จับตากระแสท้องถิ่นภายหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ตอนที่ 2

  ติดต่อ

  จับตากระแสท้องถิ่นภายหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ตอนที่ 2  

13 เมษายน 2560

ทีมวิชาการ สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]

นับตั้งแต่ทราบว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 จะโปรดเกล้าฯ ประกาศใช้ในวันที่ 6 เมษายน 2560 [2] บรรดาชาวท้องถิ่นทั้งหลายต่างแสดงความหวั่นวิตกในเรื่องต่าง ๆ ทางสื่อสังคมออนไลน์มาตลอดอย่างไม่ขาดสาย

ภารกิจสำคัญในการตรากฎหมายด่วน

หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับใช้ แน่นอนว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงตามมาในหลายประการ เพราะจะต้องมีการตรากฎหมายใหม่ขึ้นมารองรับเนื้อหาในรัฐธรรมนูญร่วม 50 กว่าฉบับใน “กลุ่มแรก” เป็นกฎหมายเร่งด่วนมาก จำนวน 10 ฉบับเป็น “กฎหมายลูก” หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ” (พรป.) ได้แก่

(1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

(2) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

(3) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

(4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

(5) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

(6) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(7) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน

(8) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(9) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

(10) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ส่วนนี้จะตั้งต้นจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามระยะเวลาที่กำหนด คือ 240 วัน บวก 60 วันถ้าในกระบวนการร่างกฎหมายมี “ความเห็นต่างกัน” ก็ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีกตามกรอบที่กำหนดไว้แล้ว

ใน “กลุ่มที่สอง” เป็นกฎหมายว่าด้วย “การปฏิรูป” ซึ่งกำหนดเวลาไว้ชัดเจนว่าต้องทำให้เสร็จภายในเมื่อใด ซึ่งหากไม่แล้วเสร็จใครต้องรับผิดชอบอย่างไรบ้างกฎหมายกลุ่มนี้น่าสนใจมาก อาทิเช่น กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งกองทุนการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา, กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปการศึกษา, กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปตำรวจฯลฯ เป็นต้น ร่วมราว 40 ฉบับ แม้ไม่ได้กำหนดเวลาไว้แต่จะช้าจะเร็วต้องออกตามมา อาทิเช่น กฎหมายเรื่องการช่วยมารดาหลังคลอด, กฎหมายว่าด้วยสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ผลประโยชน์ชุมชน สวัสดิการชุมชน, กฎหมายว่าด้วยการรวมตัวกันขององค์กรผู้บริโภค, กฎหมายเวนคืนและคืนอสังหาริมทรัพย์, กฎหมายประกันสุขภาพ, กฎหมายการแพทย์ปฐมภูมิ, กฎหมายปรับปรุงระบบการสอบสวนและนิติวิทยาศาสตร์ฯลฯ ซึ่งสำคัญทั้งสิ้น

ตรวจสภาพสถานะ “แม่น้ำ 5 สาย” สปท. และ กรธ. ไปก่อน

การเปรียบองค์กรทางการเมืองที่มาจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปประเทศ ว่าเป็น “แม่น้ำ 5 สาย” อันได้แก่สายที่ 1 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สายที่ 2 คณะรัฐมนตรี (ครม.) สายที่ 3 สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งต่อมาก็คือ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สายที่ 4 คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสายที่ 5 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั้น เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ต่างยังมีอำนาจหน้าที่ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ค่อยๆ เปลี่ยนถ่ายอำนาจออกไปทีละสาย

แม่น้ำสายหลักที่จะหมดอำนาจไปก่อนก็คือ สปท. [3] ภายใน120 (หนึ่งร้อยยี่สิบวัน=4 สิงหาคม 2560) นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญเมื่อได้ดำเนินการจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ ตามมาตรา 65 [4] และ ลำดับต่อมาก็คือ กรธ. ตามมาตรา 267 [5] อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังต่อไปนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน (สองร้อยสี่สิบวัน=2 ธันวาคม 2560)

