งาน "ชื่นใจ...ได้เรียนรู้ (ภาคครูเพลิน)" ครั้งที่ ๑๑ : ครูฝึก ฝึกครู

การพัฒนาการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยิ่งทำก็ยิ่งสนุกดังเช่น เราโยงตั้งแต่ชั้น ๓ มาจนถึงชั้น ๕ แล้วก็มาที่ชั้น ๖ ที่ทำโครงงานหุ่นเงา ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่าการทำหุ่นเงาของเขาคุณภาพแย่มากอย่างที่เห็นอยู่นี้ ความท้าทาย คือ เมื่อเห็นชัดเช่นนี้แล้วคุณครูจะทำอย่างไรต่อไป

านที่มีแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อน


หลังจากที่เราได้เห็นเจ้าของผลงานแล้ว มันน่าสนใจมากเลยว่าทำไมเด็กๆ ทำงานได้สวยงามขนาดนี้จนกระทั่งงานสวยๆ เหล่านั้นมาเป็นแรงบันดาลใจให้เราได้มีคำสวยๆ ออกมาในวันนี้




...ย้อนหลังกลับไปที่ชั้น ๓ เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นรุ่นของเด็กๆ ที่ตอนนี้เพิ่งเรียนจบชั้น ๖ ไป




ตอนนั้นครูใหม่ได้แนะนำให้ คุณครูสาว - วราภรณ์ ฉ้วนกลิ่น ทำกิจกรรม "มุมโปรดของฉัน" เป็นนำมาเป็นหัวข้อของการสร้างงานชิ้นสุดท้ายของนักเรียนชั้น ๓ ที่หลักสูตรของโรงเรียนเพลินพัฒนากำหนดให้วาดภาพทิวทัศน์ ครูใหม่จึงบอกกับคุณครูสาวว่า ให้เด็กๆ ไปหามุมส่วนตัวที่โปรดปรานในโรงเรียนมาวาดกัน เพราะเชื่อว่าความประทับใจจะช่วยสร้างให้งานแต่ละชิ้นมีมุมมองที่น่าสนใจ แล้วงานก็ออกมาสวยงามมากจริงๆ ครูใหม่ได้เก็บผลงานชุดนั้นไว้ และในที่สุด...ผลงานวันนั้นก็ได้มาเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนชั้น ๕ ในวันนี้

ครูใหม่ได้คุยกับคุณครูหนึ่ง - สันติสุข ซุ่นกี้ ถึงงานชุดนี้ ว่าน่าจะนำมาสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กชั้น ๕ เกิดแรงบันดาลใจในการทำงานได้ดี ครูหนึ่งก็ได้ลงมือถ่ายภาพวาดสีชอล์กของน้องชั้น ๓ ไปให้พี่ชั้น ๕ ดูเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และกล่าวแนะนำว่าไม่จำเป็นที่เด็กต้องดูจากงานของนักเรียนในชั้นที่โตกว่าเท่านั้น เพราะขึ้นอยู่กับอารมณ์ของแผนการเรียนรู้ในแต่ละคราวที่ครูปรารถนาจะจัดการให้เกิดผลเช่นไรกับผู้เรียน


ก่อนที่จะลงมือทำงาน ครูหนึ่งนำภาพสีชอล์กชุดนี้ไปชวนเด็กชั้น ๕ คุยว่าพี่ชั้น ๖ รุ่นนี้ตอนที่อยู่ชั้น ๓ ทำชิ้นงานสีชอล์กได้สวยขนาดนี้ แต่เราจะมาลองทำกันใหม่โดยใช้สีน้ำ


แผนการเรียนรู้นี้สำเร็จลงด้วยดี เพราะเด็กๆ ชอบออกไปเรียนรู้นอกชั้นเรียน และบรรยากาศวันที่ทำงานชิ้นนี้ ภาพแรกที่เห็นคือ เด็กคนหนึ่งกำลังมีสมาธิจดจ่อกับงานของตัวเองอยู่บนเนินหญ้า



ครูต้องปลดปล่อยเขาจากห้องเรียนสี่เหลี่ยมและทำให้เขารู้สึกสบายใจจากการได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ



คุณครูหนึ่งกำลังให้คำแนะนำเรื่องการวาดภาพสีน้ำ





การพัฒนาการเรียนรู้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยิ่งทำก็ยิ่งสนุกดังเช่น เราโยงตั้งแต่ชั้น ๓ มาจนถึงชั้น ๕ แล้วก็มาที่ชั้น ๖ ที่ทำโครงงานหุ่นเงา ถ้าพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่าการทำหุ่นเงาของเขาคุณภาพแย่มากอย่างที่เห็นอยู่นี้ ความท้าทาย คือ เมื่อเห็นชัดเช่นนี้แล้วคุณครูจะทำอย่างไรต่อไป




