การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรตามแนวพุทธภายใต้กระแสบริโภคนิยม

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรตามแนวพุทธภายใต้กระแสบริโภคนิยม

HUMAN RESOURCE DEVELOPMENT IN THE BUDDHIST ORGANIZATION UNDER CONSUMERISM


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุวัต กระสังข์
ณิชชาภัทร เกิดฤทธิ์

บทคัดย่อ

แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรตามแนวพุทธเพื่อแก้ปัญหาและสร้างภูมิคุ้มกันภายใต้กระแสบริโภคนิยม พบว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรตามแนวพุทธเพื่อแกปัญหาบริโภคนิยมของเยาวชนนั้น สถาบันครอบครัว สังคม ตองปรับเปลี่ยนมาตรฐานการเลี้ยงดูหรือจัดการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาสติปัญญาของเยาวชนให้ถูกต้องเหมาะสม และจัดการศึกษาอบรมขัดเกลาเยาวชนไดเรียนรูและเข้าใจถึงคุณค่าวัฒนธรรมอันดีงาม นอกจากนี้ ตองสร้างโอกาสทางการศึกษาที่ถูกต้องเหมาะสมถูกต้องเพียงพอ ส่วนการพัฒนาเยาวชนโดยการพัฒนาตัวคนที่เป็นปัจจัยตัวกระทำให้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาด้วยการพัฒนาคนเต็มทั้งระบบ โดยมีหลักไตรสิกขาคือ ๑) การฝึกอบรม ได้แก่การฝึกฝนพัฒนาด้านพฤติกรรม ๒) การศึกษา ได้แก่การฝึกฝนพัฒนาในด้านจิตใจ ๓) การพัฒนา ได้แก่การพัฒนาปัญญา และหลักธรรมสนับสนุนและสร้างภูมิคุ้มกันกระแสบริโภคนิยม ได้แก่ วิธีการแห่งปัญญาแบบอริยสัจ ที่มุ่งตรงต่อปัญหาที่ต้องการจะพิจารณาและเป็นวิธีคิดที่เป็นไปตามเหตุและผล โดยสืบสาวจากผลไปหาเหตุ แล้วทำการแก้ไขที่ต้นเหตุเพื่อขจัดปัญหาให้หมดไป โดยกระบวนการจะอยู่ในรูปของการพัฒนาใน ๓ ด้านร่วมกันคือ พฤติกรรม จิตใจและปัญญา มีความสัมพันธ์อิงอาศัยกันและส่งผลต่อกันเป็นปัจจัยแก่กันในกระบวนการการพัฒนาในองค์กร

คำสำคัญ: การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, พุทธศาสนา, บริโภคนิยม

ABSTRACT

The approaches to human resource development according Buddha Dhamma to solve problems and to create immunity among consumerism context were that family, society, must change the standard of child raising system, The environment to promote intellectual growth for the youth must be implemented. Education and socialization to appreciate the values of their own cultures must be materialized. Appropriate and equal educational opportunity must be created for the youths. Individual development for the youths must be done with full systems. The main threefold training should be utilized: 1, Training is the behavioral development, 2 education is the mental training and development, 3 development is the wisdom development. The Dhamma principles that support the immune creating system in the consumerism context were the wisdom based on the four noble truth, the noble means to attack the problems directly and reasonably to solve problems from the cause to effects, to solve the problems at causes can solve all problems. The process involves 3 development aspects; behaviors, mind and wisdom. These three elements were inter-related. They became causes and effects for one another and were important elements for organizational development

