิปันแห่งนี้อีกครั้ง มากราบพระพุทธรูปที่กำลังสร้างขึ้นในขณะนี้ และคราวหน้าเราจะเดินขึ้นดอยด้วยกัน ไม่นั่งกระเช้าเหมือนคราวนี้เพราะที่นี่มีทางเดินขึ้นดอยซึ่งเป็นทางเก่าด้วย นี่เป็นอีกหนึ่งความฝันที่เขาอยากทำ คงไม่ต่างกับชาวซาปาหลายคนที่เราได้สัมผัส ซีซี่อยากมีบริษัททัวร์ไกด์ของตัวเอง มิสบัคเจ้าของร้านอาหารอยากมีกิจการเกสต์เฮาส์เป็นของตัวเอง


แม้เราจะรู้ว่าจุดสูงสุดอาจไม่ได้มีวิวที่สวยงามที่สุด แต่ความสุขในระหว่างทางที่ทำให้ความฝันของเราน่าไขว่คว้าและทำให้มันเป็นจริง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกแห่งรอยยิ้ม



ความเห็น (6)

-สวัสดีครับ

-ดีจังเลยนะครับ

-เพื่อนร่วมเดินทางสามารถลาพักผ่อนได้ 6 เดือนหลังจากทำงานกับรัฐบาลมา 20 ปี

-เดินทางไปเกือบจะทั่วโลกด้วย

-ประสบการณ์ชีวิต/มิตรภาพหาได้ในทุกแห่งนะครับ

-ขอบคุณภาพสวยๆ ภาพนี้ด้วยนะครับ


เขียนเมื่อ 

ใช้คำว่า "ดอย" แสดงว่า เป็นคนเหนือ ใช่ไหมเจ้า อ.ปริม ;)...

เขียนเมื่อ 

สวยงามทั้งถ้อยความบันทึกและภาพจ้

เขียนเมื่อ 

คิดถึงที่สุด เรื่องราว รูปภาพ ถ้อยคำ งดงามมากครับ

เขียนเมื่อ 

ชอบมากเลยครับ บรรยายจนอยากไปเลยครับ

ไปมาแล้วค่ะ ได้รับความรู้สึกดีดีเช่นกัน แต่ช่วงไปมีฝนปรอยๆด้วยค่ะ ทั้งฝนทั้งหนาว