งานที่ขาดแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อน


ครูใหม่ถามคุณครูที่ร่วมฟังอยู่ว่า ถ้าครูสังเกตดูให้ดี เวลาที่เด็กทำงานครูจะประเมินได้ว่า เขาตั้งใจกับมันไหม ทุ่มเทกับมันไหม เราประมาณการศักยภาพของเขาได้ไหม ถ้าเมื่อกี้คือชั้น ๓ และชั้น ๕ แล้วนี่คือชั้น ๖ พอเห็นงานแล้ว "อ่านออก" ไหมคะว่างานที่ทำมาส่งครูนี้มีพัฒนาการถอยหลังจากจุดตั้งต้น



ชิ้นนี้เด็กไม่ได้คิดวางแผนก่อนที่จะลงมือทำงาน ตัวหนังสือจึงกลับด้านอย่างที่เห็น


พอครูใหม่เห็นงานชุดนี้ที่เด็กชั้น ๖ ทำ ก็บอกกับครูหนึ่งว่าเป็นคุณภาพที่รับไม่ได้ทั้งเซ็ทเลย จากนั้นจึงชวนกันหาวิธีการที่จะเริ่มต้นใหม่ แล้วเลยคิดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กจัดการนำศักยภาพที่เขามีออกมาใช้กับงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่และมีความเป็นเจ้าของงานอย่างแท้จริง เพื่อเป็นบทเรียนให้กับพวกเขาทุกคนว่า ที่ผลงานของภาคเรียนที่แล้ว มีสภาพเป็นเช่นนี้เพราะเขาไม่ได้จริงจัง ตั้งใจที่จะทำให้ดีที่สุด และไม่ได้คิดกับมันมากพอ


ก็เลยบอกกับครูหนึ่งว่า ผลงานชิ้นที่ดีที่สุดของนักเรียนศิลปะก็คืองานชุด "ศิลปนิพนธ์" ซึ่งเราต้องทุ่มเททั้งความคิด กำลังกาย กำลังใจและเทคนิคทักษะต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ออกมาเป็นงานที่ดีที่สุดและเป็นชีวิตชั้น ๖ ที่รู้สึกฟินมาก แต่ถ้าจบชั้น ๖ ไปด้วยอาการแบบที่ผ่านมาเขาจะคิดกับชีวิตชั้น ๖ ยังไง มีแต่งานท่วม ต้องทำงานให้เสร็จ แต่คุณภาพงานจะออกมาเป็นยังไงก็ช่างมัน... เราไม่ได้อยากได้เด็กแบบนี้ จึงมาคุยกันว่าถ้าเด็กทำแบบนี้ได้เด็กต้องมีแรงบันดาลใจมากพอ จึงมาคิดว่างานเทอมนี้ไม่ต้องมากชิ้น แต่ขอเป็นชิ้นที่ดีที่เด็กรู้สึกภูมิใจที่เขาได้ทำมันออกมา ได้ใช้ความพยายามเต็มที่ เนื้อหาชั้น ๖ เรียนเรื่องอาเซียนอยู่ ดังนั้นจึงทำงานศิลปะนิพนธ์ในหัวข้อเรื่องอาเซียน



ชิ้นงานสร้างแรงบันดาลใจที่คุณครูนำมาให้นักเรียนชั้น ๖ ได้ศึกษาเรียนรู้


ครูหนึ่ง ชิ้นงานชิ้นที่เลือกมาชิ้นที่ ๑ เป็นของ จินจิน ตอนเข้าไปในชั้นเรียนได้อธิบายหัวข้อเกี่ยวกับการทำงานในชิ้นนี้ว่าเราจะทำอะไรกัน เด็กๆ ก็เกิดความตื่นเต้น เลยตั้งหัวข้อเรื่องศิลปะนิพนธ์ในอาเซียน ครูจึงบอกเด็กว่าทุกคนกำลังเป็นศิลปิน จะได้เผยความสามารถ เงื่อนไขคือเราจะบอกเด็กว่าทำงานแค่ชิ้นเดียว แต่กติกาในการทำงานคืองานที่ทำต้องมีความสวยงาม ประณีต ที่จะทำ ให้เด็กๆ ย้อนกลับไปคิดดูว่าเวลาเราไปเที่ยวแล้วเราชอบอะไร บางคนก็บอกว่าไปเที่ยวถนนคนเดินมาแล้วชอบ


ของแดนไทย ครูเห็นว่ามีทักษะในการวาดเส้น เด็กได้มาถามครูว่าจะทำอะไรดี ครูจึงให้เด็กย้อนดูตัวเองว่ามีความสามารถด้านไหน แล้วเด็กได้สเก็ตช์ภาพออกมาให้ครูดู ครูจึงชวนเด็กคิดว่าภาพที่สเก็ตออกมามีอะไรดี เด็กจึงตอบว่าลายเส้น ครูได้ให้กระดาษกับเด็กไป ๑ แผ่น เพื่อให้ไปทำงานลายเส้นเกี่ยวกับอาเซียน


ครูใหม่ ไม่ใช่เด็กทุกคนรู้จักตัวเองอย่างดี แล้วเราจะรอให้เด็กทำงานดีๆ ออกมา แต่นี่เป็นหน้าที่สำคัญที่ครูจะมองให้เห็นว่าเข้ามีอะไรดี และเขาทำอะไร เขาคิดและเติบโตแบบไหน ถ้าเด็กเปิดช่องครูต้องรีบใส่ไปเลยว่า ครูสังเกตว่าเธอวาดลายเส้นได้ดี สิ่งที่เขามีอยู่ในตัวก็จะค่อยๆ แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งได้ฝึกจะยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ อีก