แม่น้ำสาย สนช. และ คสช. ไปสุดท้าย

ตกลงเมื่อพ้นระยะ 240 วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ (ประมาณภายในสิ้นปี 2560) ก็จะเหลือแม่น้ำเพียง 3 สาย คือ สนช., ครม., และ คสช. ซึ่งโดยนัยยะแล้ว “ครม. กับ คสช.”ถือเป็น“แม่น้ำสายเดียวกัน” ฉะนั้นตกลงจึงเหลือแม่น้ำสายสุดท้ายเพียง 2 สายเท่านั้น คือ สายที่ 1 สนช. และ สายที่ 2 คสช. (รวม ครม.) ซึ่ง ครม. และ คสช. นี้จะอยู่ยาวยืนยงไป “จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่” ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 264 [6] และมาตรา 265 [7]

การเสริมทัพแม่น้ำ 5 สายที่ขาดหายไป

เมื่อเหลือแม่น้ำขับเคลื่อนเพียง 2 สาย คือ สายที่ 1 สนช. และ สายที่ 2 คสช.และ ครม. เห็นว่าจะไม่ได้การ จึงต้องเสริมทัพโดยด่วน ด่วนแรกก็คือ การใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 แต่งตั้ง “คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง” หรือคำย่อว่า “ป.ย.ป.” [8] มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง และการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และแผนต่างๆ ตามนโยบายคณะรัฐมนตรีและ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ดำเนินต่อไปด้วยความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และรองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นกรรมการมี 4 คณะกรรมการคือ (1) คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ (2) คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ (3) คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ (4) คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง

พิจารณาตามนี้ ก็เป็นเพียงการเสริมทัพของแม่น้ำสายที่ 2 คสช. และ ครม. เท่านั้น ซึ่งเป็นเพียงองค์กร “ภายใน” เพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้เดินหน้าต่อไปเท่านั้น ฉะนั้น อาจเรียกได้ไม่เต็มปากว่าเป็น “แม่น้ำสายที่ 3” ภาระตกหนักจึงตกอยู่ที่ แม่น้ำสายที่ 1 สนช. เต็ม ๆ

เสริมทัพใหญ่ “สมาชิกวุฒิสภา”

ไฮไลท์ก่อนการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จะมีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)จำนวน 250 คนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 [9] กำหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 200 คน แต่ในวาระเริ่มแรกตามบทเฉพาะกาล คือ ตามมาตรา 269 [10] มีการสรรหาและแต่งตั้ง “สมาชิกวุฒิสภา” จำนวน 250 คน โดย

(1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้มีการเลือก ส.ว. 200 คน ตามกลุ่มที่แบ่งไว้ตามมาตรา 107 ซึ่ง คสช. คัดเลือกไว้ 50 คน (สำรองไว้ 50 คน) และ

(2) คณะกรรมการสรรหา ส.ว. (9-12 คน) จัดให้มีการคัดเลือก ส.ว. 400 คน คสช. คัดเลือกไว้ 194 คน รวมปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำนวน 6 คน เป็น 200 คน

สรุปตารางเวลาการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2561

สรุปตารางเวลา (Time Line) หรือ Roadmap สังเขป ดังนี้

(1) 6 เมษายน 2560 รัฐธรรมนูญประกาศมีผลบังคับใช้

(2) 2 ธันวาคม 2560 กรธ. จัดทำร่างกฎหมายลูกหรือ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.) 10 ฉบับ [11] แล้วเสร็จภายใน 240 วัน (สองร้อยสี่สิบสิบวัน) กรธ.จัดทำร่าง พรป. ตามมาตรา 267 วรรค 2 [12]

(3) กุมภาพันธ์ 2561 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ร่าง พรป. (จาก กรธ.) ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน (หกสิบวัน) ตามมาตรา 267 วรรค 4 [13]

(4) มีนาคม 2561 ศาล รธน. หรือองค์กรอิสระหรือ กรธ. ให้ความเห็น และตั้ง กมธ.วิสามัญ ภายใน 25 วัน (ยี่สิบห้าสิบวันเผื่อไว้ 30 วัน) ตามมาตรา 267 วรรค 5 [14] และ 1 มีนาคม 2561 สนช. ให้ความเห็นชอบ

