ความแข็งแกร่งแห่งซาปา

Sapa's Strength


ซีซี่บอกฉันว่าชาวซาปากินข้าวมื้อเช้าแบบง่าย ๆ มื้อกลางวันก็ตามสะดวก ว่าแต่จะหนักมื้อเย็น ฉันก็พยักหน้ารับฟังและไม่แปลกใจใดเพราะฉันเองก็เป็นเช่นนั้น ทว่ามื้อเย็นที่โฮมสเตย์จัดไว้ให้เมื่อคืนก่อนนั้นเยอะจริงๆ จนทานไม่หมด รสชาติของอาหารที่นี่คล้ายกับอาหารจีนเป็นส่วนใหญ่ อาหารมังสวิรัติที่เราขอไปมีทั้งไข่ เต้าหู้ และผักหลายอย่าง อร่อยค่ะ แต่สำหรับคนที่ชอบทานอาหารรสจัดคงต้องพึ่งพริกกับเกลือด้วย โฮมสเตย์ที่นี่มีหมาและแมวหลายตัวเลยทีเดียว ช่วงเวลาอาหาร บรรดาเพื่อน ๆ สี่ขาทั้งหลายก็จะเดินแวะเวียนไปมาระหว่างโต๊ะ มาดูแลความเรียบร้อยและรับรางวัลส่วนแบ่งจากแขก แต่พวกเขามักจะเดินผ่านโต๊ะของเราไปเฉยๆ ไม่แวะเวียนบ่อย ๆ เพราะหลังจากที่มาแล้วได้กินแต่ผักก็เลยเลือกที่จะผ่าน หลังอาหารเย็นมีสับปะรดหวานฉ่ำเป็นผลไม้ ฉันคิดว่าสับปะรดที่นี่หวานที่สุดที่ได้ทานมาเลยทีเดียว ประทับใจค่ะ

คงเพราะว่าที่นี่เป็นช่วงหน้าร้อน ซาปาจึงสว่างค่อนข้างเร็ว ตีห้ากว่าๆ ก็เริ่มสว่างแล้ว เราตื่นขึ้นมารับอากาศที่เย็นสดชื่น แต่ไม่ถึงกับหนาวหนาว อากาศคงประมาณ 20 องศาในตอนเช้า และเมื่อคืนเรานอนหลับสบายโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศเหมือนเชียงใหม่ในหน้าหนาว ทาวานอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 1000 เมตร นั่นหมายถึงเมื่อวานเราเดินลงดอยประมาณ 600 เมตร

เรานั่งชื่นชมความงามในยามเช้าหน้าห้องพัก แสงแดดเริ่มสาดส่องภูเขาอีกฟากหนึ่งเบื้องหน้า ทำให้ตระหนักว่ากำลังอยู่ในจุดหนึ่งของหุบเขาในซาปา วันนี้อากาศแจ่มใสกว่าเมื่อวาน ท้องฟ้ามีสีสันมากขึ้น ในขณะที่แขกคนอื่นๆ ยังไม่ตื่น ที่นี่จึงเงียบสงบกว่าปกติ เพราะห้องพักไม้ไผ่ที่เรียบง่าย หากไม่ระวังแม้แต่เสียงพูดคุยก็อาจรบกวนห้องอื่น ๆ ได้

เราเดินชื่นชมบรรยากาศและเล่นกับหมาและแมวในบริเวณโฮมสเตย์จนถึงเวลาอาหารเช้า จึงไปนั่งจิบกาแฟในบรรยากาศของความเรียบง่ายแต่งาม อาหารเช้าวันนี้ ฉันเลือกก๋วยเตี๋ยวเวียตนามหรือเฝอ เพราะเกรงว่าหากเลือกแพนเค้กหรือขนมปังแล้วจะหิวในระหว่างทาง เพราะวันนี้ทางเดินมีขึ้นเขาเป็นส่วนใหญ่ พอบอกเหตุผลไปคนข้างกายก็ชมว่า 'คุณนี่จริงๆ เลยนะยังไม่ทันจะทานมื้อเช้าเลยก็คิดเรื่องหิวตอนมื้อกลางวันซะละ' ฉันจึงยิ้มรับคำชมด้วยภาคภูมิ

ซีซี่มารอรับเราหลังอาหารเช้า เราเริ่มออกเดินตอนแปดโมงครึ่ง เป้าหมายคือหมู่บ้านถัดไปชื่อเกียงตาชัย (Giang Ta Chai village) ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร

อีกเช่นเคยวันนี้มีสาวชาวม้งอีกคนมาเดินตามเพื่อจะขายของอีก ฉันนึกดูแล้วหากเธอเสียเวลาเดินตามเราไปอีกครึ่งค่อนวันแล้วเราไม่ซื้ออะไรเลย เธอก็จะเสียเวลาเปล่า ฉันก็เลยบอกเธออย่างสุภาพด้วยหวังดีว่าวันนี้เราจะไม่ซื้ออะไรแล้ว เพราะซื้อเมื่อวานไปแล้ว ดังนั้นไม่ต้องตามเราก็ได้นะ ไปตามนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นอาจมีโอกาสได้ขายงานฝีมือมากกว่าตามเราสองคน แต่หากจะเดินเล่นเป็นเพื่อนกันไปตลอดทางก็แล้วแต่ไม่ว่าอะไร สักพักเธอก็หยุดตามเราเมื่อเริ่มเดินออกจากหมู่บ้านเพียงเล็กน้อย ฉันได้แต่หวังว่าเธอจะได้ขายงานถักทอให้คนที่ต้องการมากกว่าเรา

วันนี้อากาศดีมาก ๆ แดดจ้า ไม่มีฝนตก เราจึงเดินได้อย่างสบาย ไม่มีลื่นล้มลุกคลุกคลานเหมือนเมื่อวาน วิวนาสดใสสวยงามกว่า ทาวานแม้จะได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านชาวเซ แต่ก็มีชาวม้งอาศัยอยู่ด้วยปะปนกันไป ระหว่างทางเราเห็นผู้หญิงชาวม้งกำลังซ่อมคันนาอยู่ คนข้างกายจึงถามซีซี่ว่าทำไมไม่ค่อยเห็นผู้ชายทำนามากนัก ซีซี่จึงบอกแบบทีเล่นทีจริงว่าผู้ชายชาวม้งสบายกว่าผู้หญิง ผู้หญิงทำงานหนักกว่ามาก วัฒนธรรมของเธอเป็นเช่นนั้น หลังจากเป็นทัวร์ไกด์ให้เรา เมื่อกลับถึงบ้านเธอเองก็ต้องกลับไปหุงหาอาหารให้คนในครอบครัว ไปเก็บเกี่ยวผักมาต้มให้หมู ให้อาหารไก่ ซักผ้าและทำความสะอาดบ้าน ดูแลความเรียบร้อยของลูกๆ ก่อนจะได้เข้านอน ตื่นเช้ามาก็ต้องจัดเตรียมหุงหาอาหาร ทำงานบ้านทุกอย่างก่อนจะออกมาทำงาน และในวันที่ไม่มีงานไกด์ เธอเองก็จะไปช่วยสามีทำนาทำสวน เลี้ยงลูก เย็บปักถักร้อยเสื้อผ้าในทุกวัน

แล้วซีซี่ก็หันมาถามว่าที่สิงคโปร์ฉันทำกับข้าวทุกวันเหมือนเธอไหม คนข้างกายรีบช่วยตอบอย่างทันควันว่า...เดือนละครั้งได้อยู่มั้ง...

ว้าว...ซีซี่เอ่ยออกมา แต่ฉันไม่อาจรู้ว่ามันหมายถึงความรู้สึกใด ฉันรีบเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยไม่อยากขายหน้าตัวเองเพราะความไม่เอาไหนในเรื่องการบ้านการเรือนไปมากกว่านี้

เบื้องหลังวิวนาขั้นบันไดที่สวยงาม คือหยาดเหงื่อและความแข็งแกร่งของหญิงชาวซาปาจากแทบทุกครอบครัว ดังนั้นนอกจากความสวยงามภายนอก หญิงสาวที่ทำงานเก่ง หนักเอาเบาสู้จึงเป็นที่หมายปองของบรรดาหนุ่ม ๆ หากหนุ่มคนไหนประทับใจในตัวหญิงสาว วัฒนธรรมของชาวม้งจึงมีการ 'ลักพาตัว' ผู้หญิงเพื่อไปเป็นภรรยาได้ ชายหนุ่มจะชักชวนบรรดาเพื่อน ๆ ไปลักลากตัวหญิงสาวที่หมายปองมา อาจจะในหมู่บ้านหรือต่างหมู่บ้านกันก็แล้วแต่ แล้วรวบรัดเลื่อนขั้นให้เป็นแม่ของลูกได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แม้ว่าเขาจะเคยได้เห็นหญิงสาวคนนั้นเพียงครั้งหรือสองครั้งก็ตาม

ฉันถามซี่ซี่ว่าวัฒนธรรมนี้เกิดขึ้นใน คศ. ไหน? ซีซี่บอกว่าในทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ และเมื่อสิบปีก่อนหน้านี้เธอเองก็ถูก 'ลักพาตัว' โดยสามีของเธอเช่นกันหลังจากเคยพบกันเพียงสองครั้งก่อนหน้านั้นเพราะสามีเธอบอกว่ามันเป็น 'รักแรกพบ'