ครูหนึ่ง แดนไทยได้นำชิ้นงามที่สเก็ตช์มาให้ครูหนึ่งดู ครูหนึ่งได้บอกว่าชิ้นงานนี้เราสามารถเพิ่มเติมอะไรได้บ้างเด็กก็เกิดความรู้สึกที่อยากจะต่อยอดชิ้นงานจาก ๑ ชิ้นกลายเป็น ๒ ชิ้น เลยเป็นที่มาของสมุดที่เขาทำขึ้นเอง คือหาสมุดที่สามารถแปรรูปงานกระดาษให้เป็นสมุด ๒ เล่มโดยการแบ่งซีกสมุด เพื่อมาสร้างและต่อยอดผลงานและคิดถึงคุณภาพของงานโดยถ้าไปตั้งในถนนคนเดินแล้วคนรู้สึกชื่นชอบและเห็นคุณค่าของงานชิ้นนี้ โดยใสบรรจุภัณฑ์ลงไปเพื่อเพิ่มมูลค่า


ครูใหม่ เราได้ใช้เทคโนโลยี คือการสแกนโดยได้ชิ้นงานที่ชัดเจนเหมือนเดิม แล้วเราได้นำภาพเขามาทำอะไรได้อีกเยอะแยะ


ครูหนึ่ง งานของต้นน้ำ สำหรับต้นน้ำในความคิดของผมคือ เป็นคนที่ออกแนววิชาการ เด็กคนนี้คิดอะไรเป็น Step พอเราได้ให้โจทย์เด็กไปเด็กถามกลับมาหนูจะทำอะไรดี ทำนู้นได้ไหม ทำนี่ได้ไหม ได้ตอบเด็กไปว่าทุกอย่างไม่มีคำว่าจำกัดสามารถทำได้หลากหลายเต็มที่ เด็กถามว่าจริงหรอครู เขาได้กลับไปทำสเก็ตงานลายเส้นทีละช่อง ต้นน้ำบอกว่าตนเองชอบสีขาวดำ ครูบอกว่าในความเป็นขาวดำมีอะไรซ่อนอยู่อีกเยอะ เช่น น้ำหนัก ลายเส้นที่เพิ่มไปได้อีกนะ เวลาที่ครูสอนศิลปะเด็กบางคนจะบอกว่าฉันชอบแค่นี้ พอใจแค่นี้แต่เรามีวิธีการสร้างแรงบันดาลใจให้เขาต่อยอดได้ ให้เห็นสิ่งที่เขาสามารถพัฒนาไปได้อีก จึงเกิดมาเป็นผลงาน ๑๐ ประเทศอาเซียนที่ใช้แม็คเน็ตทำ


ครูใหม่ เราก็ทำให้เด็กรู้สึกว่ารอบๆ ตัวเขามีอะไรอยู่แล้วเขาจะเอามาสร้างมาทำอะไร แต่ที่น่าสนใจคือคุณครูชวนเขาไปต่อ ไม่หยุดแค่ความคิดแรก จากชิ้นแรกที่เป็นขาวดำก็ได้สีออกมา


ครูหนึ่ง งานชิ้นนี้ก็ต่อไปเป็นที่คั่นหนังสืออีก

ผลงานเอกลักษณ์ในอาเซียนของฉันเป็นของ พุด ๖/๒ ส่วนตัวรู้สึกว่าเด็กคนนี้ไม่ค่อยเผยตัวตนเวลาเห็นแรก เวลาสอนแรกๆ อาจทำให้เด็กจำกัดว่าทำงานแล้วไม่ได้ปลดปล่อยออกมาเต็มที่ ซึ่งพุดเป็นเด็กที่เรียบร้อยมาก เวลาทำงานศิลปะครูหนักใจเหมือนกันครูก็ได้ทำให้เด็กรู้จักตนเองมากขึ้นโดยการ ใส่ข้อมูลเกี่ยวกับที่มา แรงบันดาลใจในการทำงาน เขาก็มีกระดาษมา ๑ แผ่น โดยบอกว่าหนูมีความสามารถในการวาดและตัดเส้นมาให้ครู อยากทำที่ขั้นหนังสืออย่างเดียว เลยให้เด็กลองกลับไปดูจุดเด่นของตนเอง เขาจึงคิดได้ว่าตนเองมีความสามารถในการใช้สีไม้ได้เป็นอย่างดี การลงสีตัดเส้นเป็นคนเนี้ยบมาก จนได้ตัวยักษ์ออกมา เด็กถามว่า ครูได้ไหม ครูบอกว่าในเมื่อมียักษ์ผู้ชายแล้วลองสร้างยักษ์ผู้หญิงออกมาด้วยเพื่อให้เป็นคู่กันไปและเป็นเอกลักษณ์ในตัวเอง เด็กได้ทำมาเพิ่มและเกิดความรู้สึกว่าสนุก ก่อนหน้านี้หนูรู้สึกว่าไม่มั่นใจเลย ไม่รู้ว่างานที่ทำออกไปจะถูกหรือผิด ครูได้บอกว่าคำว่าถูกผิดนั้นไม่มีใครจะมาจำกัดเราได้ถ้าเราทำแล้วแสดงให้คนอื่นเห็นว่าเรามีความสามารถตรงนี้จริงๆ ก็สามารถนำตรงนี้มาพัฒนาให้เป็นตัวตนของตนเองได้


