เที่ยวเมืองกาญจนบุรี (ตอนจบ)

๑ เมษายน ๒๕๖๐

ผมตื่นขึ้นมากลางดึก

ในใจมันมีอะไรบางอย่างที่ติดค้างอยู่ข้างใน

"ทางช้างเผือก"

มันคือสิ่งมหัศจรรย์บนท้องฟ้าที่อยากจะเห็นด้วยตาเปล่าอย่างกับคนอื่นเขาบ้าง

เพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้องของผมหลายคนได้ดั้นด้นเดินทางไปดูแสงเหนือกันที่ไอซ์แลนด์บ้าง ฟินแลนด์บ้าง มันคงจะมหัศจรรย์เหลือพรรณา แต่ครั้นจะพาตัวเองไปดูแบบนั้นบ้าง มันก็คงเป็นเพียงความฝันที่อยู่ไกลเกินไป

แต่ทางช้างเผือกนี่สิ มันอยู่บนหัวผมเสียด้วยซ้ำ ดูได้ตราบเท่าที่แหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เคยมีโอกาสได้ดู

เช้าตรู่ของวันนี้ผมจึงตื่นขึ้นมา

ดูเวลาก็รู้ว่า "ตีสี่"

คนข้างกายกำลังหลับสนิทในผ้าห่มนวมผืนโตของรีสอร์ท ผมค่อยๆลุกขึ้นจากเตียง แล้วมองไปยังเตียงข้างๆ เอื้อมมือไปดึงผ่าห่มมาคลุมตัวน้องจ้าให้แนบทั้งตัว แอบจูบแก้มแถมไปหนึ่งทีเบาๆ เจ้าตัวคงรับรู้แต่ตอบสนองเพียงย่นคอลงและซุกตัวในผ้าห่มต่อไป

ท้องฟ้าใกล้รุ่งสางยังคงมืดมิด สรรพสิ่งรอบกายเงียบสงัด อากาศรอบกายมิได้เย็นอย่างที่คิดไว้

ผมเดินขึ้นสะพานที่ทอดออกจากแพ แหงนมองบนฟ้า

"ดาว" มีแต่ดาว ไม่เห็นทางช้างเผือกอย่างที่คนอื่นเขาเห็นกัน ช้างคงยังไม่ออกจากป่า หรือไม่มันก็คงกลับไปแล้ว

ไม่เป็นไร กลับห้องไปนอนกอดตูดเผือกต่อก็แล้วกัน

..........................

อาหารมื้อเช้าสำคัญที่สุด ใครหลายคนสอนเรามาอย่างนั้น ฉะนั้น พี่แป้งจึงหงุดหงิดทุกทีที่มาเที่ยว เพราะเธอจะต้องถูกปลุกให้ออกมากินข้าวพร้อมๆกัน

มื้อเช้าท่ามกลางอากาศดีๆแบบนี้ ได้ซดน้ำซุบจากก๋วยเตี๋ยวตรงหน้าก็เรียกวิญญาณมาเข้าร่างได้อีกหน

เช้านี้เราได้นัดเรือหางยาวเอาไว้ เขามารับเราตอน ๑๐ โมง เพื่อที่จะพาตัดลำน้ำขึ้นไปด้านบนเกือบ ๒ กิโลเมตร แล้วปล่อยพวกเราลงแพไม้ไผ่

ใช่แล้ว ครอบครัวเรากำลังล่องแควน้อยบนแพไม้ไผ่กันครับ

แป้งไม่ยอมลงน้ำ จัาไม่ยอมอยู่บนแพ ส่วนพ่อกับแม่ก็ต่างลอยคออยู่ข้างแพไม้ไผ่ ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ ไม่มีกลิ่นน้ำมัน เสียงนกกาเหว่าแว่วมา เสียงตุ๊กแกดังทักทายเป็นระยะๆ ผมนึกตอบมันไปในใจ "กูไม่ได้อยากเล่นจ๊ะเอ๋กับมึงเสียหน่อย ตุ๊กแกอยู่ได้"