Keywords: Human Resource Development, Buddhist, Consumerism

1. บทนำ

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการไหลบ่าทางวัฒนธรรมเข้าสู่สังคมไทย หรือยุคสมัยของข้อมูลข่าวสารที่ไร้พรมแดนนั้น เป็นปัจจัยเงื่อนไขที่สำคัญอย่างหนึ่งที่นำสังคมไทยไปสู่พัฒนาการของการประดิษฐ์คิดค้น การให้บริการด้วยการผลิต และนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันทั่วโลก ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว เช่น โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต โทรทัศน์ และวิทยุ (ผู้จัดการออนไลน์, 06/08/2547) โดยเครื่องมือการสื่อสารเหล่านี้ได้สร้างความพึงพอใจและสร้างค่านิยมให้กับ ผู้บริโภคอย่างกว้างขวางและแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งนับวันยิ่งมีบทบาทและมีความสำคัญต่อการดำเนินวิถีชีวิตของคนทั่วโลก การที่ประเทศไทยตั้งใจพัฒนาประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก ซึ่งความสำเร็จขึ้นอยู่กับระบบเศรษฐกิจหรือการยึดค่านิยมทางวัตถุประกอบกับความทันสมัยทางเทคโนโลยีคมนาคมสื่อสารจึงส่งผลทำให้ชุมชนชนบทซึ่งเคยมีวิถีชีวิตแบบพออยู่พอกินพึ่งตนเอง เกื้อกูลกันชุมชนสงบสุขเปลี่ยนไปเป็นชุมชนที่มุ่งแสวงหาความสะดวกสบายแก่งแย่งชิงดีกันโอ้อวดความมั่งมี (มณีรัตน์ ลิ่มสืบเชื้อและคณะ, 2549: 96) การนำแนวคิดอย่างตะวันตกมาใช้ไม่ได้ทำให้เกิดการกระจายรายได้ที่ทั่วถึงมีแต่จะสร้างช่องว่างระหว่างคนในเมืองกับคนในชนบท จึงทำให้คนในชนบทมุ่งหน้าเข้าเมืองเพื่อไปหางานทำซึ่งได้เงินมากกว่าทำไร่ทำนา การพัฒนากระแสหลักประกอบกับความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้นำไปสู่ระบบทุนนิยมและลัทธิบริโภคนิยมในยุคปัจจุบันสังคมสามารถผลิตสินค้าต่างๆ ได้อย่างมากมายทำให้คนทุกคนสามารถบริโภคได้อย่างถ้วนหน้าคนจึงมุ่งหาความสุขด้วยการเสพความสุขจากวัตถุ ยิ่งบริโภคมากขึ้นเท่าไรก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทั้งหมดมีแต่จะโดนกระตุ้นกิเลสให้ตื่นตัวอยู่เสมอเมื่อต้องการบริโภคมากก็ต้องแสวงหาทรัพย์เพิ่มขึ้นตามไปด้วยจึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

ในองค์กรทางสังคมกล่าวคือสถานศึกษาแล้วนั้น การบริโภคตามรสนิยมของแต่ละบุคคลและการบริโภคตามแฟชั่นของเยาวชนในสถานศึกษา เรียนรู้พฤติกรรมทางสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม การเรียนรู้ทางตรง ได้แก่ การอบรมสั่งสอน ซึ่งส่วนมากจะเป็นหน้าที่ของครอบครัวและโรงเรียน ซึ่งกระทำโดยกลไกของสถาบันซึ่งได้แก่ พ่อแม่ เครือญาติและครู ในขณะเดียวกันเยาวชนก็จะเรียนรู้พฤติกรรมการบริโภคทางสังคมทางอ้อมไปด้วยคือ การสังเกตและเลียนแบบพฤติกรรมเหล่านี้จากตัวแทนการขัดเกลาทางสังคมและเนื่องจากในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคของข้อมูลข่าวสารหรือที่เรียกว่าเป็นยุคของโลกคลื่นที่สาม ผู้ที่ปล่อยให้กลไกการเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่พยายามก้าวให้ทันจะกลายเป็นผู้ที่ล้าหลังและเสียผลประโยชน์ไปในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้เรียนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคโลกาวิวัฒน์ และเพื่อความอยู่รอดของชีวิตจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น (สุภาพร พิศาลบุตรและยงยุทธ เกษสาคร, 2545:34) จากประเด็นในเบื้องต้นเป็นมูลเหตุจูงใจให้ผู้เขียนสนใจที่จะแสวงหาคำตอบในคำถามที่ว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์บนฐานคิดของกระบวนทัศน์มีวิธีการพัฒนาทั้งทางด้านพฤติกรรม จิตใจและปัญญาเพื่อเป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการบริโภคของเยาวชนในยุคนี้ อันเป็นการประยุกต์ใช้หลักธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการบริโภคนิยมและสร้างภูมิคุ้มกันในระดับของเยาวชนในสถานศึกษาภายใต้กระแสยุคบริโภคนิยมในประเด็นดังกล่าวและนำเสนอตามลำดับดังนี้

2. ปัญหาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรตามแนวพุทธภายใต้กระแสบริโภคนิยม

จากการวิเคราะห์ผู้เขียนเห็นว่าเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่กำลังได้รับผลกระทบทางด้านลบจากกระแสบริโภคนิยม 4 ประเด็นหลัก คือ

1 . ด้านการกิน

ผู้เขียนเห็นว่าการกินในความหมายของบริโภคนิยมไม่ได้เป็นเพียงการกินเพื่อสนองความต้องการขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่เป็นการกินที่ตอบสนองความพึงพอใจ ค่านิยมและการกินตามกระแสของการโฆษณา เช่น

1.1 กินอาหารแบบฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารจานด่วน ในร้านอาหารสวัสดิการของโรงเรียนแบบฟาสต์ฟู้ด ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการกินของตะวันตก แต่แพร่เข้ามาและได้รับความนิยมจากกลุ่มเยาวชนอย่างมาก

1.2 กินอาหารในร้านหรูหรา กินนอกบ้าน เป็นค่านิยมใหม่ของคนในสังคมสมัยใหม่และกลุ่มเสี่ยงอย่างกลุ่มของเยาวชน ทำให้ธุรกิจร้านอาหารจึงเกิดขึ้นเกลื่อนกลาดเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว

1.3 กินอาหารไร้ประโยชน์ (ขนมและของขบเคี้ยว) ซึ่งเป็นอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางสารอาหารและมีผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย

1.4 กินอาหารนานาชาติ เช่น อาหารญี่ปุ่น เกาหลี อิตาเลียน ซึ่งเป็นรสนิยมในการกินแบบใหม่ที่นับวันจะได้รับความนิยมมากขึ้นในกลุ่มเด็กนักเรียนในสถานศึกษา แสดงให้เห็นถึงการแพร่กระจายของวัฒนธรรมการกิน

1.5 กินทิ้งกินขว้าง กินอาหารราคาแพงที่มีลักษณะของความฟุ่มเฟือย เป็นการกินที่มาก การกินเพื่อสนองความจำเป็นพื้นฐาน

สรุปได้ว่า การกินในลักษณะความหมายของกระแสบริบริโภคนิยมอาจกล่าวได้ว่าเป็นการกินเพื่อสนองความอยาก ความต้องการและเพื่ออวดถึงความโก้เก๋ในกลุ่มของนักเรียนด้วยกัน จนกลายเป็นพฤติกรรมเลียนแบบในกลุ่มเพื่อนและตัวเอง

2 . การท่องเที่ยว

ผู้เขียนเห็นว่าการเดินทางท่องเที่ยวกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิต เป็นรสนิยมและค่านิยมใหม่ที่เกิดขึ้น และได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง การท่องเที่ยวได้กลายมาเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ให้ประเทศปีละจำนวนมาก รัฐบาลเองก็ส่งเสริมให้คนไทยท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ภายในประเทศ มีการจัดปีท่องเที่ยวไทยและรณรงค์ด้วยคำขวัญต่างๆ จากการท่องเที่ยวถูกทำให้มีความหมายและความจำเป็นต่อชีวิตมากขึ้น เช่น “เมืองไทย ไม่ไปไม่รู้” กลายเป็นแรงดึงดูดใจให้เด็กและเยาวชนต้องการไป