ครูใหม่ พุดใช้เทคนิคสกรีนรูปยักษ์ลงบนหมอน เพราะตนเองมีทักษะด้านการเย็บ นี่เป็นทักษะที่เราไม่รู้ว่าเขามีซ่อนอยู่ แล้วครูหนึ่งก็ได้ยกผ้าบาติคที่มีให้กับเขา เรียกได้ว่าเราได้ดูแลเขาหมดเลยทั้งวิธีคิดและวัสดุอุปกรณ์ ไม่แปลกที่ครูมีงานที่เป็นคลังสมบัติให้นักเรียน


ครูหนึ่ง หลังจากเสร็จแล้วพุดขอทำเพิ่ม เขาเลยขอทำที่ขั้นหนังสือ


ครูใหม่ งานของเด็กคนนี้ชื่อว่า "เส้นสีในอาเซียน" แบ่งปันเป็นเด็กที่กล้ามเนื้อมือไม่ค่อยแข็งแรง เวลาเขียนหนังสือทีคุณครูชอบเขียนว่า คุณครูอ่านไม่ออกไปเขียนมาใหม่ได้ไหมคะอยู่เสมอ แต่เขาเป็นคนที่มีความคิดความอ่านที่เฉียบคมมาก


ครูหนึ่ง สำหรับงานชิ้นนี้ทุกคนอาจจะดูตื่นเต้นว่าทำไมครูหนึ่งถึงเลือกงานชิ้นนี้มา ครูหนึ่งเห็นว่าแบ่งปันมีศักยภาพ มีอะไรดีในตัวเอง มีศักยภาพ


ครูใหม่ ครูหนึ่งเห็นว่าแบ่งปันมีศักยภาพซ่อนอยู่ ขอให้ทุกคนกลับไปค้นหาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวลูกศิษย์ทุกคนเลยค่ะ


ครูหนึ่ง แบ่งปันถามว่า "ผมมีด้วยเหรอ มันใช่เหรอครูหนึ่ง" ครูบอกว่า "มีซิแบ่งปัน แบ่งปันลองกลับไปมีอะไรดีที่ครูคิดว่าแบ่งปันมีคือเป็นการให้เขาได้ทบทวนตนเองว่าเขาทำอะไรได้บ้าง" หลังจากนั้นเขาก็ถือกระดาษมาแผ่นหนึ่งที่ร่างรูปโขน ครูเห็นว่าเขากำลังค้นหาตัวเองเจอจริงๆ แล้ว ก็เลยบอกว่าครูชอบมากเลย งานของแบ่งปันมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองมากเลย แบ่งปันถามอีกว่า จริงหรอครู มันดีตรงไหนเนี้ย ครูบอกว่า "แบ่งปันอาจจะเห็นว่ามันไม่สวยนะแต่เวลามาอยู่ในงานศิลปะของครูมันสวยมากเลย สวยด้วยความมั่นใจในลายเส้น ความมั่นใจในการวาด" จนเขาได้ค้นพบทักษะในตัวเองที่เขาไม่รู้ ค้นหาแล้วเจอ แล้วสร้างผลงานขึ้นมา




ครูใหม่ สิ่งที่ต่างไปจากงานชิ้นที่แล้วมาคือการใช้สีที่รุนแรง ด้วยลายเส้นที่เป็นฟรีแฮนด์ ตามแนวของแวนด์โก๊ะ ที่เห็นทุกอย่างเคลื่อนไหวไปหมดแบ่งปันก็เหมือนกันคือ สิ่งที่เขามีอยู่เป็นกำลังภายในแล้วเขาพยายามจัดระเบียบแบบไม่มีระเบียบมีนเลยสวย


ครูหนึ่ง ชิ้นงานนี้เป็นของ นีร ๖/๒ ที่มาของงานชิ้นนี้คือความไม่คาดคิดเหมือนกัน เริ่มจากสมุดเล่มสีแดงตอนแรกไม่ได้เป็นสมุด เป็นแค่กระดาษที่มาจากทักษะในการตัดของเขา เราอาจจะไม่ได้มองว่าการทำหุ่นเงาก่อนหน้านี้เขามีทักษะการตัดคัทเตอร์ กล้ามเนื้อมือเขาดีมาก ตอนแรกเปิดโจทย์ไปเขานั่งตัดเป็นลวดลายของดอกไม้ที่เขาคิดในอุดมคติของเขาเองแต่ที่มาของแนวคิดนี้คือดอกไม้ ตัดสักพักพอครูหนึ่งเดินผ่านไปก็ถามว่า นีรทำอะไรอยู่ เขาตอบว่าจะทิ้งแล้วครูงานชิ้นนี้ เราก็ตกใจว่า จะทิ้งทำไมนีร รู้ไหมว่านีรมีทักษะในการตัดมาก ก็เลยนั่งคุยกับเขาไปว่า งานชิ้นนี้ของนีรสามารถทำอะไรได้บ้าง เขาก็ตอบว่าไม่รู้จะมีอะไรเพิ่มเติม ครูหนึ่งเลยให้เวลาเด็กทบทวนเดี๋ยวกลับมาคุยกัน เด็กตอบว่างานชิ้นนี้สามารถทำอะไรได้หลากหลายมากขึ้น




