ซาปา - ดินแดนแห่งนาขั้นบันได ไกลสุดลูกหูลูกตา

Sapa - land of endless terrace rice fields

ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยเสียงเพลงปลุกใจภาษาเวียดนาม แม้ฟังภาษาไม่ออกแต่ทำนองเพลงให้ความรู้สึกเร้าใจอย่างช่วยไม่ได้ ย้ำเตือนให้รู้ว่ากำลังนอนอยู่ในขบวนตู้รถไฟจากฮานอยถึงเลาไก (Lao Cai) แสงที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาบอกว่าตอนนี้ฟ้าสางมากแล้วแม้จะเป็นเวลาแค่หกโมงเช้า คนข้างกายซึ่งตื่นก่อนหน้าแล้วกำลังชื่นชมวิวสองข้างทางของเมืองตะวันตกเฉียงเหนือสุดชายแดนเวียดนามอยู่ จากตัวเมืองเลาไกอีกแค่สิบกิโลเมตร เราก็จะถึงชายแดนมณฑลยูนนานของเมืองจีนแล้ว จากฮานอยมาเลาไก ระยะทางประมาณ 260 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาในรถไฟแปดชั่วโมงครึ่ง

เราออกจากฮานอยมาในคืนวันก่อนด้วยขบวนรถไฟตู้นอนเพื่อมาถึงเลาไกในตอนเช้าตรู่ ที่นอนในรถไฟถือว่าสะดวกสบายสะอาดดีมีความเป็นส่วนตัวมากพอสมควร มีปลั๊กไฟให้ชาร์จโทรศัพท์และกล้องถ่ายรูปได้ มีแปรงสีฟัน หวี ตลอดจนน้ำและขนมขบเคี้ยวให้พร้อมสรรพ นอกเสียจากห้องน้ำที่ต้องใช้ร่วมกับคนอื่นที่ท้ายตู้ขบวน แต่ห้องน้ำก็ถือว่าเรียบง่ายและสะอาดพอใช้ได้ ในตู้นอนหนึ่งห้องปกติมีเตียงอยู่สี่เตียง แต่เราก็สามารถขอให้จัดเป็นแบบสองเตียงได้ในราคาพิเศษ ล้อรถไฟเริ่มหมุนตอนสี่ทุ่มตรง แต่ก็ไม่ง่ายนักที่จะหลับลงได้สนิทเพราะจังหวะการเคลื่อนตัวของรถไฟที่บางครั้งก็โยกตัวไปมา ยิ่งช่วงครึ่งทางแรกที่ออกจากฮานอย ฉันรู้สึกว่ารถไฟเคลื่อนตัวเร็วและสั่นมากกว่าปกติ ฉันนอนฟังเสียงรถไฟไปเรื่อย ๆ จนไปหลับเอาตอนไหนไม่รู้ แต่ก็จะสะดุ้งตื่นบ่อย ๆ โดยเฉพาะตอนที่รถไฟจอดตามสถานีนาน ๆ ครั้ง ที่จริงแล้วบนรถไฟลำเดียวกัน แต่ละตู้จะเป็นของหลายบริษัทที่ให้บริการ แต่ละบริษัทจะมีการตกแต่งเคบินที่ต่างกันไป ราคาก็ต่างกันเล็กน้อย เราเลือกบริการของ Salpaly ถึงจะเก่าหน่อยแต่ก็สะอาดและถึงที่หมายด้วยความปลอดภัย

ก่อนถึงสถานีเลาไกประมาณสิบห้านาที จะมีพนักงานรถไฟมาปลุกพร้อมถามว่าต้องการรับชา กาแฟ หรือไม่ เราจัดการเข้าห้องน้ำแล้วล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก่อนที่รถจะจอดที่สถานีปลายทาง ฉันรู้สึกประทับใจมากที่รถไฟในเวียดนามเข้าจอดสถานีปลายทางตรงเวลาเป๊ะเลยทีเดียว ทำให้นึกถึงตอนที่นั่งรถไฟจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ครั้งล่าสุดเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว รถไฟเข้าจอดสายไปแค่สี่ชั่วโมงกว่า ๆ เอง

ฉันรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยที่จะได้ไปถึงซาปาเป็นครั้งแรกในวันนี้ แม้จะหลับไม่เต็มอิ่มนักแต่คนข้างกายก็บอกว่าไม่น่าจะเหนื่อยเพราะเราไม่ได้มาทำงาน แค่เที่ยวจะเหนื่อยได้อย่างไร...จริงไหมคะ?