(5) 24 มีนาคม 2561 นายกฯ ทูลเกล้าฯ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อลงพระปรมาภิไธย ภายใน 25 วัน ตามมาตรา 81 [15], 145 [16]

(6) กรกฎาคม 2561 พรป. มีผลใช้บังคับ ภายใน 90 วัน (เก้าสิบวัน) ตามมาตรา 146 [17]

(7) ตุลาคม – ธันวาคม 2561 กกต.จัดเลือกตั้ง ภายใน 150 วัน (หนึ่งร้อยห้าสิบวัน=พฤศจิกายน 2561 =อย่างเร็ว กันยายน 2561) ตามมาตรา 268 [18]

นักเลือกตั้งเตรียมวิ่ง 100 เมตร

สาธยายมาเสียยืดยาว ยังหาที่ลงไม่ได้ ผู้เขียนกำลังจะบอกว่า คงได้เวลาเตรียมตัวเตรียมใจของบรรดา “นักเลือกตั้ง” กันแล้ว รวมทั้งบรรดา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หรือ แม้แต่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)ในปัจจุบันก็ตาม ซึ่งได้สิทธิในส่วนนี้ไปเรียบร้อยแล้ว เตรียมตัวกันได้แล้ว ได้แก่

(1) ท่านที่เตรียมเข้ารับการสรรหา ส.ว. 250 คน (สองร้อยห้าสิบคน) ให้เตรียมความพร้อมเพราะจะมีการสรรหาและแต่งตั้ง “สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 250 คน โดย (1.1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้มีการเลือก ส.ว. 200 คน ตามกลุ่มที่แบ่งไว้ตามมาตรา 107 ซึ่ง คสช.คัดเลือกไว้ 50 คน (สำรองไว้ 50 คน) และ (1.2) คณะกรรมการสรรหา ส.ว. (9-12 คน) จัดให้มีการคัดเลือก ส.ว. 400 คน คสช.คัดเลือกไว้ 194 คน รวมปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จำนวน 6 คน (ไม่ต้องเลือก) รวมเป็น 200 คน

(2) ท่านที่จะสมัครนักการเมืองท้องถิ่น ในการเลือกตั้งท้องถิ่น จำนวน 7,983 แห่ง (ณ วันเลือกตั้งจริงอาจเหลือหน่วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นน้อยลง) พร้อมกันทั่วประเทศได้แก่ กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล และองค์การบริหารส่วนจังหวัด ให้เตรียมความพร้อมได้ และสุดท้าย

(3) คือการเลือกตั้งทั่วไป สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งระบบบัญชีรายชื่อ ระบบเขตเลือกตั้งขอให้ท่านที่เตรียมเข้ารับการเลือกตั้ง ส.ส. 500 คน (ห้าร้อยคน) [19] ให้เตรียมความพร้อมไว้ ในระบบแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 350 คนและ ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองจำนวน 150 คน



[1]Phachern Thammasarangkoon, Municipality Officer ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน 2560 ปีที่ 67 ฉบับที่ 23369 หน้า 10, การเมืองท้องถิ่น : บทความพิเศษ & หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ฉบับที่ 31 วันศุกร์ที่ 14 - วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน 2560, หน้า 66

[2]สำนักพระราชวัง เผย 6 เม.ย. ในหลวงเสด็จฯพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560, 3 เมษายน 2560, http://www.matichon.co.th/news/517421 & รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก วันที่ 6 เมษายน 2560, หน้า 1-90, http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/...

