ปีการศึกษา ๒๕๕๙ คณะครูของโรงเรียนเพลินพัฒนา ที่สนใจจะพัฒนาความเป็น "ครูฝึก" ได้เข้าไปร่วมสังเกตการสอนในรายวิชา ทักษะการฟัง การอ่านเอาเรื่อง การพูด และการเขียนภาษาไทย (ASI ๑๐๔๐๔) ตลอดทั้งภาคเรียนภาคเรียน
คุณครูวิสาขา ข่าทิพย์พาที ได้เขียนบันทึกการสังเกตชั้นเรียน ครั้งที่ ๑๑ เอาไว้ดังนี้
ถอดการเรียนรู้การสังเกตชั้นเรียนของครูใหม่ วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๕๙
สังเกตการเป็นครูฝึกของครูผ้สอน
ตามกำหนดการเดิมของผู้สอน การเรียนการสอนครั้งที่ ๑๑ นี้จะเป็นการเรียนการสอนครั้งสุดท้าย แต่เนื่องจากผู้เรียนยังแก้ไขงานเดิมไม่เรียบร้อยและทำงานที่ได้รับมอบหมายยังไม่แล้วเสร็จ ครูผู้สอนจึงต้องปรับเปลี่ยนแผนการสอนในทันทีเพื่อก่อการเรียนรู้ให้กับทุกคน
สิ่งแรกที่ครูผู้สอนทำ คือ ตั้งคำถาม ว่าผู้เรียนจะวางแผนแก้ปัญหาอย่างไรกับงานที่ยังไม่เรียบร้อยและเป้าหมายวันนี้ที่จะเป็นการเรียนการสอนครั้งสุดท้าย แต่งานยังไม่เสร็จตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้จะทำอย่างไรดี เมื่อครูตั้งคำถามไปแล้วหน้าที่ต่อมา คือ อดทนรอให้นักเรียนแก้ปัญหาด้วยตนเอง ไม่ได้หยิบยื่นคำตอบให้นักเรียนไปตั้งแต่แรก แต่รอให้เขาหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเอง เมื่อผู้เรียนยังไม่ตัดสินใจและคิดอยู่นาน ครูจึงตั้งคำถามย่อยๆ ให้นักเรียนคิดตามไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายได้คำตอบว่าชั้นเรียนนี้จะเจอกันอีกครั้งในวันเสาร์ที่ ๑๗ ธันวาคม ๕๙ และวันนั้นงานของทุกคนจะต้องเสร็จสมบูรณ์
เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มการเรียนการสอน ครูเริ่มจากการเปิดคลิปให้ผู้เรียนดู และมีการตั้งเงื่อนไขก่อนการดูคลิป เพื่อให้การดูนั้นมีเป้าหมายชัดเจน ไม่ได้แค่ดูแล้วผ่านไป
เงื่อนไขที่ครูตั้งไว้คือให้คือ “เห็นอะไร รู้สึกอะไร เข้าใจอะไร” ให้ทุกคนเขียนบันทึกลงไปในสมุดของตนเอง
ขณะที่กำลังดูคลิปนั้น ผู้สังเกตชั้นเรียนรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าคลิปที่ครูผู้สอนเลือกมานั้นกำลังบอกกับทุกคนว่า การเรียนการสอนในชั้นเรียนภาษาไทยทั้งหมดที่ผ่านมา กว่าจะมาถึงวันสุดท้ายของชั้นเรียนนี้ ทักษะของผู้เรียนค่อยๆ สร้างและบ่มเพาะขึ้นมาผ่านกระบวนการและเนื้อหาที่มีการคิดและร้อยเรียงมาอย่างดีในทุกๆ คาบเรียน
เช่นเดียวกันกับกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่เกิดขึ้นในโอกาสการเฉลิมฉลองการครบรอบพระชนมายุของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ที่กว่าจะออกมาเป็นกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่สวยงามนั้น ต้องเกิดจากการเห็นคุณค่าและต้องอาศัยความร่วมมือ ตลอดจนความตั้งใจของหลายๆ ฝ่ายในการฟื้นคืนชีวิตให้กับเรือพระราชพิธี อีกทั้งยังต้องมีการเตรียมพร้อมและฝึกฝนอย่างยาวนาน ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนกว่างานนี้จะสำเร็จเสร็จสิ้นตามเป้าหมาย