พอลงจากรถไฟ ฉันเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าขบวนรถไฟขบวนนี้รองรับนักท่องเที่ยวเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นที่สถานีรถไฟ จึงมีคนพื้นเมืองหลากหลายมาคอยให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่ จะมีคนมาถามว่าต้องการแท๊กซี่ไปซาปาไหม ต้องการตั๋วรถบัสไหม ต้องการซื้อทัวร์ไหม เสียงดังเซ็งแซ่เต็มชานชลาไปหมด

ปกติแล้วเราชอบไปเที่ยวแบบฟรีแอนด์อีซี่ จัดการโปรแกรมการท่องเที่ยวเองมากกว่า แต่มาซาปาคราวนี้ เราตัดสินใจซื้อแพคเก็จทัวร์เพราะตั้งใจจะไปเดินเขา จึงคิดว่าหากมีไกด์คอยนำทาง จะทำให้ปลอดภัยกว่า สำหรับการมาเดินในครั้งแรก ฉันจึงมองหาป้ายชื่อตัวเองในกลุ่มป้ายชื่อที่ชูรอต้อนรับเราอยู่

ซีซี่ ไกด์สาวชาวม้งดำแต่งกายในชุดพื้นเมืองสวยงามเข้ามาแนะนำตัวเอง พร้อมบอกว่าจะเป็นไกด์ให้เราตลอดเวลาสามวันที่อยู่ที่นี่ ฉันรู้สึกประทับใจในภาษาอังกฤษและการสื่อสารของเธอเป็นอย่างมากในครั้งแรกที่พบ ซึ่งจากนี้ไปซี่ซี่จะเป็นนางเอกของเรื่องที่ฉันจะเล่าในทริปนี้ค่ะ

เรานั่งรถตู้จากสถานีรถไฟเลาไกมุ่งหน้าขึ้นดอยไปซาปา ดินแดนแห่งนาขั้นบันไดที่ฉันไฝ่ฝันอยากไปสัมผัสมาหลายเดือนแล้ว

รถตู้พาเราไต่เขาขึ้นไปเรื่อย ๆ ไปจนถึงซาปาที่ 1600 เมตร ระหว่างทางฉันเริ่มเห็นนาขั้นบันไดตามไหล่เขา ฉันอดที่งไม่ได้ถึงความพยายามของคนรุ่นก่อนที่สามารถถากถางป่าและภูเขาสูงชันให้เป็นพื้นดินโล่งเตียนสำหรับเพาะปลูกได้ด้วยเครื่องจักรเพียงน้อยนิด ทิวทัศน์สองข้างทางที่สวยงามทำให้ฉันรู้สึกว่าระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร ในเวลา 1 ชั่วโมงนั้นผ่านไปรวดเร็วยิ่งนัก ถนนจากเลาไกไปซาปาไม่กว้างนักแต่ก็ไม่แคบไปเสียทีเดียว แต่รถใหญ่ที่สวนทางกันยังต้องชะลอและระวังเป็นพิเศษ หนทางบางช่วงก็คดเคี้ยวและชันจนน่าหวาดเสียวว่าหากเลี้ยวไม่ทันอาจหล่นตกเขาไปเลย แต่ด้วยความเร็วประมาณ 30-40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ทำให้ฉันคลายความกังวลไปเยอะทีเดียว

ซี่ซี่บอกเราว่าสองสามวันมานี้อาจมีฝนตกลงมาบ้างเพราะอยู่ในช่วงหน้าร้อน ฉันได้แต่หวังว่าฟ้าจะไม่ปิดจนเกินไปนัก เราจะได้เห็นทิวทัศน์ของภูเขาและทุ่งนาที่สวยงาม วันนี้เรามีแผนจะไปขึ้นกระเช้าไฟฟ้าไปเขาฟานซิปัน เทือกเขาที่สูงที่สุดในแถบอินโดไชน่า จากนั้นจึงจะไปน้ำตกสีเงิน (Silver Waterfal) และไปเดินที่หมู่บ้านกั๊ดกั๊ด (Cat Cat Village) ในช่วงบ่าย โปรแกรมท่องเที่ยวปกติของซาปา

เมื่อรถตู้พาเราเข้าสู่เมืองซาปา ฉันเริ่มรู้สึกถึงความอึดอัดและจอแจของเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ รถราที่แล่นไปตามถนนเล็กๆ ใช้แตรส่งเสียงกันตลอดทาง สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านเรือนและการก่อสร้างอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะตรอกหรือซอยไหนที่เราผ่านจะมีการก่อสร้างเสมอ มีทั้งขนาดเล็กไปถึงใหญ่โตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร เกสเฮาส์ หรือโรงแรมขนาดใหญ่ กว่าจะฝ่าการจราจรไปจนถึงโรงแรมที่พักของเราได้ก็เล่นเอาลุ้นจนเหนื่อย ฉันจึงรู้สึกอยากออกจากตัวเมืองโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