3 . การดูแลรักษาสุขภาพและความงาม

ผู้เขียนเห็นว่าในชีวิตของผู้คนสมัยใหม่ เรือนร่างเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดการดูแลรักษาสุขภาพขึ้นอยู่กับการกำหนดหรือการ “ปั่น” ของสื่อ ซึ่งมีนายทุนขายสินค้าแฝงอยู่เบื้องหลังอันเป็นกลไกที่สำคัญของลัทธิบริโภคนิยม การสร้างองค์ความรู้และวาทกรรมเกี่ยวกับสุขภาพทำให้ความงามและการรักษาสุขภาพกลายเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งก่อให้เกิดกระแสนิยมและปรากฏการณ์บางอย่าง เช่น การบูชาความงามแบบนางแบบ การคลั่งไคล้ความผอม รังเกียจกลัวอ้วนและผิวดำการเกลียดคนดำ การกินอาหารถนอมสุขภาพ เช่น ชาเขียว อาหารชีวจิต อาหารมังสวิรัติ อาหารบำรุงพลังและฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ ประเภทสมุนไพรต่าง ๆ กระชายดำ สมุนไพร ครีมหน้าเด้งเครื่องชูกำลัง เป็นต้น และมีรายงานการวิจัยต่างประเทศได้นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับค่านิยมคลั่งไคล้ความงามและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรือนร่างและความงามอิทธิพลของสื่อ

4 . การมีเครื่องอำนวยความสะดวก

ผู้เขียนเห็นว่าวัฒนธรรมบริโภคนิยมทำให้ผู้คนมีค่านิยมในเรื่องการเสพสุข แสวงหาเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้ชีวิตสุขสบายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ รถยนต์ และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ที่บางครั้งก็มีมากเกินความจำเป็นและนำไปสู่การก่อหนี้สินเพราะมีค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การโฆษณาสินค้าทำให้ผู้บริโภคตกเป็นทาสของการซื้อทั้งสินค้าเงินสดและเงินผ่อน

5 . การเสพความบันเทิง

ผู้เขียนเห็นว่าการเสพความบันเทิง กลายทั้งรสนิยม ค่านิยมและแบบแผนการใช้ชีวิตของเยาวชนในสังคมบริโภค ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง การดูกีฬา การเที่ยวเตร่ในสถานบันเทิงประเภทผับ บาร์ ร้านคาราโอเกะหรือดิสโก้เธค การบริโภคในลักษณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมา เช่น การเล่นการพนันฟุตบอล ปัญหายาเสพติดและปัญหาการใช้ชีวิตพฤติกรรมของวัยรุ่น

3. แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรตามแนวพุทธเพื่อแก้ปัญหาและสร้างภูมิคุ้มกัน