ว้าว....ถึงเวลาฉันพูดคำนี้บ้าง

เราได้ยินวัฒนธรรมการคลุมถุงชนมามาก ทั้งจากชาวจีนและชาวแขก แต่การคลุมถุงชนส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากการเห็นดีเห็นงามจากผู้ใหญ่ที่มากประสบการณ์ ที่เชื่อว่าลูกหลานกับเนื้อคู่มีความเหมาะสมกันด้วยหลากหลายประการ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินเรื่องการลักพาตัว ฉันถามซีซี่ว่าปรับตัวเข้าหากันยากไหม เธอบอกว่ายากเหมือนกัน มีครั้งหนึ่งที่เธอน้อยใจสามีในบางเรื่องถึงขั้นคิดฆ่าตัวตายด้วยการกินใบไม้ชนิดหนึ่งที่หาได้ในป่าเข้าไป แต่โชคดีที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลได้ทัน ฉันรีบบอกเธอว่าอย่าทำแบบนั้นอีก ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้เสมอ แต่เธอก็บอกว่าตอนนี้คิดสั้นๆ ไม่ได้แล้วเพราะมีลูกอีกสองคน จึงต้องใช้ความพยายามให้มากขึ้นในการประคับประคองครอบครัวให้ไปโดยตลอดลอดฝั่ง

เราเดินผ่านทุ่งนาอันสวยงาม เดินลัดเลาะเข้าไปในป่าไม้ไผ่ ซึ่งดอยม่อนนี้คงจะเต็มไปด้วยไม่ไผ่ ทางเดินแคบ ๆ มีไม้ไผ่อยู่สองข้างทาง ซีซี่บอกว่าเมื่อก่อนเส้นทางนี้มีเพียงควายเดิน แต่ตอนนี้มีนักท่องเที่ยวมาเดินด้วย ฉันไม่แน่ในว่าควรรู้สึกดีไหมที่ได้เดินร่วมทางเดียวกันกับควาย

ชาวนาทุกครอบครัวจะมีควายอย่างน้อยหนึ่งตัวเพื่อใช้ไถนา ในเมืองไทยรถไถเอาชนะควายได้อย่างสบาย จนไม่มีใครอยากเลี้ยงควายอีกจนควายแทบจะต้องเป็นสัตว์อนุรักษ์ในบ้านเรา แต่ที่นี่ควายยังได้รับความนิยมมากกว่ารถไถ เพราะสภาพนาขั้นบันได...พี่ควายได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องมือที่เคลื่อนที่ได้เบาที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งการไถนา

คนข้างกายถามซีซี่ว่าไม่มีใครมาตัดเอาไม้ไผ่ไปใช้งานหรือ ซีซี่บอกว่าป่าในซาปาถือเป็นที่สาธารณาประโยชน์ ทุกหมู่บ้านจะมีการจัดการกันเอง โดยผู้นำหมู่บ้านจะกำหนดวันของการตัดไม้ หรือไม้ไผ่เพื่อนำไปใช้ในครัวเรือนและใช้เป็นเชื้อเพลิง ปีหนึ่งจะมีกำหนดสองวันหรือสามวัน ตัวแทนของแต่ละครอบครัวในหมู่บ้านจะไปตัดกิ่งไม้มาทำฟืน นอกเหนือจากวันที่กำหนดหากมีใครไปตัดไม้มาใช้จะถูกลงโทษปรับโดยคนในหมู่บ้าน การอยู่ร่วมกันไม่ว่าสังคมไหนก็ต้องมีกฎที่เหมาะสมกับที่นั้น ๆ

ในหมู่บ้านของชาวเผ่าในซาปา จะมีคนที่ใช้แก๊สในการหุงต้มเพียงไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ คนที่ใช้แก๊สคือคนที่มีฐานะและร้านค้าร้านอาหารเท่านั้น แทบทุกบ้านยังคงใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง ในบางหมู่บ้านที่เราเดินผ่านจะมีร้านขายฟืนอยู่ด้วยเพียงไม่ถึง 10% ของครัวเรือนที่มีตู้เย็น และประมาณ 50% ที่มีโทรทัศน์ในบ้าน ซีซี่บอกว่าประมาณ 50% ของชาวบ้านมีมือถือใช้แล้วเพราะความสะดวก แม้จะไม่ใช่สมาร์ตโฟนทั้งหมด แต่ก็ถือว่าเป็นการเปิดซาปาสู่โลกภายนอกมากขึ้น สำหรับคนที่อยากมาทำธุรกิจในซาปา ยังมีโอกาสของการเติบโตที่ดีค่ะ