[3]มาตรา 266 ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปพลางก่อนเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จนกว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศที่ตราขึ้นตามมาตรา 259

เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือวิธีการทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อให้การปฏิรูปประเทศตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ มีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ได้

ให้นำความในมาตรา 263 วรรคเจ็ด มาใช้บังคับแก่การสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้วยโดยอนุโลม

มาตรา 259 ภายใต้บังคับมาตรา 260 และมาตรา 261 การปฏิรูปประเทศตามหมวดนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศซึ่งอย่างน้อยต้องมีวิธีการจัดทำแผน การมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ การวัดผลการดำเนินการ และระยะเวลาดำเนินการปฏิรูปประเทศทุกด้าน ซึ่งต้องกำหนดให้เริ่มดำเนินการปฏิรูปในแต่ละด้านภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้รวมตลอดทั้งผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังว่าจะบรรลุในระยะเวลาห้าปี

ให้ดำเนินการตรากฎหมายตามวรรคหนึ่ง และประกาศใช้บังคับภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

ในระหว่างที่กฎหมายตามวรรคหนึ่งยังไม่มีผลใช้บังคับ ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการปฏิรูปโดยอาศัยหน้าที่และอำนาจที่มีอยู่แล้วไปพลางก่อน

[4]“มาตรา 65 รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศ อย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการ กันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

การจัดทำ การกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย และสาระที่พึงมี ในยุทธศาสตร์ชาติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าว ต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน อย่างทั่วถึงด้วย

ยุทธศาสตร์ชาติเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

ดู ร่างรัฐธรรมนูญ 2559, https://www.prachamati.org/tags/ร่างรัฐธรรมนูญ-255...

&ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับลงประชามติ วันที่ 7 ส.ค.2559, https://drive.google.com/file/d/0BwQDBsOl_WyVSndDe...

“ยุทธศาสตร์ชาติ” เป็นกลไกใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับใดของไทยมาก่อน ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับมีชัย มาตรา 65 กำหนดให้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติขึ้นเพื่อเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศ โดยร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดกรอบว่ายุทธศาสตร์ชาติจะต้องมีเนื้อหาอะไรบ้าง กำหนดเพียงให้จัดทำกฎหมายเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติขึ้น

[5]มาตรา 267 ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2558 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2559 อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังต่อไปนี้ให้แล้วเสร็จ และเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

...

[6]มาตรา 264 ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่ และให้นำความในมาตรา 263 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วยโดยอนุโลม

[7] มาตรา 265 ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่

ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2558 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2559 และให้ถือว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับอำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังคงมีผลใช้บังคับได้ต่อไป

ให้นำความในมาตรา 263 วรรคเจ็ด มาใช้บังคับแก่การสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้ดำรงตำแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติด้วยโดยอนุโลม

[8]คำสั่ง หน.คสช.ที่ 3/2560 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง ลงวันที่ 17 มกราคม 2560, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนพิเศษ 19 ง วันที่ 17 มกราคม 2560 หน้า 37-41, http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/E/...

&คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 18/2560 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 3/2560วันที่ 31 มีนาคม พุทธศักราช 2560, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนพิเศษ 96 ง วันที่ 3 เมษายน 2560, http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/E/...

ข้อ 5 “ให้จัดตั้งสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรีขึ้นเป็นหน่วยงานในสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่กลั่นกรอง ตรวจสอบ ประเมินผล กำหนดตัวชี้วัด และติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการตามมติ ป.ย.ป. และคณะกรรมการตามข้อ 4 หรือตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายและประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสร้างความรับรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน โดยมุ่งเน้นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ (Agenda) และเชิงบูรณาการตามพื้นที่หรือกลุ่มภารกิจ (Area) ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่ในทางวิชาการและธุรการให้ ป.ย.ป. เลขานุการ ป.ย.ป. คณะกรรมการตามข้อ 4 และคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานต่าง ๆ

ให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรีและทำหน้าที่ประสานกับเลขานุการ ป.ย.ป. ในการขับเคลื่อนงานต่าง ๆ ให้บังเกิดผลสัมฤทธิ์ ในการนี้ ให้มีอำนาจขอยืมตัวข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐอื่นตลอดจนจ้างผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมมาบรรจุ แต่งตั้ง หรือปฏิบัติงานในสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรีได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ทั้งนี้ หน้าที่และอำนาจการบริหารงาน และการดำเนินงานของสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี ให้เป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการนั้น

เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคสอง ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจัดให้สำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี มีเจ้าหน้าที่ งบประมาณ สถานที่ทำงาน อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงาน และสามารถเบิกจ่ายงบประมาณในการดำเนินการต่าง ๆ ได้ตามที่ ป.ย.ป. กำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

ข้อ 5/1“เพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนงานด้านการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง ให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีสนับสนุนการดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งนี้ ตามความเหมาะสมหรือตามที่มีการร้องขอ โดยให้สามารถรับโอนทรัพย์สินของสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง และสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย มาดูแลใช้สอย รวมทั้งรับโอนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานดังกล่าวข้างต้นมาบรรจุ แต่งตั้ง หรือปฏิบัติงานในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

เพื่อให้ภารกิจในการสนับสนุนการดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศซึ่งได้ดำเนินการมาแล้วระยะหนึ่งเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ให้โอนอัตรากำลังข้าราชการและพนักงานราชการของสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เฉพาะในส่วนที่ยังไม่มีคนครองในวันก่อนวันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ พร้อมทั้งงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอัตรากำลังดังกล่าวไปกำหนดตำแหน่งในสังกัดสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยให้เป็นไปตามบัญชีรายละเอียดการตัดโอนตำแหน่งว่างและอัตราเงินเดือน ตามที่ อ.ก.พ. กระทรวง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอนายกรัฐมนตรีเห็นชอบ ทั้งนี้ โดยให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์หรือขั้นตอนที่กำหนดไว้ในกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอีก และเมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้วให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีรายงานสำนักงาน ก.พ. ทราบด้วย”

[9]มาตรา 107 วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสองร้อยคน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะหรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงานหรือเคยทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคม โดยในการแบ่งกลุ่มต้องแบ่งในลักษณะที่ทำให้ประชาชนซึ่งมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคนสามารถอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้

...

มาตรา 109อายุของวุฒิสภามีกำหนดคราวละห้าปีนับแต่วันประกาศผลการเลือกสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาเริ่มตั้งแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือก

[10]มาตรา 269 ในวาระเริ่มแรก ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสองร้อยห้าสิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคำแนะนำ โดยในการสรรหาและแต่งตั้งให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้

(1) ให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่งซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ และมีความเป็นกลางทางการเมือง จำนวนไม่น้อยกว่าเก้าคนแต่ไม่เกินสิบสองคน มีหน้าที่ดำเนินการสรรหาบุคคลซึ่งสมควรเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้

(ก) ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา 107 จำนวนสองร้อยคนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา 268 ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน แล้วนำรายชื่อเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

(ข) ให้คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา คัดเลือกบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมในอันจะเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภาและการปฏิรูปประเทศมีจำนวนไม่เกินสี่ร้อยคน ตามวิธีการที่คณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภากำหนด แล้วนำรายชื่อเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทั้งนี้ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จไม่ช้ากว่าระยะเวลาที่กำหนดตาม (ก)

(ค) ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติคัดเลือกผู้ได้รับเลือกตาม (ก) จากบัญชีรายชื่อที่ได้รับจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้ได้จำนวนห้าสิบคน และคัดเลือกรายชื่อสำรองจำนวนห้าสิบคน โดยการคัดเลือกดังกล่าวให้คำนึงถึงบุคคลจากกลุ่มต่าง ๆ อย่างทั่วถึง และให้คัดเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อที่ได้รับการสรรหาตาม (ข) ให้ได้จำนวนหนึ่งร้อยเก้าสิบสี่คนรวมกับผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นสองร้อยห้าสิบคน และคัดเลือกรายชื่อสำรองจากบัญชีรายชื่อที่ได้รับการสรรหาตาม (ข) จำนวนห้าสิบคน ทั้งนี้ ให้แล้วเสร็จภายในสามวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268

(2) มิให้นำความในมาตรา 108 ข. ลักษณะต้องห้าม (6) ในส่วนที่เกี่ยวกับการเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาใช้บังคับแก่ผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาซึ่งได้รับสรรหาตาม (1) (ข) และมิให้นำความในมาตรา 108 ข. ลักษณะต้องห้าม (2) มาตรา 184 (1) และมาตรา 185 มาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่ง