ครูใหม่ เขามีแนวทางของเขาจากการตัดกระดาษ แล้วเขาก็เอารูปลักษณ์จากการตัดกระดาษไปทำเป็นลายเส้น ตอนนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวเขาไปแล้ว แล้วเขาก็เข้าใจว่าเขาจะเข้าใจมันอย่างดี เขาตั้งชื่อผลงานว่าดอกไม้ในอุดมคติ แปลว่าเป็นดอกไม้ที่อยู่ในใจของเขาไม่จำเป็นต้องเหมือนดอกไม้ที่อยู่บนโลกนี้ก็ได้ แต่มันปรากฏขึ้นในใจของเขา


ครูหนึ่ง งานชิ้นต่อไปของ ถู่ทู้

ครูใหม่ ชื่องานคือ "พันธุ์พฤกษา" เขาต้องการนำเสนอดอกไม้ที่เขาสนใจ ที่เขาชื่นชอบแต่ภาษาที่ถ่ายทอดแตกต่าง แรงบันดาลใจแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับคนเมื่อกี้ แม้ว่าเด็กจะสนใจดอกไม้เหมือนกัน แต่มันไม่เหมือนกัน และครูก็อย่าพยายามทำให้เหมือน


ครูหนึ่ง ผลงานของเด็กทั้ง ๒ ชิ้น จะเห็นความเป็นตัวตนของเด็กอย่างชัดเจน ดอกไม้ของเด็กทั้งสองมีที่มาที่ต่างกัน อีกคนมาจากลายเส้น อีกคนมาจากการตัดก่อน ผลงานชิ้นนี้มีแรงบันดาลใจคือ ก่อนหน้านี้วาดตราอาเซียน เริ่มจากการวาดลายเส้นก่อน


ครูใหม่ เด็กคนนี้เอาองค์ประกอบรองไปเป็นองค์ประกอบหลัก แล้วเขาสนใจที่จะวาดดอกไม้ประจำชาติของทุกประเทศในอาเซียนเลย น่าสนใจที่ครูหนึ่งให้เวลาเขา ไม่เร่งรัดหรือบังคับให้ใครคิดออกมาในเวลา ๓ วัน ถ้าปล่อยให้เขาอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างผ่อนคลายแล้วความคิดก็จะค่อยๆ ผุดออกมาเองเขาก็จะทำงานต่อเนื่องจนเป็นงานชิ้นนี้


ครูหนึ่ง แยม ชื่อผลงานคือ "ดอกไม้ในอาเซียน" จะเป็นที่รู้กันดีว่าแยมจะมีความสามารถด้านศิลปะแต่เป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตนเองพอสมควรแต่เขาก็สร้างผลงานออกมาได้สวยงามดูได้จากผลงานที่เขาจะคิดถึงประโยชน์ใช้สอยทุกอย่างเลย เวลาทำงานทุกครั้งเด็กจะถามว่าครูหนูสามารถเอาไปต่อยอดเป็นมูลค่าได้ไหม หนูมีวัสดุอุปกรณ์พร้อมมากเลยเด็กบอกว่าหนูอยากขายคะครู

เด็กจะวาดดอกชบามา ๑ ดอกแล้วถามว่าครูได้ไหม ครูเลยบอกว่า แยมลองกลับไปทบทวนดูซิว่าดอกไม้ในอาเซียนมีอะไรอีกบ้าง เด็กๆ ทุกคนมีความมั่นใจในตัวเองแต่ต้องการที่จะถามครูว่ามันใช่หรือเปล่า


ครูใหม่ จริงๆ แล้วความเป็นต้องเขาต้องการการยืนยันในสิ่งที่ชัดเจนและถูกต้อง แม้ว่าเราจะพูดว่ากลับไปคิดดูเองนะ แต่ถ้าดวงตาและดวงใจของเรายืนยันเขาจะรับรู้ได้โดยไม่ต้องพูดแม้แต่คำเดียว สิ่งที่ครูหนึ่งระบุเด็กตัวเองคือ มีทักษะทางด้านศิลปะแต่ไม่มั่นใจในตัวเอง เห็นชัดมากเพราะว่าเขาจะทำเป็นองค์ประกอบย่อยให้จบภายในดอกเดียวแต่ว่าคนที่มีความมั่นใจเขาจะสร้างโครงสร้างทั้งหมดเพื่อรองรับให้ทุกสิ่งที่เขาคิดมันอยู่ร่วมกันได้