1. ด้านการกำหนดนโยบาย

ผู้เขียนเห็นว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร จึงจำเป็นที่ต้องมีกำหนดนโยบายหรือมีแผนการการพัฒนาและโครงการกิจกรรมต่างๆ เพื่อเสริมระบบการสั่งสอนอบรมให้ได้ผลยิ่งขึ้น เช่น การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร การจัดโครงการทางศิลปวัฒนธรรมให้ดียิ่งขึ้นไป การสั่งสอนและพัฒนาจริยธรรมแก่เยาวชนนั้น นอกจากจะเป็นการสอนอย่างเป็นระบบตามหลักสูตร แผนการสอน และระเบียบของการวัดและประเมินผลการสอนแล้ว ยังมีกระบวนการทางสังคมที่เกิดขึ้นหลายประการในองค์กรที่ช่วยสร้างเสริมและพัฒนาเยาวชนได้อย่างดียิ่งสอดคล้องกับสุปรียา ธีรสิรานนท์ ที่กล่าวว่าพฤติกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์ตามแนวทางพระพุทธศาสนาเถรวาท มีขั้นตอนเบื้องต้น โดยเริ่มจากศรัทธาหรือความเชื่อมั่นที่มีปัญญาประกอบ เช่น ได้ฟังบุคคลใดแสดงสาระที่น่าเชื่อถือจนเห็นหรือมั่นใจว่านำไปสู่ความจริงได้ ก็เริ่มศึกษาเรียนรู้จากแหล่งนั้น ศรัทธากับปัญญาจึงต้องประกอบด้วยกันจนกลายเป็นสัมมาทิฏฐิที่มีคุณภาพ ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ คือ กัลยาณมิตร ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก โดยการแสวงหามิตรที่ดีเพื่อขอความรู้ คำแนะนำ เพื่อให้ได้ความรู้จากนั้นจึงนำข้อมูลต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟังมากลั่นกรอง วิเคราะห์ พิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการ อันเป็นปัจจัยภายในของตัวผู้ปฏิบัติเอง ในขั้นตอนนี้อาจกล่าวได้ว่า เมื่อบุคคลมีโยนิโสมนสิการแล้ว สัมมาทิฏฐิก็จะเกิดขึ้นตามมา จากนั้นจึงนำตนเองเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 หรือกระบวนการเรียนรู้ตามหลักไตรสิกขา ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในมีความสำคัญเท่าๆ กัน หรือกล่าวได้ว่ามนุษย์จะมีความสมบูรณ์เมื่อชีวิตของมนุษย์มีความสัมพันธ์ครบ 3 ด้าน คือ พฤติกรรม จิตและปัญญา (สุปรียา ธีรสิรานนท์, 2556) ฉะนั้น จะเห็นว่าการสอนตามหลักสูตรและการสอนตามกระบวนการทางสังคมในโรงเรียน ซึ่งเป็นการกำหนดนโยบายในการสอนทั้งในหลักสูตรนอกหลักสูตรโดยสร้างความสัมพันธ์หรือของความร่วมมือจากทางบ้านและสถาบันต่างๆ ของสังคมด้วยก็จะทำให้เกิดสัมฤทธิผลมากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บริหาร ครูในโรงเรียน และความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ดังคำสัมภาษณ์ของผอ.ชาญณรงค์ ยาสุทธิ ว่า “มีความเห็นด้วยกับการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน เพียงแต่ว่าในปัจจุบันมีข้อจำกัดในเรื่องของการกำหนดนโยบาย ที่มาจากสายบังคับบัญชาทำให้ผู้ปฏิบัติงานตามไม่ทันความคิด อย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ แต่ในส่วนสำคัญของการปฏิบัติงานนั้นถึงแม้เราจะรับผลของการปรับเปลี่ยนนโยบาย แต่เราก็ยังถือปฏิบัติตามบริบทของโรงเรียนของเราอยู่ เพราะถ้าเราถือตามนโยบายการกำหนดบทบาทหน้าที่การทำงานขององค์กรก็จะมีปัญหาของการทำงาน แต่สิ่งที่นโยบายตรงกับองค์กรทางการศึกษาก็จะปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพของการทำงาน ฉะนั้น การพัฒนา สิ่งสำคัญคือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู ผู้ปกครองนักเรียน ผู้นำชุมชน เครือข่ายชมรมมูลนิธิต่างๆ เชื่อว่าสิ่งที่ทำจะประสบความสำเร็จ”

