ฮานอย...เมืองเก่าที่งดงาม

Hanoi's Beauty @Hanoi Old Town - Vietnam

ทริปนี้เรามาเยือนซาปา เมืองท่องเที่ยวทางตอนเหนือของเวียดนาม ตกลงกันไว้ตั้งแต่หน้าหนาวต้นปีแต่กว่าจะได้เดินทางกันจริงๆ ก็ปาเข้าหน้าร้อนไปแล้ว พอก่อนถึงวันเดินทางคนข้างกายถามว่าทำไมเราถึงเลือกมาซาปานะ ฉันเลยบอกไปว่าเพราะเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของฉันมาจากเวียดนาม เธอเคยเล่าให้ฟังว่าเธอชอบอากาศที่เย็นสดชื่นตลอดปีของซาปามาก ฉันจึงกูเกิ้ลคำว่าซาปา ปรากฎมีรูปวิวนาขั้นบันไดสวยงามมากมาย นั่นแหละคือเหตุผล พอดีช่วงต้นปีมีตั๋วเครื่องบินฟรีที่สามารถจองได้ในแถบภูมิภาคนี้ ฉันจึงไม่รอช้าที่จะจัดการวางแผนทริปนี้ทันที

ว่ากันว่าคนส่วนใหญ่วางแผนท่องเที่ยวมากกว่าวางแผนการเงินในชีวิตเสียอีก...อันนี้ฉันเห็นด้วย

เราเดินทางด้วยสายการบินสิงคโปร์มาถึงฮานอย ระยะเวลาบินพอๆ กับสิงคโปร์-เชียงใหม่เลย ทุกอย่างเป็นไปด้วยความราบรื่น ทว่ากว่าจะออกจากสนามบินได้ก็ใช้เวลากว่า 40 นาทีหลังเครื่องลงจอด ที่ตรวจคนเข้าเมืองตรวจแบบละเอียดมาก กว่าจะเสร็จทีละคนรอนานมากเลยทีเดียว รวมกับมีเครื่องลงจากหลายสายการบินพร้อมกัน ต้องคอยบอกตัวเองว่าตอนนี้ไม่ได้มาทำงาน รีแลกซ์เถอะ ช้านิดช้าหน่อยไม่เป็นไร

จากสนามบินถึงตัวเมืองฮานอยใช้เวลาประมาณ 45 นาที ท่ามกลางความอลหม่านของการจราจรซึ่งดูจะเป็นเอกลักษณ์ในเมืองใหญ่ของเวียดนาม แต่ฉันชอบถนนสายที่ออกมาจากสนามบิน ซึ่งดูแล้วเป็นถนนที่วางผังไว้ดีสำหรับพื้นที่สีเขียว อีกสองสามปีหากต้นไม้ที่ปลูกไว้โตเต็มที่ ถนนสายนี้คงเขียวชอุ่มสวยงามแน่นอน

เราทานอาหารมื้อแรกในฮานอยในแถบเมืองเก่า ร้านอาหารเวียตนามเล็กๆ ตกแต่งได้เก๋ไก๋ มีอาหารมังสวิรัติบริการด้วยตามแต่จะสั่ง มื้อนี้ฉันชอบปอเปี๊ยะสดมากที่สุด ในระหว่างที่นั่งรออาหาร บริกรเข้ามาขอโทษขอโพยที่ต้องให้รอนาน นั่นก็เพราะแก๊ซหุงต้มหมดพอดี... ฉันนึกในใจว่าอะไรจะโชคดีขนาดนั้น..สักพักก็มีคนแบกถังแก๊ซเดินผ่านเราเข้าไปในครัว...