ครูหนึ่ง ผลงานชิ้นต่อไปเป็นของ โอปัญญ์ ครูชั้น ๖ จะรู้จักโอปัญญ์ในอิริยาบถ เงียบ เขาจะเงียบและนั่งวาดรูปของเขาไป เขามีทักษะด้านวาดรูปอยู่ๆ ก็มีกระดาษ ๑ แผ่นมาส่งครูเป็นรูปยักษ์ที่เขียนว่า ไทยแลนด์ เป็นรูปผู้ชาย รู้สึกว่าเด็กคนนี้ขยันวาดนะ มีการลงสีด้วยและจัดองค์ประกอบของภาพได้ดีมากเพราะดูแล้วสามารถขายได้ เอาไปวางตรงไหนคนอยากจับขึ้นมาดู จึงบอกเด็กว่าชอบงานของเขามาก มีการจัดองค์ประกอบ เราสามารถเห็นเด็กคนนี้โดยเขาเห็นมุมมองจากสิ่งที่เราสอนไป เขาจะเอาความรู้จากศิลปะมาใช้ในผลงานชิ้นนี้ เลยถามเด็กว่างานจะเพิ่มอีกได้ไหม วาดยักษ์ผู้หญิงเพิ่มอีกได้ไหม เด็กบอกว่าได้เลยครูหนูอยากทำมากเลย เลยกลายเป็นยักษ์ผู้หญิงมาคู่กับยักษ์ผู้ชาย


ครูหนึ่ง งานของข้าวปั้น ชื่องาน "อัตลักษณ์ในอาเซียน" ดูจากผลงานจะรู้ว่าศิลปะแน่นมาก แต่มีความเป็นศิลปินในตัวอยู่เหมือนกันเวลาทำงานเขาจะไม่ค่อยอยู่นิ่งชอบหามุมของเขาเอง เราจะปล่อยอิสระในการทำงาน เพราะวิชาศิลปะจะไม่เหมือนวิชาอื่นเราจะปล่อยอิสระให้เขาเต็มที่

งานชิ้นต่อไปมีแรงบันดาลใจมาจากปืนกาวของครู ในขณะที่เด็กผู้หญิงคนอื่นวาด แต่เด็กคนนี้นั่งปั้น


ครูใหม่ เขาเป็นนักรักบี้ของโรงเรียน ความสนใจของเขาจะเป็นแบบมิติ งานของเขาเกิดจากกาว ๑ หยด แล้วจากการที่งานของเราไม่จำกัดเทคนิคเราจะเห็นได้เลยว่าเด็กคนไหนสนใจเรื่องอะไรแล้วเขาเอาอะไรมาใช้ในการทำงาน


ครูหนึ่ง เด็กคนถัดไป ถ้มองในมุมของครูจะเห็นว่าเขาไม่มีทักษะในการวาดแน่ๆ เลย แต่จริงๆ แล้วเขามีทักษะในการวาดพอใช้ได้เหมือนกัน แต่เขาอยากพลิกคาแรคเตอร์ของตัวเองโดยการหาสมุดและนิตยสารของไทยที่มีรูปอยู่แล้วมาตัดและจัดวางองค์ประกอบและสำคัญคือจัดองค์ประกอบได้ดีด้วย




งานต่อไปเป็นของกันต์ ที่ชอบศิลปะและมีความสามารถด้านลายเส้นสูง งานวาดเส้นของเขาไม่ได้มีแบบ เกิดจากจินตนาการของตนเองล้วนๆ วาดจากความรู้สึกขณะนั้น ครูหนึ่งคิดว่าเด็กคนนี้มีความรู้สึกเกี่ยวกับความเป็นไทยเยอะ และได้สัมผัสสถานที่ต่างๆ แล้วนำมาถ่ายทอดให้คนอื่นเห็นได้ชัดเจนว่าเขามีตัวตนเรื่องนี้ชัดเจน และเขาก็รู้ตัวเองด้วยว่าตนเองมีความสามารถเรื่องนี้










ครูใหม่ อันนี้เป็นจุดหนึ่งนะคะว่าเราไม่ได้สอนอาเซียนเพื่อให้เด็กเป็นคนของอาเซียนหรือเป็นคนกระจุกหนึ่งของโลก แต่ว่าเราสอนอาเซียนเพื่อให้เขาเป็นคนไทยเราจะเห็นได้ไงว่าเราตัวดำตัวขาวถ่มไม่มีเพื่อนข้างๆ เราจะให้ความเป็นไทยปรากฏชัดได้อย่างไรถ้าเราไม่เคยรู้จักชาติอื่น อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมากว่า ความเป็นไทยที่เราจะปลูกฝังให้เขา มันจะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต เราเชื่อได้ว่าถ้าเด็กพ้นจากโรงเรียนนี้ไปเขาจะไม่สามารถหาเรื่องนี้ได้จากที่ไหน รากแก้วของเขาต้องสร้างจาก รร. เด็กๆ ที่เคยผ่านครูนัท ครูบิ๊กมาจะรู้จักสมุดไทยทุกคน เด็กจะเห็นภาพสมุดไทยแล้วเอาภาพสมุดไทยไปซ้อนกับสมุดฝรั่งแล้วสร้างสมุดไทยขึ้นมาในแบบของตัวเอง