เสร็จจากการล่องแพ เราก็มาแช่ตัวในแอ่งน้ำส่วนตัว

เอ๊ะ จะเรียกว่าอะไรดี pool villa เหรอ ก็ไม่ใช่ มันคือส่วนของรีสอร์ทที่เขาทำเป็นสระน้ำเล็กๆ รองพื้นด้วยไม้ไผ่ขัดสานไว้อย่างแข็งแรง กั้นขอบไว้ด้วยตะแกรงเหล็ก เราลงไปแช่ได้ในระดับความลึกเพียงสะดือ สายน้ำไหลผ่านเข้ามาแล้วไหลออกไป นึกเสียว่ากำลังว่ายน้ำอยู่ในแควน้อยส่วนตัว

มันได้อารมณ์ดีนัก เล่นน้ำ ผึ่งแดด กิน นอน แช่น้ำ ผึ่งแดด ทำอยู่แค่นี้

กว่าจะได้เวลาหิวก็ล่วงไปเกือบบ่าย เราจึงออกไปหากินกันในตัวอำเภอไทรโยค

แรกเริ่มเดิมที จิ๋มนั่งค้นหาที่กินจากมือถือก็พบว่ามีร้านพิซซ่าน่ากินอยู่ร้านหนึ่ง "ไทรโยค พิซซ่าเฮ้าส์" เราตั้งเข็มไปที่นั่น แต่เมื่อขับรถมาถึงหน้าร้านก็พบว่ามันเป็นร้านเล็กๆในตึกแถวริมถนน ไม่มีคนนั่งกินอยู่เลย จึงไม่กล้าเข้าไป หันรถเลี้ยวขวาเข้าตัวอำเภอกันในทันที

(อันที่จริง น่าจะเป็นความผิดพลาดอย่างหนึ่งในทริปนี้ เพราะเมื่อมีเวลาเข้ามานั่งอ่านในรีวิว ก็พบว่า ร้านนี้น่าจะเป็นร้านที่ลูกๆคงชอบ นิทานเรื่องนี้ คงจะสอนให้คนค้าขายได้ทราบว่า หน้าร้านก็ยังคงมีความสำคัญต่อการตัดสินใจเข้าหรือไม่เข้าของลูกค้าต่างถิ่นได้เหมือนกัน)

เอาเหอะ พลาดร้านน่าลองมาแล้ว ก็มาถึงอีกร้าน "เนือง วังโพธิ์" ร้านอาหารพื้นบ้านที่ต้องบันทึกในความจำ เพราะลูกสาวทั้งคู่บอกว่าอร่อย

กบทอดน้ำปลา (เมนูนี้แม่อยากกิน) ที่น่องกบมันอวบอ้วนเนื้อแน่นปั้ก ผมกำลังคิดว่า มันเนื้อมากกว่ากบเบตงเสียอีก หลนกุ้งที่โรยหน้ามาด้วยพริกขี้หนูสดสีเขียวเข้ม ยำมะม่วงสดใส่กุ้ง และตบท้ายด้วยแกงจืดเต้าหู้สำหรับคนดัดฟัน

"อร่อยจัง ผมว่าน้ำปลาที่นี่หอมมากนะครับ นี่ยีห้ออะไร ผมจะไปซื้อกินบ้าง" ผมเอ่ยกับเจ้าของร้าน

มันอร่อยและหอมครับ ซดแกงจืดก็ได้กลิ่นน้ำปลากรุ่นๆ ยำมะม่วงก็กลมกล่อมเพราะน้ำปลาดี

เจ้าของร้านเอาน้ำปลามาให้ดู จิ๋มจำเอาไว้แล้ว

"กลับบ้านแล้วจะไปซื้อมาใช้บ้าง" เธอบอก

เสร็จจากมื้อเที่ยงก็ล่วงไปบ่ายสอง เรามุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟสายมรณะ หนึ่งในสถานที่ในฝันของผมอีกแห่ง

เข็มทิศนำทางบอกว่ามันห่างจากตัวอำเภอไปราว ๓ กิโลเมตรเท่านั้น

...................................