อืม...กว่าจะมาเป็นอาหารวางอยู่บนโต๊ะให้เราได้ลิ้มรส ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ

ในระหว่างที่รออาหาร ฉันขอให้บริกรสอนภาษาเวียดนามง่ายๆ ที่จะช่วยให้การอยู่ในเวียดนาม 5 วันของฉันง่ายขึ้น คำที่ฉันจำได้แม่นสุดคือ อันไจ คือบอกว่าฉันกินอาหารมังสวิรัติ และกำอืน แปลว่าขอบคุณมาก

หลังอาหารกลางวันเราไปเดินแถบเมืองเก่า ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่มีคึกคักมากมายสุดจะพรรณา ถนนซอกซอยตัดผ่านกันทั้งซอยเล็กซอยใหญ่กว่าสี่สิบสายในบริเวณนี้ เป็นแหล่งรวมสีสันแห่งชีวิตที่น่าดูชมมาก คึกคักไปด้วยการจราจรทุกรูปแบบทั้งรถบัส รถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ รถจักรยาน สามล้อ และคนเดิน เสียงแตรดังเป็นระยะไม่ขาดสายไม่แน่ใจว่าทางไหนเป็นทางไหน แต่ที่รู้แน่นอนคือฉันคงไม่มีปัญญาขับขี่รถที่นี่แน่ ไม่ใช่เพียงเพราะการขับรถคนละด้านกับบ้านเรา แต่เพราะคนบ้านนอกอย่างฉันคงไม่มีทักษะพอในเมืองเช่นนี้

เมืองเก่าเป็นชุมชนที่มีครอบครัวเก่าแก่อาศัยอยู่ และเป็นแหล่งการค้าที่รองรับนักท่องเที่ยว ที่มีทั้งความกลมกลืนและขัดแย้งมากมาย มีทั้งความเป็นเมืองที่วุ่นวายและมีช่องว่างแห่งความสงบซ่อนตัวอยู่ มีทั้งการแข่งขันกันทำมาหากินและมิตรไมตรีที่อบอุ่น มีความยุ่งเหยิงของการจราจรและการอะลุ้มอล่วยอยู่ในที

สำหรับคนที่ชอบการถ่ายรูปชีวิตบนท้องถนน เมืองเก่าในฮานอยมีเรื่องราวให้ถ่ายทอดแบบไม่รู้เบื่อแน่นอน

แต่...ต้องหาทางเดินให้ได้นะ เพราะฟุตพาธของเวียดนามก็ไม่ต่างอะไรเลยจากบ้านเรา เพราะส่วนใหญ่จะเป็นที่จอดรถมอร์เตอร์ไซด์และร้านขายของหลากหลายนั่นเอง สำหรับคนไทยอย่างฉัน...อบอุ่นใจในความเหมือนค่ะ

หนึ่งในร้านรวงที่สะดุดตาเราเป็นพิเศษคือเสื้อผ้าชุดกีฬาทั้งหลายที่เราชอบ ทว่าราคาประมาณหนึ่งในสิบของราคาที่เราซื้อในสิงคโปร์ เนื้อผ้า ดีไซน์ คุณภาพก็ดูเหมือนจะไม่ต่างกันเลย พอถามราคาจากร้านสองร้านแรกเราก็เลยตกลงกันว่าจะไม่ถามราคา ไม่ดูสินค้าประเภทนี้ให้ชอกช้ำใจอีก แค่เดินผ่านเป็นพอ

เราแวะไหว้พระที่วัดม้าขาว ไหนๆ ก็มาถึงเมืองนี้ทั้งที จึงตั้งใจไปวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองเขาสักหน่อย ว่ากันว่าวัดนี้เป็นวัดที่สร้างขึ้นมาเกือบพันปีแล้วโดยจักรพรรดิ์ไหล เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ม้าขาวซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวิญญาณที่ปกปักษ์รักษาเมืองฮานอยอันเก่าแก่ ครั้งเมื่อเริ่มสร้างกำแพงเมือง ปรากฎว่ากำแพงมีเหตุต้องพังลงมาบ่อยๆ ม้าขาวจึงแปลงร่างมาเป็นคนงานช่วยสร้างกำแพงเมืองจนสำเร็จ ในวัดจึงมีรูปปั้นม้าขาวยืนโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ข้างแท่นบูชา