ความคิดที่ซับซ้อนหลากหลาย ความลุ่มลึกตัวนี้เราจะสร้างให้เกิดขึ้นกับเด็กของเราได้อย่างไร เป็นโจทย์เหมือนกัน


ครูใหม่ ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาการสะท้อน ขอให้ทุกคนนึกย้อนไปว่าช่วงเช้านี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง ขอรับฟังเสียงสะท้อนสัก ๒-๓ ท่านนะคะ


ครูนัท ESL จากที่ครูหนึ่งได้แนะนำให้เห็นผลงานของความเปลี่ยนแปลงจากภาคจิตตะมาภาคเรียนสุดท้ายคืออย่างแรกที่เห็นคือความแตกต่าง จุดที่ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เห็นว่าทำไมเด็กถึงไปได้ไกลขึ้นขนาดนั้น เหมือนเราเปิดโลกให้เด็กได้ไปดูศิลปะนิพนธ์ที่สูงขึ้น ใหญ่ขึ้น เพราะว่าเด็กๆ เวลาเรียนรู้จากเพื่อนข้างๆ หรือลอกเลียนแบบจากคนใกล้ตัว เพราะฉะนั้นเขาจะไม่เห็น ไม่มีไอเดียจากข้างนอกว่าเป็นอย่างไร การได้เห็นภายนอกทำให้ความคิดเด็กก้าวกระโดด และมีความสร้างสรรค์ และชื่นใจที่ไดเห็นผลงานเด็กๆ จริงๆ แล้วการให้เวลา ๖ สัปดาห์กับงาน ๑ ชิ้น ถามว่าเป็นความเสี่ยงไหม ถือว่าเป็นความเสี่ยงเพราะเด็กจะติดเล่นติดอะไรหลายๆ อย่าง น้อยคนที่จะรู้คุณค่าของเวลา และใช้มีคุณค่า เด็กทำเพราะมีความสนใจและอยากทำจริงๆ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และเราควรปรับใช้ในทุกๆ วิชา เด็กควรเรียนรู้เพราะอยากเรียนรู้ อยากเรียนเพราะอยากเรียนรู้


ครูใหม่ ทำอย่างไรเด็กถึงจะพร้อมกระโดดไปกับเรา ทำอย่างไรเราถึงจะไม่มีเฉพาะเด็ก A ถ้าเราทำให้เด็กทุกคนก้าวไปพร้อมกับเรา และเข้าเส้นชัยไปด้วยกันแต่นี่ไม่ใช่การแข่งขันแต่เป็นความภาคภูมิใจในการก่อสร้างชีวิตให้มีความมั่นคงขึ้น


ครูปั๊กเป้า ชื่นชมน้องหนึ่ง งานเจ๋ง ดูแล้วกำลังเป็นห่วงเด็กที่มีผลงานไม่ค่อยดี (ไม่มีแล้ว) ครูปักเป้าสกัดแนวความคิดออกมาได้ ๗ ประเด็นและจะเอาไปใช้อย่างไรกับวิชาพื้นฐานที่เราไม่สามารถให้เขาทำอะไรได้ตามตัวเองได้ขนาดนั้น แต่เราจะทำอย่างไรให้เขารู้สึกชอบ


ครูใหม่ ตอบเหมือนครูหนึ่งก็คือลองกลับไปคิดทบทวนดูว่าเราคิดว่าอะไรที่ทำแล้วได้หรือไม่ได้ สิ่งที่จะทำต่อเราจะไปให้คำปรึกษา


ครูปั๊กเป้า สิ่งที่ฟังแล้วสะดุ้งคือ เราจะรู้จักความเป็นไทยได้อย่างไรถ้าเราไม่รู้จักชาติอื่น แล้วเราจะรู้จักตัวเราได้อย่างไรถ้าเรายังไม่รู้จักคนอื่นเลย


ครูแป๊ะ โรงเรียนนี้มีสิ่งที่ทำให้ผมประทับใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคุณครูที่น่ารัก กระบวนการสอนที่น่าสนใจ และ ๑ ในนั้นคือ โปสเตอร์ที่เคยติดหน้าห้องบุคคลในนั้นมีข้อความที่น่าประทับใจหลายอย่าง คือ เราไม่ได้ประเมินเด็กผ่านข้อสอบ คือไม่ได้มุ่งหวังเด็กว่าเด็กจะเรียนจบปริญญาตรี และจบ ป.๖ ไปทำงานได้ ได้ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มา มากมาย พอเห็นแล้วก็ เออ จบ ป.๖ ไปทำงานได้จริงๆ


ครูใหม่ ขออนุญาตให้พี่ติ่งได้บอกเล่าว่าที่เห็นวันนี้ใกล้เคียงกันไหมกับฝันที่พี่ติ่งเคยมีเมื่อ ๑๕ ปีก่อน ตอนที่หอบความฝันมาร่วมก่อตั้งโรงเรียนด้วยกัน