ถ้าจะให้ย้อนไปยังสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผมคงนึกไม่ออก เพราะตอนนั้นพ่อผมบอกว่า "พ่อเพิ่งเกิด"

แต่ผมมาเกี่ยวพันกับสงครามโลกครั้งที่สองได้เพราะต้องแสดงเป็นลูกเสือของครูลำยอง วิ่งถือปืนไปตามถนนหน้าปากซอยบ้านตัวเองเมื่อราวปี พ.ศ.๒๕๒๗ คราวที่โรงเรียนประจำจังหวัดจัดงานระลึกถึง "วันวิญญาณ" วันที่ครูของโรงเรียนได้เป็นวีรบุรุษพานักเรียนลูกเสือจับปืนไล่ยิงญี่ปุ่นร่วงไปหลายศพ

อีกวาระก็คงเป็นเพราะโกโบริมาชอบอังศุมาลินอยู่ที่คลองบางกอกน้อย เพียงแค่การนั่งดูหนังเรื่อง "คู่กรรม" ในโรงหนังลิโด้ครั้งนั้น มันทำให้ผมกลับไปนอนฝันหวานเป็นโกโบรินอนกอดน้องอังอยู่หลายคืน เพียงแต่น้องอังของผมในตอนนั้นคือหมอนข้างลูกโต

อีกครั้งก็คงเป็นเพราะ "แม่พลอย" เรื่องราวบนเวทีโรงละคร ชีวิตที่เปรียบดั่งใบไม้ลอยไปตามสายน้ำ

"เริ่มชีวิตฉันดั่งลำธารแรกไหลไป เหมือนดั่งธารน้ำใสเพิ่มเริ่มเอ่อตัวขึ้นมา ค่อยๆรินไหลไป ให้ลำธารพัดพา เพียงไม่นานถึงคราแยกแตกเป็นสาย......." อูย ยังฟินอยู่เลยครับ

...................................

แต่ท้ายที่สุด เรื่องของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ผมอยากมาเห็นกับตาจริงๆก็คงเป็นที่นี่ "ทางรถไฟสายมรณะ" และผมก็มาถึงแล้ว

มันดูสวยกว่าที่เห็นในสารคดี มันเดินตามทางรถไฟง่ายกว่าที่คิด และมันก็ร้อนชิ๊บหาย ลองมานึกถึงเชลยสงครามหลายชีวิตที่ต้องมาก่อสร้างทางรถไฟกลางแดดแบบนี้ และถึงแม้ไม่กลางแดดก็กลางฝน ยุงรอบตัวนับแสนที่ตอมไต่ตอกดูดและคายเชื้อมาลาเรียใส่เลือดพวกเขา นึกถึงตรงนี้ผมจึงเดินไปอย่างมีสติ ระลึกถึงทุกย่างก้าว อย่าพลาดนะมึง ตกลงไปคงไม่รอดชีวิต อย่าพลาดนะมึง เตรียมจับลูกไว้ให้ดีๆ หากลูกสะดุดหมุดที่โผล่ขึ้นมา มึงได้ทำเมียท้องใหม่แน่ๆ

ไฮไล้ท์ของการเดินอาบแดดบ่ายนี้ต้องยกให้เสียงหวูดรถไฟ

"ปุ๊น" สั้นๆเพียง ๒ ครั้ง คนที่กำลังอยู่กลางสะพานถึงกับสะดุ้ง

รถไฟมาแล้ว มันมาได้ตรงซีนที่ต้องการ

ทางรถไฟสายมรณะ รถไฟเลียบหน้าผา สายน้ำไหลเชี่ยว

มันฟินมาก

................................