เมื่อมองย้อนหลังกลับไปอาจจะนานถึงหลายร้อยปี ชวนให้นึกถึงภาพครูบาอาจารย์บรรพบุรุษที่ได้ส่งต่อคุณค่าของงานศิลปะหลายแขนง รวมถึงประเพณี วิถีชีวิต สังคม วัฒนธรรม ผลงานจากความงามและคุณค่าทางศิลปะของไทยไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว แต่มีการสั่งสมมายาวนานตั้งแต่ครั้งโบราณกาล มีการลงมือและลงแรงทำด้วยการเห็นคุณค่า ฝึกฝน ลองผิด ลองถูก ต้องใช้ความเพียรอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน ผลงานบางชิ้นก็ไม่ได้ทำคนเดียวแต่ทำร่วมกับผู้อื่น ผ่านมุมมองและความคิดที่หลากหลาย ประสานความร่วมแรงร่วมใจของหลายฝ่าย กว่าผลงานจะสำเร็จ เหมือนกับชั้นเรียนนี้ที่ครูก็ได้ฝึกผู้เรียนผ่านกระบวนการและกิจกรรมต่างๆ จนผู้เรียนเกิดการสั่งสมความรู้ ทักษะ ความสามารถและประสบการณ์ขึ้น การใช้สิ่งเหล่านั้นสร้างผลงานที่มีคุณค่าให้เกิดขึ้น สื่อที่ครูเลือกใช้นั้นแฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง เลือกสื่อที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง สื่อในชั้นเรียนครั้งนี้พาให้ทั้งผู้เรียนและผู้สังเกตชั้นเรียนพบกับความดี ความงาม ความจริง ได้อย่างลึกซึ้งจริงๆ
ครูยังคงเป็นครูฝึกอย่างต่อเนื่อง ไปถึงช่วงที่เกิดการแลกเปลี่ยนนั้น ผู้เรียนมุ่งเป้าไปที่การระบุวันเวลาที่ถูกต้องซึ่งไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญ ครูผู้สอนก็ต้องช่วยดึงผู้เรียนกลับมาให้อยู่ในประเด็นสำคัญที่ครูตั้งเป้าเอาไว้ว่าสำคัญมาก คือ เรื่องของระยะเวลา ความยาวนานในการเตรียมงาน ซึ่งประเด็นนี้ได้แฝงข้อคิดไว้หลายแง่มุมด้วยกัน
ก่อนเริ่มต้นการทำงานครูผู้สอน ได้ให้เงื่อนไขและช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ด้วยคำพูดว่า “ขอให้ทุกคนทำให้งานเขียนชิ้นนี้ เป็นงานเขียนที่ดีที่สุด” เมื่อเขียนเสร็จแล้วให้ตั้งชื่องานเขียนของตนเอง เงื่อนไขนี้ผสมผสานการทำงานโดยใช้สมรรถนะหลายด้านเข้าด้วยกัน เช่น จิตใจ ความคิด ทักษะการดู การฟังและการเขียน ช่วงระหว่างการทำงานเขียน ครูผู้สอนได้เดินดู สังเกตอ่านงานของผู้เรียน และให้คำแนะนำ ขณะที่ผู้เรียนกำลังทำงานที่ได้รับมอบหมาย
ครูผู้สอนสะท้อนให้ผู้เรียนฟังว่า การเรียนในครั้งที่ผ่านๆ มา ทักษะที่ทุกคนยังไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าไรคือทักษะการฟัง สังเกตจากได้ว่าในช่วงของการแลกเปลี่ยนงานที่เขียนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ผู้เรียนหลายคนยังไม่มีสติในการฟังเท่าที่ควร ทำให้ฟังยังไม่ต่อเนื่อง ในครั้งนี้ครูผู้สอนจึงจัดกิจกรรมการฝึกให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการฟังกันและกัน โดยให้เงื่อนไขว่า “ก่อนที่จะอ่านงานเขียนในวันนี้ ขอให้แต่ละคนกำหนดให้ชัดเจนว่าใครจะสะท้อนพัฒนาการในการเขียนของเพื่อนไหน ตั้งแต่เริ่มเรียนครั้งแรกมาจนถึงวันนี้ซึ่งเป็นการเรียนครั้งที่ ๑๑” เพื่อให้เป้าหมายของการฝึกทักษะการฟัง การประมวลความคิดเพื่อสะท้อนผลออกมาเป็นคำพูดมีความชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการประเมินสะท้อนพัฒนาการจากมุมมองของเพื่อนร่วมชั้นเรียน โดยไม่มีการเตรียมการมาก่อนอีกด้วย ข้อสังเกตที่เกิดขึ้นจึงมีความ "สด" และชวนฟัง ว่าใครเห็นอะไรในตัวของเพื่อนบ้าง
หน้าที่ฝึกของครูยังไม่หมดแค่นั้น ครูยังให้เงื่อนไขต่อไปอีกว่า “คนไหนที่ไม่เคยเริ่มอ่านงานเป็นคนแรก วันนี้ขอให้เป็นคนเริ่มอ่านเป็นคนแรก” วันนี้ ครูตั้งใจเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่ไม่ค่อยกล้านำเสนองานเป็นคนแรกๆ ได้มีโอกาสเริ่มโดยไม่ต้องรอที่จะเป็นคนที่สองหรือคนหลังๆ จะช่วยสร้างความมั่นใจว่าการทำอะไรเป็นคนแรกก็ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
ในช่วงที่ผู้เรียนกำลังอ่านงานเขียนของตนเองให้เพื่อนฟัง ครูผู้สอนก็ฟังจับประเด็นและจดบันทึก ประเมินงานของผู้เรียนไปพร้อมๆ กัน เมื่อผู้เรียนอ่านจบ หน้าที่ต่อมาของครูที่ทำหน้าที่เป็นครูฝึก คือ ชื่นชม แนะนำผู้เรียนเพื่อให้เกิดการพัฒนาเกี่ยวกับการใช้คำ ผ่านงานเขียนของผู้เรียน คำแนะนำนั้น ถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่ครูทุกคนควรต้องมีและฝึกฝนให้ใช้ได้อย่างเชี่ยวชาญและชำนาญ ถ้าครูทำได้ดี ผู้เรียนคงเกิดแรงบันดาลใจที่จะแก้ไขงานอย่างแน่นอน คำแนะนำจากครูใหม่นั้น มีทั้งคำชื่นชมในการใช้คำที่สละสลวยในงานเขียได้อย่างน่าสนใจ พัฒนาการของการเขียนที่ดีขึ้นในตัวผู้เรียนแต่ละบุคคล และแนะนำเรื่องของการใช้ภาษาเพื่อให้การเขียนงานดีขึ้น เช่น ประโยคที่เขียนควรจะสลับกันแล้วจะสื่อความได้ดีขึ้น บทสรุปที่กล่าวถึงเรื่องของการอนุรักษ์ หากเพิ่มคำว่า สืบสาน จะช่วยให้บทสรุปน่าสนใจและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เป็นต้น
ในประเด็นการแก้ไขงานนี้ ครูหลายคนเมื่อตรวจงานอาจจะเจอกับงานของผู้เรียนที่ต้องแก้ไขหลายประเด็น ตัวครูเองก็คงอยากจะบอกผู้เรียนให้แก้หมดทุกประเด็นที่ต้องแก้ แล้วคาดหวังให้ผู้เรียนแก้ไขให้ครบถ้วนทุกประเด็น แต่ครูก็ไม่ได้นึกถึงว่า ปัญหาหลายอย่างก็ไม่สามารถแก้ไขได้หมดภายในครั้งเดียว ปัญหาบางเรื่องอาจจะมาจากความรู้ของผู้เรียนที่ไม่เพียงพอ ครูต้องมีศิลปะในการทำให้ผู้เรียนแก้ไขงานนั้น
ครูใหม่ได้กล่าวกับกลุ่มครูที่มาสังเกตการสอนว่า “ในสถานการณ์วันนี้ครูผู้สอนมีหน้าที่ “หุง” ทำให้ผู้เรียนมีสติและสมาธิมากกว่าปกติ เมื่อผู้เรียนคู่หนึ่งตั้งสติได้ก็จะเกิดแรงกระเพื่อมต่อกัน ส่งผลให้ผู้เรียนคนอื่นๆ เกิดสติและสมาธิตามมาได้”
วิสาขา ข่าทิพย์พาที (ครูวิ)
ผู้บันทึกการสังเกตและสะท้อนผลชั้นเรียน