และแล้วฉันก็ได้สัมผัสอากาศที่เย็นสบายเมื่อลงจากรถไปเช็คอินที่โรงแรมที่พัก ลมหนาววูบแรกที่พัดมากระทบกายทำให้ฉันยิ่งรู้สึกตื่นเต้นกับทริปนี้มากยิ่งขึ้น อากาศตอนเจ็ดโมงครึ่งในตอนเช้าหน้าร้อนอยู่ที่ 15 องศา เย็นสดชื่นจริงๆ ซีซี่บอกให้เราเตรียมเสื้อกันหนาวเอาไว้เพราะบนเขาฟานซิปันจะหนาวกว่านี้มาก เราทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารในโรงแรม ซึ่งเมนูโดยทั่วไปก็จะมีแพนเค้ก ไข่เจียวเสริฟพร้อมขนมปังฝรั่งเศส และที่ขาดไม่ได้คือ เฝอ ก๋วยเตี๋ยวเวียดนามที่ฉันชอบเป็นพิเศษ

หลังอาหารเช้าเราขึ้นรถตู้คันเดิมซึ่งจะพาเราเดินทางออกจากตัวเมืองไปยังจุดหมายแรก คือการไปขึ้นกระเช้าไฟฟ้าไปยอดเขาฟานซิปัน (Fansipan) แค่สิบห้านาทีจากโรงแรมที่พักไต่ขึ้นเขามาอีกหน่อย เราก็มายืนอยู่ที่สถานีกระเช้าไฟฟ้า ซีซี่เข้าไปจัดการซื้อตั๋วให้ ขณะที่เราเดินชื่นชมดอกไม้เมืองหนาวหลากสีสันอยู่หน้าสถานี และแล้วซีซี่ก็กลับออกมามือเปล่าพร้อมบอกว่าวันนี้กระเช้าไฟฟ้าเกิดการขัดข้องทางเทคนิค คงจะเริ่มให้บริการในช่วงบ่าย เพื่อความปลอดภัยเธอแนะนำให้เรามาขึ้นกระเช้าไฟฟ้าในวันถัดไปจะดีกว่า ฉันยอมรับข้อเสนอของไกด์สาวอย่างง่ายดาย ดังนั้นแผนการเดินทางในวันนี้จึงเหลือแค่สองรายการคือไปชมน้ำตกสีเงินและเยี่ยมชมหมู่บ้านกั๊ดกั๊ด

จากสถานีกระเช้าไฟฟ้า รถตู้พาเราขึ้นไปยังน้ำตกสีเงิน เหตุที่เรียกว่าน้ำตกสีเงินนั่นก็เพราะว่าเวลาหน้าฝนซึ่งมีน้ำไหลมาก เวลาแดดออกกระทบสายน้ำ มองไกล ๆ จะเห็นเป็นเป็นทางน้ำยาวสีเงิน น้ำตกนี้อยู่ห่างออกไปเพียง 9 กิโลเมตร ระหว่างทางคนขับรถของเรา มิสเตอร์มิน ซึ่งเป็นชาวเวียดนามใจดีจอดให้เราชมวิวและถ่ายรูปหุบเขาเบื้องล่างที่สวยงาม ระหว่างทางเราก็ได้เห็นน้ำตกที่เราจะไปอยู่ไกลออกไป วันนี้ฝนไม่ตกแต่ก็มีเมฆหมอกปกคลุมและลมพัดโชยตลอดเวลา ที่จุดชมวิวเราได้พบนักท่องเที่ยวสูงวัยชาวเวียตนามสองสามคนที่มายืนถ่ายรูปอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว และบทสนทนาเรื่องกล้องและการถ่ายภาพก็เริ่มต้นขึ้นโดยไม่ใช้คำพูดใด....

มิตรภาพเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะเราสนใจในสิ่งเดียวกัน...