ผมสัญญากับน้องจ้าว่าจะลงน้ำกันอีกรอบ แต่ขอไปวิ่งก่อน

แดดตอนเกือบ ๕ โมงยังคงร้อนจัด แต่ร่มเงาของต้นกล้วย ต้นส้มโอริมถนนสายเล็กๆเลียบลำน้ำแควน้อยก็ทำให้ผมยังคงออกวิ่งต่อไปได้ กะว่าจะวิ่งให้ได้ ๒ กิโลแล้ววิ่งกลับ น่าจะได้สัก ๔ กิโล แต่แล้วสิ่งที่ผมนึกกลัวก็เกิดขึ้น

ในระยะ ๗๐๐ เมตรห่างจากหน้ารีสอร์ทของผม วิ่งผ่านเนินวัดใจมาได้สักระยะ ผมสังเกตเห็นหมา ๓ ตัวที่บ้านข้างหน้า

"วิ่งไปต่อหรือวิ่งกลับดี" ผมนึกในใจ

แต่ยังไม่ทันได้คำตอบ ไอ้ ๓ ตัวนั่นมันก็ควบมาหาผมทันที

หมาตัวเล็กขนาดไม่ถึงครึ่งแข้งกรูเข้ามา ในใจมันคงคิดว่ามันคือฝูงหมาป่ากระมัง แม่ง ทั้งควบทั้งเห่า ผมจะทำยังไงล่ะ หันหลังกลับแล้วออกตัวหนีสุดแรงสิวะ ถึงแม้ตัวมันเล็กนิดเดียว แต่แม่ง.. กรูกันมายังกะสิงโตทั้งฝูงวิ่งไล่กระต่ายน้อยตัวเดียว

ไม่ทันครับ ผมหนีไม่ทันมัน เมื่อเข้ามาประชิดมาก เลยตัดสินใจหันกลับไปกะว่าจะเตะเข้าซี่โครงมันสักป้าบ

"วืด.." เตะผิดครับ เตะลมพอให้มันทั้ง ๓ ตัวหยุดคิด แล้วผมก็หยุดหนี ก้มลงหยิบก้อนหินเขวี้ยงเข้าใส่ คราวนี้เป็นตาผม จับเศษไม้ได้อันหนึ่งก็วิ่งเข้าหามันบ้าง

เกมเลยเปลี่ยน

ผมกลายเป็นคนบ้าวิ่งไล่ไอ้ ๓ ตัวเล็กๆนั่นกระเจิงเลยเชียว

"แม่ง..ดูเหมือนฮีโร่ แต่ดูโคตรทุเรศ"

หมดอารมณ์ไปต่อ ประกอบกับหัวใจเต้นแรงเข้าสู่โซน ๕ ปลายๆ (นี่ถ้ามีโซน ๖ ก็คงทะลุไปแล้ว) เหนื่อยจนหอบ เลยวิ่งเหยาะๆกลับรีสอร์ทดีกว่า

เจ็บใจเจ้าของมันด้วย ทำได้เพียงแค่เรียกหมากลับ แต่เมื่อตั้งสติดูอีกที เขาไม่ปกติ ขาเขาสั้นนิดเดียวเท่านั้น จึงวิ่งตามหมาของตัวเองไม่ทัน ว่าดังนั้นผมจึงให้อภัยทั้งคนทั้งหมา

กลับไปเล่นน้ำกับลูกต่อไปสบายใจดี

พรุ่งนี้จะกลับบ้านแล้วครับ

ทริปนี้ลงตัว ทั้งที่พัก ทั้งอากาศ ทั้งอาหาร (และเครื่องดื่มประจำชาติ)

รักเลย กาญจนบุรี

ธนพันธ์ ชูบุญกระต่ายน้อยในอุ้งตีนสิงโตทั้งฝูง

๑ เมษายน ๒๕๖๐

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

ไปหลายที่เลยครับ

ยินดีต้อนรับสู่กาญจนบุรี

บ้านผมเองเย้

ตกลงน้ำปลายี่ห้ออะไรคะ

"ปลาไส้ตัน" ครับพี่อุบล
แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ยังหามันไม่เจอสักที