2) ด้านการสร้างโอกาส

ผู้เขียนเห็นว่าความวิปริตของสังคมปัจจุบันมีต้นเหตุมาแต่กำเนิดเด็กและเยาวชนนั้นไมไดรับการประสานความร่วมมือหรือสร้างโอกาสที่ถูกต้องแต่ถูกแวดล้อมส่งเสริมให้หลงติดอยู่ในตาความเอร็ดอร่อยในเรื่องปัจจัย 4 คืออาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยใช้สอย และยารักษาโรค ไม่ไดรับความรูความเข้าจี่ถูกต้องและพอดี มีแต่หันไปส่งเสริมความก้าวหน้าทางวัตถุสมัยใหม่ ไมถือหลักวัฒนธรรมประจำบ้านประจำเรือนที่ถูกต้องและพอดี สอดคล้องกับสมจิตรา กิตติมานนท์ ที่กล่าวว่า การบริโภคอาหารเจเป็นการประกอบกุศลกรรมบถ 10 ไปด้วย ส่งผลถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิต คือไม่เป็นสาเหตุให้สัตว์ต้องตายเพราะการกินของตน จิตใจมีความเมตตาต่อสรรพสัตว์เป็นคุณธรรมขั้นสูง แสดงออกถึงจริยธรรม เป็นการหยุดสร้างหนี้กรรมของตนเอง จึงทำให้ผู้บริโภคอาหารเจมีโอกาสสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับชีวิต ศาสนา เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา ในขณะเดียวกันการกินเจก็เป็นการปฏิบัติให้เข้าถึงหลักศีลธรรม 5 สมาธิ ปัญญาในไตรสิกขา คุณภาพชีวิตกับไตรสิกขาจึงมีความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกัน การบริโภคอาหารเจต่อเนื่องตลอดชีวิตเป็นการประกอบแต่กุศลกรรม มีสติสัมปชัญญะ มีผลให้จิตเป็นสมาธิอย่างต่อเนื่อง จิตอุเบกขา ปล่อยวางจากความโลภ โกรธ หลงในการกิน เป็นการพัฒนาปัญญาที่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ เพราะมีความรู้ในความทุกข์ของสัตว์ เข้าใจว่าการกินเนื้อสัตว์เป็นสาเหตุของการฆ่าสัตว์ เข้าถึงความดับทุกข์ด้วยการกินเจตลอดชีวิตเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายและตนเอง ด้วยวิธีนี้สัตว์ทั้งหลายจึงพ้นทุกข์จากการถูกคุกคามชีวิต ดังนั้น การบริโภคอาหารเจจึงเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามแนวทางไตรสิกขา คือมีศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในตัวเองไม่ต้องแสวงหานอกตัว ชีวิตจึงสงบเย็นเป็นสุข คือคุณภาพชีวิต (สมจิตรา กิตติมานนท์, 2553) ฉะนั้น การฝึกอบรมหรือสร้างโอกาสให้เยาวชนรูและเข้าใจตามนัยดังกล่าวนั้น ผู้วิจัยมองว่าพ่อแม่ ครูอาจารย์และสังคมต้องรับผิดชอบคือ สั่งสอน อบรมหรือขูดเกลาจิตใจ อย่างต่อเนื่องจนทำเยาวชนให้เกิดความรูสึกในทางจิตใจคือ “ความสลดสังเวช” ใจถึงจะเปลี่ยนและสำนึกได ถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นรอบด้าน สิ่งสำคัญผู้ปกครองต้องบอกให้เด็กรูวา ความอร่อยในเรื่องกิน กาม เกียรติ เป็นศัตรูร้ายกาจของคน ความอร่อยคือบาป เยาวชนต้องรูวา คนเกิดมาไม่ใช่อยู่ด้วยความเอร็ดอร่อยจนตลอดชีวิต แต่ต้องรูถึงเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่าไม่มีใครไดตามความต้องการทุกอย่าง เมื่อเยาวชนไดรับการอบรมอย่างนี้แลว จะเข้าใจและประพฤติทำความมั่นคงให้แกความเป็นชนชาติไทยได เพราะอำนาจศีลธรรมนั้นๆ ทั้งโดยตรงและโดยออม ปัญหาเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนก็จะลดน้อยลง

จะเห็นว่า เยาวชนในปัจจุบันมีโอกาสน้อยที่จะไดเรียนรูและเข้าใจลึกซึ้งในขนบธรรมเนียมประเพณี อันดีงามในครรลองของพระธรรมที่เป็นรากฐานทางศีลธรรมอันดีงามขององค์กร เพราะสังคมไมไดถ่ายทอดหรือปลูกฝังให้พวกเขาจึงมองไมเห็นคุณค่า มีแต่จะเหยียบย่าทำลายและสร้างปัญหาขึ้น ปัญหานี้นี้แกไดหากครอบครัว ชุมชน หรือองค์กรต่างๆ ในสังคม ให้ความสำคัญหรือตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน และร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจัง เด็กและเยาวชนก็จะไดพัฒนาตน พัฒนาสติปัญญา พัฒนาศักยภาพของตน ก็พรอมที่จะทำสิ่งที่ดีงามเพื่อองค์กร

3) ด้านการสร้างคุณค่า

ผู้เขียนเห็นว่าผู้ให้ข้อมูลหลักได้เสนอแนวทางแก้ไขและเสริมสร้างลักษณะภูมิคุ้มกันด้านการสร้างคุณค่าพอสรุปได้ใจความสำคัญกว้างๆ ดังนี้

1. ให้เยาวชนอยู่ใกล้ชิดกับตัวอย่างที่ดี ได้ปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันจนเห็นคุณค่า

2. เสนอปัญหาให้คิด เมื่อเยาวชนเห็นปัญหาของคนอื่นหรือสังคมที่ตนเป็นส่วนหนึ่งมากๆ ก็จะนำไปเปรียบเทียบกับประสบการณ์ของตนเอง ทำให้เกิดความสำนึกมากขึ้นและจะเปลี่ยนแปลงค่านิยมและพฤติกรรมของตนเองโดยไม่รู้ตัว