พี่ติ่ง - สภาวดี ที่ได้มาเห็นวันนี้ไปไกลกว่าที่ฝันเคยมี ขอบคุณครูใหม่และคณะครูทุกท่านนะคะ ที่ทำให้มีโอกาสได้ร่วมเรียนรู้ ช่วงเวลาสั้นๆ อาจจะได้เห็นแค่ตัวอย่างวิชาเดียว ก็เห็นสิ่งที่เป็นเนื้อเป็นตัวของเพลินพัฒนา ต้องชมครูใหม่ (พูดง่ายๆ ว่าครูใหญ่) ครูใหญ่แม่น เป๊ะ เห็นชิ้นงานก็บอกได้ว่าแบบนี้ยังไม่ถึงมาตรฐาน ซึ่งก็เป็นเรื่องนี้ จริงอยู่ที่เราก็รู้ว่าเราต้องให้เด็กเติบโตตามศักยภาพแต่เราอยากให้เขาไปถึงมาตรฐานที่ ป.๖ เป็นผู้ประกอบการได้ด้วยตัวเอง มันมีมาตรฐานอยู่การที่เรามีคนช่วยเตือนว่าถึงหรือยัง มาตรฐานที่ว่านี้ไม่ใช่มาตรฐานที่ใช้กรอบและครอบลงไปแต่เราหมายถึงสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งมีศักยภาพที่จะไปถึง เรื่องที่ ๒ ประทับใจครูใหม่ ขอบคุณแทนเด็ก วันนี้ได้เห็นความเป็นครูชัดเจน เราไม่ค่อยเจอคุณครูที่เห็นรายละเอียดของเด็กเป็นคนๆ ได้ขนาดนี้ บอกได้ อธิบายได้ว่าเขาเป็นอย่างไร เขามาอย่างไร และเขากำลังเป็นอย่างไรและเรากำลังเห็นอะไรบางอย่างที่เขาจะไป เขาจะไปหรือไม่ไปเราไม่รู้แต่เรารู้ว่าเรามีหน้าที่บอกเขาว่าเขามีหนึ่งทางตรงนั้น เขาอาจจะไปทางอื่นก็ได้แต่นี่เป็นหนึ่งทางที่เราเห็นและเขาก็เลือกได้ อันนี้สำคัญที่สุด โดยกระบวนการนั้นเห็นชัดเจนที่สุดที่คุณครูมีวิธี เทคนิคความเป็นครู กระบวนการความเป็นครู ที่ค่อยๆ พาเขาไปตอนนั่งฟังก็นั่งคิดเพราะกำลังเลี้ยงหลาน คิดว่าถ้าเราเจอแบบนี้เราจะทนแบบครูหนึ่งได้ไหมว่าลองกลับไปคิดดูซิ หรือย่าจะบอกไปเลยว่าเอ็งต้องทำอย่างนี้เลย เรื่องแบบนี้ละเอียดนะเพราะความที่เราคิดว่าเราอาบน้ำร้อนมาก่อน เรารู้จักโลกเราเห็น เราก็จะบอกเขาทุกอย่าง ความจริงมันง่ายกว่าที่จะบอกว่าคุณไปอย่างนี้ดีกว่า คุณไปอย่างนั้นดีกว่า แต่พอเราบอกว่าคุณลองกลับไปคิดดูแต่ครูเห็นอะไรบางอย่าง ก็จะเห็นชัดว่าจากงานขยุกขยุย อย่างที่ครูใหม่บอกว่าไม่ได้มาตรฐานกลายเป็นเขาเห็นและกลายเป็น passion กลายเป็นฉันทะที่เกิดขึ้นในตัวของเด็กและก็อยากทำไม่รู้จบ


พี่ติ่งเชื่อว่าเวลาจบแล้วเขาอาจจะไปอยากทำอะไรต่อ ปิดเทอมอาจจะมีใครกำลังนั่งตัด นั่งวาด นั่งทำลายเส้นของตนเองเพราะมันมีความสุขแล้ว มันมั่นใจและรู้ว่าอย่างน้อย ๑ เรื่องนี้ ฉันเก่ง และฉันจะเก่งได้ กระบวนการวันนี้ก็เป็นก็กระบวนการเรียนรู้ที่ดีมากเพราะเป็นการพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ตอนเริ่มเพลินพัฒนาเรามีภาพฝันเยอะ เราก็จะบอกเด็กๆ บอกผู้ปกครองด้วยภาพฝันของเราแต่วันนี้สิ่งนี้ก็เป็นความจริงของเด็ก และทำให้เรามั่นใจว่าโดยกระบวนการแบบนี้ คุณครูมี PLC แบบนี้มีการเคลื่อนทางความคิดร่วมกันแบบนี้เราก็จะพาเด็กไปได้ ต้องขอบพระคุณแล้วก็ชื่นชม ชื่นใจ ด้วยค่ะ



คุณครูผึ้ง - น้ำผึ้ง วงศ์นุช บันทึก






บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ฝึกตนฝนปัญญา



ความเห็น (0)