เมื่อเรามาถึงน้ำตก ซีซี่ช่วยจัดการซื้อตั๋วเข้าชมน้ำตกให้เราในราคาคนละสองหมื่นดอง ซึ่งบัตรผ่านประตูทุกอย่างรวมอยู่ในแพ็คเกจอยู่แล้ว เรามีหน้าที่เพียงเดินขึ้นไปชมความสวยงามของน้ำตกที่ชั้นบนสุดอยู่สูงกว่า 300 เมตร เราสามารถเดินขึ้นบันไดไปชมความงามของน้ำตกชั้นบนได้ ที่นี่เราได้พบคนนักท่องเที่ยวชาวไทยหลายคนเลยทีเดียว ทางเดินขึ้นน้ำตกค่อนข้างชัน แต่เมื่อคุณลุงคุณป้าชาวไทยที่นั่นทำได้ ฉันก็มั่นใจยิ่งขึ้น

ในระหว่างที่คนข้างกายกำลังมีความสุขในการถ่ายรูป ฉันกับซี่ซี่ก็ได้พูดคุยทำความรู้จักกันตามประสา ซีซี่บอกว่าเธอมาจากหมู่บ้านม้งดำแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองซาปาออกไปประมาณ 20 กิโลเมตร ชาวม้งดำอย่างเธอไม่นับถือศาสนาใดแต่นับถือผี ดังนั้นในหมู่บ้านของเธอหมอผีหรือเจ้าทรงจึงมีผู้คนเคารพนับหน้าถือตามากและเป็นผู้นำของหมู่บ้านด้วย ซีซี่ถามถึงศาสนาพุทธว่าทำไมชาวพุทธจึงโกนศรีษะ ฉันรีบบอกเธอไปว่าชาวพุทธไม่โกนศรีษะ นอกเสียจากพระสงฆ์ แล้วเธอก็ถามต่อว่าทำไมพระจึงต้องโกนศรีษะ ฉันก็เลยบอกไปว่าเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการตัดขาดแล้วจากทางโลก เพื่อแสวงหาความสงบสุขในทางธรรม....ฉันคิดได้แค่นั้นจริงๆ แล้วแอบโล่งใจที่เธอไม่ถามอะไรต่อจากนั้นอีก มิเช่นนั้นต้องรีบปรึกษาอากูเกิ้ลเป็นแน่แท้

เราใช้เวลาอยู่ที่น้ำตกประมาณหนึ่งชั่วโมง จึงออกเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อว่ากั๊ดกั๊ด ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวม้งดำ เพื่อไปเดินชื่นชมวิถีชีวิตของชาวบ้าน และชมวิวนาขั้นบันไดแบบใกล้ๆ หมู่บ้านกั๊ดกั๊ดนี้ห่างจากตัวเมืองซาปาแค่สองกิโลเมตร ซึ่งเราสามารถเดินตามถนนลงดอยไปอย่างง่ายดาย ก่อนเข้าหมู่บ้านนักท่องเที่ยวทุกคนต้องจ่ายค่าเข้าชมหมู่บ้านประมาณคนละเจ็ดหมื่นดองหรือประมาณหนึ่งร้อยบาท รายได้จากนักท่องเที่ยวจะนำไปใช้ในการบริหารจัดการหมู่บ้านรวมทั้งช่วยเหลือเด็กคนยากจน...เขาว่าอย่างนั้น... จะว่าไปก็ไม่ต่างจากการเข้าเยี่ยมชมหมู่บ้านชาวเขาแถบแม่ริมของบ้านเราสักเท่าไหร่เลย

หมู่บ้านกั๊ดกั๊ดก็เหมือนแหล่งท่องเที่ยวทั่วไปที่เต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึกมากมายเรียงรายอยู่สองข้างทางเดิน แต่อากาศที่เย็นสบายทำให้การเดินชมหมู่บ้านเป็นไปด้วยความรื่นรมย์ วิวสวยๆ ก็ทำให้การเดินขึ้นลงดอยไม่เหนื่อยมากนัก แม้ว่ากั๊ดกั๊ดจะเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเต็มตัว แต่ชาวบ้านที่นั่นก็ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมและวิถีชีวิตของตนไว้ให้เห็นอยู่ ชาวนาชาวสวนคืออาชีพหลักของคนที่นี่ และฤดูร้อนขณะนี้ก็คือฤดูแห่งการเริ่มไถนาไว้ปลูกข้าว เราจะเห็นต้นกล้าเขียวขจีหว่านไว้เป็นหย่อมๆ รอการดำนาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ลูกหมูตัวเล็ก ๆ วิ่งขึ้นลงบันได หาของกินไปเรื่อย ๆ บ้างก็นอนหลับพักผ่อน ครอบครัวไก่ก็หากินไป ใกล้ๆ ลูกหมู ครอบครัวเป็ดยังคงถูกปล่อยให้หากินในนาที่ไถไว้ได้ ซีซี่บอกว่าเธอเองก็มีอาชีพหลักเป็นชาวนา แต่มาทำงานเป็นไกด์เพื่อหารายได้เสริมไว้ใช้ในครอบครัว และเป็นทุนการศึกษาให้ลูกๆ ของเธอ