3. จัดโอกาสให้เยาวชนได้ศึกษาหาประสบการณ์จากวิชาการบางอย่างซึ่งสามารถพัฒนาคุณค่านิยมได้ เช่น ศิลปะ ช่วยขัดเกลาจิตใจให้ละเอียดอ่อน เป็นต้น

4. สนทนาวิสาสะในชีวิตประจำวัน เมื่อได้พบเห็นหรือสัมผัสกับสิ่งต่างๆ ทั้ง ในโรงเรียนและนอกโรงเรียน ในบ้านและนอกบ้าน ก็นำมาวิเคราะห์วิจารณ์กับเด็กได้

5. สร้างคำขวัญที่คนส่วนใหญ่จะยอมรับนับถือร่วมกันทั้งนี้ต้องอยู่ในเขตที่เหมาะสม

6. จัดกิจกรรมแนะแนวโดยใช้กระบวนการกลุ่มเพื่อให้เด็กได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เรียนรู้จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้น ให้เด็กเกิดการเรียนรู้ซึ่งสอดคล้องกับเอื้อมอร ชลวร ที่กล่าวว่าองค์ความรู้ในด้านการจัดการความรู้และองค์ความรู้ในพระพุทธศาสนาคือ (1) การขัดเกลาทางสังคม (socialization) (2) การสกัดความรู้ออกจากตัวคน (Externalization) (3) การผสมผสานความรู้ (Combination) (4) การผนึกความรู้ในตน (Internalization) เป็นพลวัติ ที่มีการหมุนในลักษณะที่เป็นเกลียว (spiral) เป็นการสร้างความรู้ใหม่ที่ไม่รู้จบ แล้วนำหลักพุทธธรรม 4 หมวดข้างต้นมาเสริมแรงผลักดันให้เกิดพลังในการขับเคลื่อน (เอื้อมอร ชลวร, 2554) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความงอกงามในทุกๆ ด้านความซื่อสัตย์สุจริต เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาถูกต้องและเหมาะสมทั้งกาย วาจา ใจมีความยุติธรรมและละอายต่อบาป ไม่เอาเปรียบ ไม่ทุจริต ไม่หลอกลวง และไม่หาผลประโยชน์ในทางมิชอบ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมเชิงจริยธรรม ถ้ามีอยู่ในตัวบุคคลก็จะทำให้สังคมอยู่กันอย่างสงบเรียบร้อยและเกิดความเจริญต่อตนเอง

4. สรุป

ผู้สรุปเพื่อเสนอเป็นแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันกระแสบริโภคนิยม โดยผู้เขียนมองไปที่บทบาทของสถาบันทางสังคม ซึ่งถ้าสถาบันทางสังคมเป็นแบบอย่างที่ดีกล่าวคือเป็นกัลยาณมิตรที่ดีก็จะเป็นภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนให้ป้องกันกระแสบริโภคนิยม ได้แก่ สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนาและชุมชน มีดังนี้

1) สถาบันครอบครัว เป็นสถาบันแห่งแรกที่ให้ประสบการณ์และปลูกฝัง การถ่ายทอดทางพระพุทธศาสนาแก่เยาวชนมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า เยาวชนที่ได้รับการถ่ายทอดทางพระพุทธศาสนาจากพ่อแม่ของตนจากการอบรมสั่งสอนโดยตรงหรือจากการเห็นแบบอย่างการปฏิบัติพ่อแม่ จะเยาวชนที่เจตคติที่ดีต่อพุทธศาสนาและปฏิบัติตามหลักคำสอนทางพุทธศาสนามากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเยาวชนที่ได้รับการถ่ายทอดน้อย การอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ปฏิบัติต่อเยาวชนด้วยความรัก เอาใจใส่ ใกล้ชิด ให้การสนับสนุนช่วยเหลือและให้ความสำคัญแก่เยาวชนจะทำให้เยาวชนรักและเห็นความสำคัญของพ่อแม่ เป็นพื้นฐานสำคัญที่พ่อแม่จะอบรมสั่งสอนหรือถ่ายทอดความคิด ความเชื่อ ค่านิยมหรือพฤติกรรมต่างๆ สู่เยาวชนได้โดยง่าย และเยาวชนจะยอมรับหรือดูพ่อแม่เป็นแบบอย่างโดยไม่รู้ตัว