เชื่อว่าภายหลังจึงมีการสร้างเจดีย์ตามแบบสถาปัตยกรรมของเมืองฮานอย รวมทั้งในวัดก็มีเจ้าแม่กวนอิมให้ผู้คนได้มาสักการะ

และเนื่องในวันนี้ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา เราไหว้พระแล้วนั่งพักสัมผัสความสงบของวัด โดยที่ความอึกทึกครึกโครมนอกถนนยังคงดำเนินต่อไป คนในท้องถิ่นแวะมาไหว้พระ ขอพรในวัดไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะที่ไหนไหน เราต่างต้องการที่พึ่งที่พักพิงทางจิตวิญญาณด้วยกันทั้งนั้น

ย่างเข้าสู่ยามค่ำ เรายิ่งสัมผัสได้ถึงวิถีชีวิตที่อบอุ่นในแถบเมืองเก่า คุณย่าเอาหลานขี่หลังเดินข้ามถนนไปมา คนงานหยุดทานอาหารพื้นเมืองข้างถนนร่วมกันก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน แม่ค้าลูกค้าหยอกล้อกันระหว่างขายผักเพื่อนำไปทำกับข้าว ควันไฟโชยออกจากห้องครัวของบ้านบนชั้นสองขณะที่แม่บ้านกำลังทำกับข้าวให้คนในครอบครัว โดยชั้นล่างส่วนมากจะเป็นร้านขายของ ร้านอาหาร ผับบาร์เปิดให้บริการลูกค้าอยู่

เราเดินออกมาจากตรอกซอกซอยในเมืองเก่า ผ่านบรรดาแม่ค้าหาบเร่ที่ตามมาขายของให้กับนักท่องเที่ยวคนแล้วคนเล่า บางคนก็แค่ถามเฉยๆ พอบอกว่าไม่รับก็ผ่านไป แต่บางคนก็รวบรัดเอาหาบมาใส่บ่าให้ เอาหมวกงอบสวมแล้วบอกให้คนข้างกายถ่ายรูป แล้วเอาของใส่ถุงให้เสร็จสรรพพร้อมบอกราคาของเรียบร้อย ที่เหลือคือต้องควักกระเป๋าจ่ายอย่างเดียว เราจึงได้มะม่วงสองลูกมาเป็นเจ้าของในราคาสามหมื่นห้าพันดองอย่างงงงง...

พอได้รับประสบการณ์จากคนแรก พอจะมีใครเอาของมาใส่บ่าฉันก็จะบอกว่าป้าจ๊ะ...ฉันมาจากเมืองไทย ฉันหาบกระบุงขายของช่วยยายแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ให้ฉันรับจ้างหาบของหนักกว่านี้ก็ยังไหวเลยนะจ๊ะ...เขาคงกลัวมีคู่แข่งเพิ่ม ฉันเลยรอดมาได้อย่างสบายๆ

ในที่สุดเราก็มาถึงทะเลสาบคืนดาบ ซึ่งเป็นสวนสาธารณะสถานที่พักผ่อนหย่อนใจกลางเมืองที่ร่มรื่นของเมืองนี้ มีเรื่องเล่าถึงที่มาของชื่อทะเลสาบคืนดาบว่าเป็นสถานที่ที่จักรพรรดิ์พระองค์หนึ่งได้คืนดาบที่ได้รับมอบมาจากกษัตริย์มังกรพระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ให้กับพระเจ้าเต่าทองซึ่งเป็นศิษย์เอกของกษัตริย์มังกรพระเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก่อนหน้านี้จักรพรรดิ์พระองค์นี้ได้ใช้ดาบที่ได้รับมาต่อสู้กับจีนที่ลงมาบุกรุกจนสามารถไล่ศัตรูออกจากบ้านเมืองไปได้