ช่วงกลางวันเด็กนักเรียนหลายคนวิ่งผ่านเราไปเพราะรีบกลับจากโรงเรียนในหมู่บ้านไปกินข้าวกลางวันที่บ้าน ฉันถามซีซี่ว่าเด็กๆ กลับไปกินอะไรที่บ้าน เพราะผู้ใหญ่หลายๆ คนยังอยู่กลางทุ่งนาอยู่เลย ซีซี่ชี้ให้ดูเนื้อแห้งที่วางขายอยู่ เธอบอกว่านั่นแหละอาหารกลางวันที่อร่อยมาก ทันใดนั้นฉันก็จำรสชาติและกลิ่นหอมของเนื้อแห้งย่างที่ชอบนักหนาในวัยเด็กขึ้นมาทันที

เราเดินลัดเลาะไปตามทางเดินหมู่บ้าน เพื่อไปชมน้ำตกที่สวยงามท้ายหมู่บ้านกั๊ดกั๊ด อากาศที่เย็นสบายพร้อมเสียงน้ำตกทำให้รู้สึกอยากนั่งอยู่ที่นั่นนานนาน

ที่นี่มีการแสดงของชาวเผ่าม้งให้นักท่องเที่ยวได้ชมด้วย ส่วนตัวฉันคิดว่าเป็นการแสดงที่เป็นมืออาชีพมากกว่าการแสดงที่เคยเห็นในศูนย์วัฒนธรรมที่เชียงใหม่ สวยงามค่ะ

ซาปาเท่าที่ได้เห็นมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์จริงๆ ภายในหมู่บ้านก็มีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่าน ในความห่างไกลที่เราอุตสาห์ดั้นด้นไปถึง ในความคิดของฉัน หมู่บ้านกั๊ดกั๊ดช่างเป็นหมู่บ้านที่โชคดีเพราะมีความงดงามเพียบพร้อมไปด้วยธรรมชาติที่น่าตื่นตา มีน้ำตก มีแม่น้ำที่สวยงาม มีนาขั้นบันไดในหุบเขาแถมยังมีวัฒนธรรมการเป็นอยู่ที่ยังคงถูกรักษาไว้ได้

เราบอกลาซีซี่พร้อมสัญญาว่าจะเดินกลับโรงแรมได้เองโดยไม่หลงทาง จริงๆ แล้วเราเกรงใจที่เธอต้องหยุดรอเราบ่อยๆ เพราะสำหรับเธอ ทิวทัศน์เหล่านี้ชินตาอยู่แล้ว แต่ตื่นตาเป็นที่สุดสำหรับเรา เราเดินขึ้นดอยอย่างช้า ๆ ไปตามถนนเพื่อกลับไปยังตัวเมืองซาปา เราคงเดินขึ้นดอยด้วยความสูงประมาณ 200 เมตรเป็นอย่างน้อย อากาศช่วงบ่ายต้น ๆ คงจะประมาณ 20 องศา แม้จะเดินขึ้นเขาแต่ก็ไม่ร้อนเลย ระหว่างทางเราแวะร้านอาหารเพื่อทานกลางวัน พร้อมนั่งชมเมฆที่เคลื่อนตัวบังเทือกเขาฟานสิปัน และสายลมที่พัดโชยที่ช่างเย็นสบายจนต้องเอาเสื้อกันหนาวมาสวมไว้หลวมๆ เพื่อให้ได้บรรยากาศ

สีเขียวขจีของธรรมชาติรอบตัว กับอากาศที่เย็นสบาย ถือเป็นการพักผ่อนยามบ่ายกับคนที่เรารักได้อย่างดีที่สุด

วันรุ่งขึ้นเราจะไปเดินเขาไปยังหมู่บ้านหลายหมู่บ้าน เพื่อชมวิวนาขั้นบันไดให้จุใจมากยิ่งขึ้น


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกแห่งรอยยิ้ม



ความเห็น (2)

-สวัสดีครับ

-เมืองซาปา..วิถีที่น่ามองมากๆ ครับ

-ขอบคุณครับ


เขียนเมื่อ 

เมืองสวยมาก

เห็นแล้วอยากไป

สบายดีไหมครับ

หายไปนานมากๆ