2) สถาบันการศึกษา ชีวิตการศึกษาของเยาวชนเป็นช่วงระยะเวลายาวนานหลายปีเยาวชนแต่ละคนใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงอยู่กับครู ครูจึงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังลักษณะนิสัยและบุคลิกภาพที่ดีรวมทั้งพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคมให้แก่เด็ก บทบาทของครูในการปลูกฝังอบรมเยาวชนอย่างถูกต้องเหมาะสมควรปฏิบัติ

3) สถาบันพุทธศาสนา จะเห็นได้ว่าพุทธศาสนาเป็นสถาบันที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของคนไทย เป็นแหล่งที่มาของวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียนประเพณีไทยและค่านิยมต่างๆองค์ประกอบที่สำคัญของพระพุทธศาสนาคือ พระธรรมคาสั่งสอน นอกจากนี้วัดและพระสงฆ์ก็เป็นองค์ประกอบเชิงรูปธรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวพุทธ ในปัจจุบัน สถาบันศาสนาได้ให้การสนับสนุนด้านการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในชนบทที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะการบวชเรียน เป็นการให้โอกาสทางการศึกษาแก่ผู้ด้อยโอกาสแล้ว การฝึกอบรมตามหลักพุทธศาสนาแก่พระสงฆ์สามเณรขณะบวชยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่ช่วยเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมแก่ผู้บวชได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้พระสงฆ์มีบทบาทสำคัญในการเข้าร่วมโครงการพัฒนาเยาวชนจากกรมศาสนา ดังนี้ คือ โครงการอบรมสามเณรภาคฤดูร้อน โครงการศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัดโครงการให้ความรู้แก่เยาวชนในโรงเรียนพุทธศาสนาวัดอาทิตย์และโครงการครูสอนศีลธรรมจริยธรรมในโรงเรียน

4) ชุมชน เป็นกลุ่มคนที่ดำเนินชีวิตในอาณาบริเวณเดียวกัน มีอาชีพและฐานะคล้ายคลึงกัน มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการดารงรักษาและสืบทอดคุณค่าทางวัฒนธรรมและศาสนาไปสู่สมาชิกรุ่นใหม่ของชุมชนด้วย เยาวชนที่เติบโตในชุมชนหนึ่งๆ ย่อมได้รับการหล่อหลวมตามวิถีชีวิตของชุมชนนั้นๆ ดังนั้น คาดได้ว่าการที่เยาวชนอยู่ในชุมชนที่เคร่งครัดในพุทธศาสนามาก ย่อมมีลักษณะและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามากกว่าชุมชนที่เคร่งครัดในพุทธศาสนาน้อย

เอกสารอ้างอิง

ผู้จัดการออนไลน์, “เด็กและเยาวชนไทยจะไปทางไหน ท่ามกลางกระแสบริโภคนิยม”, [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.manager.co.th/Home/, [06/08/2547].

มณีรัตน์ ลิ่มสืบเชื้อและคณะ, วิถีไทย, (กรุงเทพมหานคร : พระพุทธศาสนาแห่งชาติ, 2549.

สุภาพร พิศาลบุตรและยงยุทธ เกษสาคร, การพัฒนาบุคคลและการฝึกอบรม, พิมพ์ครั้งที่ 3,
(กรุงเทพมหานคร : วี เจ พริ้นติ้ง, 2545.

สุปรียา ธีรสิรานนท์, “การศึกษาวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ในพระพุทธศาสนาเถรวาท”, พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พระพุทธศาสนา), บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2556.

สมจิตรา กิตติมานนท์, “การบริโภคอาหารเจเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตตามแนวทางไตรสิกขา”, พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พระพุทธศาสนา), บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2553.

เอื้อมอร ชลวร, “การจัดการความรู้เชิงพุทธบูรณาการ”, พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (พระพุทธศาสนา), บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2554.

อนุวัต กระสังข์, “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กรตามแนวพุทธภายใต้กระแสบริโภคนิยม”, พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์), บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2556.



*ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การบริหารจัดการองค์กร



ความเห็น (0)