ภายในป่าไม้ไผ่มีผีเสื้อตัวใหญ่บินเร่ร่อนไปมามากมาย.... เราเดินผ่านป่าไม้ไผ่ไปสักพักก็ได้ยินเสียงน้ำตก เพราะมีภูเขาจึงมีน้ำตก

เราหยุดพักเหนื่อยกันที่น้ำตก มีนักท่องเที่ยวสาวชาวญี่ปุ่นอัธยาศัยดีซึ่งเดินทางมาคนเดียวเข้ามาคุยด้วย เธอเดินสวนทางมาจากหมู่บ้านที่เราจะไป แต่บังเอิญหลงทางเดินต่อไปไม่ถูกเพราะเวียนกลับมาที่เดิม ซีซี่จึงช่วยบอกทางให้เธอ เพราะทางเดินของที่นี่ไม่มีป้ายบอกเป็นภาษาอังกฤษที่ชัดเจน หากไม่มีไกด์เราก็อาจหลงทางได้

น้ำตกนี้ไหลลงไปเป็นลำธารผ่านหมู่บ้านเกียงตาชัยที่เรากำลังจะไปถึง เราเดินตามลำธารไปสักพักก็เริ่มเข้าสู่ทางเดินหมู่บ้าน หมู่บ้านนี้เป็นชาวเผ่าดาวแดง (Red Dao) เราข้ามลำธารด้วยสะพานไม้ขึงด้วยเชือกให้ความรู้สึกโยกเยกเวลาเดินเหลือเกิน เราพักทานอาหารกลางวันที่โฮมสเตย์ในหมู่บ้านนี้ ขณะที่รอพ่อครัวทำอาหาร ฉันไปนั่งเล่นริมลำธารดูเด็ก ๆ เล่นน้ำอย่างสนุกสนาน อาหารกลางวันเมนูง่าย ๆ ผัดมาม่าใส่ใข่กับข้าวผัดไข่ที่แสนอร่อย ก็ให้พลังงานเพียงพอสำหรับช่วงบ่ายของเรา

ชาวบ้านเริ่มทยอยกลับไปทำงานในไร่หลังอาหารกลางวัน นอกจากข้าวแล้วก็จะมีข้าวโพดที่เห็นปลูกกันเยอะ ข้าวปลูกไว้ให้คนกิน ข้างโพดปลูกไว้ให้หมูและเป็ดไก่ ฉันคิดว่าหมู่บ้านในซาปาแทบจะเรียกได้ว่าเป็นหมู่บ้านพึ่งตนเองได้เลย แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเกษตรได้เข้ามาถึงที่นี่แล้วเช่นมีการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงให้เห็นอยู่ประปราย แต่ก็ยังมีหลายคนที่บอกว่าเขาจะไม่ใช้สารเคมีเหล่านี้ เพราะพืชผักส่วนใหญ่นั้นพวกเขาปลูกไว้กินเองในครอบครัว หากวันหนึ่งชาวบ้านเปลี่ยนใจปลูกข้าวและผักเพื่อขายเพราะมีความต้องการที่มากขึ้นด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ มีมากขึ้น สารเคมีก็คงมียอดขายพุ่งขึ้นอีกมาก...

ฉันเริ่มรู้สึกผิดในความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองที่เป็นหนึ่งส่วนที่ไปเปลี่ยนการเป็นอยู่ของคนที่นั่น แต่ก็รู้สึกผิดได้พักเดียว เพราะเริ่มรู้สึกถึงทางเดินที่ชันขึ้นเขาในช่วงบ่าย ซีซี่เดินนำหน้าเราไปลิบๆ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

....นี่แหละความแข็งแกร่งของซาปาที่ฉันเห็น


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกแห่งรอยยิ้ม



ความเห็น (3)

-สวัสดีครับคุณปริม

-ตามมาอ่านบันทึกการเดินทางครับ

-อ่านไปได้รับพลังแห่งการจินตนาการมากมายเลยครับ

-วัฒนธรรมการแต่งงานแบบนี้ผมเคยอ่านในหนังสือเล่มหนึ่ง

-มีความน่ารักและทำให้เราได้เรียนรู้วิถีของการเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ต่างๆ ด้วยนะครับ

-ด้วยความระลึกถึงครับ

เขียนเมื่อ 

ว้าววว (ขอว้าวบ้าง) สุดยอดงานเขียนจ้า

เขียนเมื่อ 

ขอสืบทอดแผ่นดินปลอดสารพิษไปนาน ๆ เทอญ