ต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อทะเลสาบน้ำเขียว (น้ำเป็นสีเขียวจริงๆ) ซึ่งเป็นชื่อเดิมให้เป็นทะเลสาบคืนดาบเพื่อเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์อันสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจของบ้านเมือง ต่อมาได้มีการสร้างหอเต่าซึ่งเป็นอาคารเล็กๆ บนเกาะกลางน้ำ เพื่อรำลึกถึงเต่าทองอีกด้วย

นอกจากนี้อีกฟากด้านเหนือของทะเลสาบยังมีสะพานสีแดงสดใสเชื่อมต่อไปที่วัดวัดภูเขาหยก วัดที่สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับแม่ทัพ Tran Hung Dao ซึ่งเสียสละต่อสู้กับราชวงศ์หยวนที่มาบุกรุกเมื่อ 800 กว่าปีที่แล้ว

เราเดินรอบทะเลสาบชื่นชมวิถีชีวิตของผู้คนในแถบนั้น บ้างก็มาวิ่งออกกำลังกาย บ้างก็นำสุนัขมาเดินเล่น บ้างก็มาถ่ายรูป บ้างก็มานั่งพักผ่อน พบปะพูดคุย เล่นหมากฮอส โดยมีเสียงไวโอลินจากนักดนตรีกลางแจ้งช่วยสร้างบรรยากาศให้น่ารื่นรมย์ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีคู่หนุ่มสาวหลายคู่ใช้บรรยากาศรอบทะเลสาบเป็นสถานที่ถ่ายรูปพรีเวดดิ้งอีกด้วย ฉันยิ้มให้ว่าที่คู่บ่าวสาวคู่หนึ่งที่เดินผ่าน พร้อมกับบอกว่าขอแสดงความยินดีด้วยนะจ๊ะ ฝ่ายว่าที่เจ้าสาวยิ้มอย่างเขินอาย ไม่รู้ว่าเข้าใจที่ฉันบอกไหม แต่คงรับรู้ความปรารถนาดีจากรอยยิ้มได้ ฝ่ายชายช่วยถือชายกระโปรงเดินไปด้วยกันอย่างน่ารัก ฉันหวังว่าเขาจะเคียงคู่ช่วยเหลือกันแบบนี้ไปจนแก่เฒ่า

เมื่อตะวันลาลับ ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องเตรียมตัวออกจากฮานอยไปซาปาดังที่ตั้งใจไว้ ก็บังเอิญได้รับข้อความจากเพื่อนสนิทของเรา ว่าช่วงนี้เขาก็บังเอิญมาทำงานที่ฮานอยเหมือนกัน บังเอิญเห็นเฟสบุ้คโพสของเราว่าอยู่ที่นี่ จึงมีการนัดพบปะทานข้าวเย็นกันอย่างตื่นเต้น จากสิงคโปร์เราจึงดั้นด้นมาทานข้าวด้วยกันที่ฮานอยโดยไม่ได้นัดหมายมาก่อน ต้องขอบคุณโชคชะตาและเทคโนโลยีเช่นเฟสบุ้คที่ช่วยให้การพบปะครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างน่าประทับใจยิ่งนัก

รถไฟตู้นอนของเราเริ่มเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ออกจากฮานอยตอนสี่ทุ่มตรง ครึ่งวันในฮานอยแน่นอนว่าไม่พอสำหรับการสัมผัสชีวิตงามของคนที่นี่ แต่ครึ่งวันนี้ก็เปี่ยมไปด้วยความตื่นตาตื่นใจมากมายเสียเหลือเกิน เดี๋ยวเจอกันอีกครั้งนะฮานอย....

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกแห่งรอยยิ้ม



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณปริม

นานมากที่ไม่ได้อ่านบันทึกของคุณปริม

สนุกให้สาระเหมือนเดิมเลยนะครับ

สบายดีนะครับ

-สวัสดีครับ

-ตามมาอ่านบันทึกเรื่องราวการไปเยือนวิถีในต่างแดนครับ

-อ่านแบบจุใจแน่ๆ ครับงานนี้

-ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณสำหรับบันทึกที่น่าติดตามนี้จ้ะ