(3) ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาตินำรายชื่อบุคคลซึ่งได้รับการคัดเลือกตาม (1) (ค) จำนวนสองร้อยห้าสิบคนดังกล่าวขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งต่อไป และให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

(4) อายุของวุฒิสภาตามมาตรานี้มีกำหนดห้าปีนับแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาเริ่มตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ถ้ามีตำแหน่งว่างลง ให้เลื่อนรายชื่อบุคคลตามลำดับในบัญชีสำรองตาม (1) (ค) ขึ้นเป็นสมาชิกวุฒิสภาแทน โดยให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ดำเนินการและเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ สำหรับสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่ง เมื่อพ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในขณะได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ให้พ้นจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาด้วย และให้ดำเนินการเพื่อแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่งแทน ให้สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่าง อยู่ในตำแหน่งเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่

(5) ในระหว่างที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งบุคคลในบัญชีรายชื่อสำรองขึ้นเป็นสมาชิกวุฒิสภาแทนตำแหน่งที่ว่างตาม (4) หรือเป็นกรณีที่ไม่มีรายชื่อบุคคลเหลืออยู่ในบัญชีสำรอง หรือไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยตำแหน่ง ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่

(6) เมื่ออายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลงตาม (4) ให้ดำเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา 107 ต่อไป และให้นำความในมาตรา 109 วรรคสามมาใช้บังคับโดยอนุโลม

[11] มาตรา 267 ... (1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

(2) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

(3) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง

(4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

(5) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

(6) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

(7) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน

(8) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

(9) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

(10) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

[12]มาตรา 267วรรคสอง

การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวขึ้นใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และต้องมุ่งหมายให้มีการขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ และต้องทำให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และเมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เสนอตามวรรคหนึ่งเสร็จแล้ว ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันพ้นจากตำแหน่ง แต่ต้องไม่ช้ากว่าวันพ้นจากตำแหน่งของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามมาตรา 263

[13]มาตรา 267วรรคสี่

ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว สภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ในกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใดไม่แล้วเสร็จภายในเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนั้นตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเสนอ

[14]มาตรา 267วรรคห้า

เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา ถ้าศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง หรือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ให้แจ้งให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติทราบภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งมีจำนวนสิบเอ็ดคน ประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือประธานองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญมอบหมาย ฝ่ายละห้าคน เพื่อพิจารณาแล้วเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งเพื่อให้ความเห็นชอบ ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติไม่เห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเกินสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป ในกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติไม่ถึงสองในสามดังกล่าว ให้ถือว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ความเห็นชอบตามร่างที่คณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอและให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา 81

[15]มาตรา 81 ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติจะตราขึ้นเป็นกฎหมายได้ก็แต่โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา

ภายใต้บังคับมาตรา 145 ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติที่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้

[16]มาตรา 145 ร่างพระราชบัญญัติที่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้วให้นายกรัฐมนตรีรอไว้ห้าวันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้นจากรัฐสภา ถ้าไม่มีกรณีต้องดำเนินการตามมาตรา 148 ให้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในยี่สิบวันนับแต่วันพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว

[17]มาตรา 146 ร่างพระราชบัญญัติใด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภา จะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว

[18]มาตรา 268 ให้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา 267 (1) (2) (3) และ (4) มีผลใช้บังคับแล้ว

[19]มาตรา 83 สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคน ดังนี้

(1) สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสามร้อยห้าสิบคน

(2) สมาชิกซึ่งมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบคน

...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration

หมายเลขบันทึก: 627443, เขียน: , แก้ไข, 2017-04-27 18:50:55+07:00 +07 Asia/Bangkok, สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น#จับตากระแสท้องถิ่นภายหลังรัฐธรรมนูญ 2560#Time Line ตารางเวลาการเลือกตั้งทั่วไป 2561#เสริมทัพแม่น้ำ 5 สาย#นักเลือกตั้งเตรียมวิ่ง 100 เมตร

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (0)