เที่ยวเมืองกาญจนบุรี (ตอน ๑)

"เฮ้ย นั่นมันดาวเทียมลอยผ่านน่านฟ้าเรา"

ผมตะโกนออกมา และชี้ไปยังจุดนั้นบนท้องฟ้า

ท่ามกลางความมืดสนิท ที่มีเพียงแสงดาวเท่านั้นที่ส่องแสงระยิบบนท้องฟ้า พวกเราจำนวนหนึ่งที่กำลังนอนหงายอยู่บนชายหาดก็สังเกตเห็นจุดกระพริบที่กำลังลอยผ่านตา ซึ่งมันเคลื่อนที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะเพียงครู่หนึ่งมันก็เคลื่อนลับผ่านน่านฟ้าเราไปทางทิศใต้และหายไป

มันคงเป็นดาวเทียมสักดวงที่กำลังลอยผ่านท้องฟ้าในห้วงอวกาศในวงโคจรตามปกติของมัน

"นี่เราสามารถเห็นดาวเทียมได้ด้วยตาเปล่าจริงๆ หรือ"

ผมถามคำถามนี้ในใจ เมื่อเวลาผ่านไปนานเกือบ ๒๐ ปี

ปี พ.ศ.๒๕๓๔ คราวนั้น นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๒ จากสงขลานครินทร์ ได้ออกไปบำเพ็ญประโยชน์ด้วยการยกชั้นเรียนไปทาสีผนังโรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งผมจำไม่ได้เสียแล้ว ว่าพวกเราไปโรงเรียนในอำเภอจะนะ หรือว่าเทพา จำได้เพียงแค่การทาสีโรงเรียน ทาผนังด้วยสีฟ้า ขุดดินทำทางระบายน้ำริมถนนทางเข้าโรงเรียน คณบดีธาดาท่านควบรถเก๋งโตโยต้าเก่าๆ มาร่วมขุดดินด้วยกัน และเมื่อเสร็จกิจกรรม พวกเราก็มานอนพักผ่อนกันที่ "ลีลารีสอร์ท" ชายหาดสะกอม ชายทะเลที่เป็นที่นิยมของพวกเรา นักศึกษาแพทย์ของโรงเรียนแพทย์ภาคใต้แห่งเดียวสมัยนั้น

เย็นวันนั้นมีกิจกรรมชายหาดหลายอย่าง แต่ที่สนุกมากๆก็คือ การแข่งขันรักบี้ริมชายหาด ที่ใช้ลูกฟักเขียวแทนลูกรักบี้ เวลาเพื่อนโยนให้รับสักที "พลั่ก" หน้าอกแทบแตก

และในช่วงค่ำคืนก็แยกกันจับกลุ่มตามความชอบ เล่นไพ่ เล่นกีต้าร์ ร้องเพลง และนอนดูท้องฟ้า

.................

คืนนี้ผมกับจิ๋มกำลังยืนมองท้องฟ้าด้วยกัน

นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้เห็นท้องฟ้าที่มืดสนิทจนมองเห็นดวงดาวได้ชัดเจนขนาดนี้

บนแพที่พัก สายน้ำแควน้อยไหลแรงเชี่ยว เสียงน้ำไหลผ่านทุ่นใต้ห้องพักดังซู่ๆ รอบกายเรามืดมิด มีเพียงแสงไฟจากสะพานข้ามลำน้ำที่ห่างจากเราออกไปราว ๒๐๐ เมตร และเสียงเพลงแว่วๆดังมา คงมาจากแพทางต้นน้ำที่ห่างออกไปราว ๓๐๐ เมตรนั่น

เรามองท้องฟ้าทางทิศตะวันตก ดูกลุ่มดาวนายพราน ดาวลูกไก่ กลุ่มดาวหมาใหญ่ที่มีดาวซีรีอุสเป็นลูกกระพรวนที่คอหมาสุกสว่าง และนั่น ดาวเทียมลอยผ่านท้องฟ้าที่เรากำลังยืนมองอยู่

แต่เอ๊ะ นี่เราสามารถมองเห็นดาวเทียมบนท้องฟ้าได้ด้วยตาเปล่าอยู่อีกหรือ

"แม่ยังจำได้ใช่มั้ย" ผมถามออกไป

เธอไม่ตอบ เพียงแต่ใช้การพยักหน้าตอบรับมา

ผมก้มลงเปิด apps ดู ก็รู้ว่า จุดที่ผ่านตาเราทั้งคู่ก็คือ Airbus A320 ของสายการบิน Bangkok Airways ที่กำลังบินไปยังมุมไบ

.............................

สุปดาห์ทึ่ผ่านมา ผมมีภารกิจต้องมาทำข้อสอบที่ราชวิทยาลัยฯ มันก็คงเป็นงานที่คล้ายกับปีที่ผ่านๆมา แต่คราวนี้มันต่างออกไปตรงที่ว่า ผมได้หนีบเมียและลูกขึ้นมาด้วย

เราจะไปเที่ยวกัน

งานแรก ไม่ใช่งานเที่ยว แต่เป็นกิจที่ต้องกระทำ นั่นคือการไปกราบพระศพในพระบรมมหาราชวัง

รอเวลานี้มานานแล้ว แต่ไม่สบด้วยเวลา เมื่อมีโอกาสในครั้งนี้ ครอบครัวชูบุญตัวน้อยๆ จึงต้องมาให้ได้

เรามาถึงสนามหลวงในเวลา ๕ โมงครึ่ง อากาศกำลังดีมีลมพัดเย็นๆ ผู้คนยังไม่มากนักเมื่อกะจากสายตา ใช้เวลาราว ๔๐ นาที เราก็เคลื่อนออกจากเต๊นท์ ข. ไปยังเต๊นท์หน้าทางเข้าวัง และรอที่นั่นอีกราวครึ่งชั่วโมงจึงได้เริ่มเดินเข้าไป

ภายในพระบรมมหาราชวัง ไม่ใช่เราไม่เคยมา แต่เราไม่เคยมาในช่วงค่ำแบบนี้ และเราไม่ได้มาในวาระแบบนี้ เราไม่เคยคิดว่าต้องมากราบพระศพ เราไม่อยากให้มีพระศพของคนที่เรารักที่สุดแบบนี้ แต่ท้ายที่สุด พระพุทธเจ้าก็ยังคงพูดถูกเสมอ ว่าความตายคือเพื่อนแท้ของเรา

พระบรมมหาราชวังยามค่ำคืนช่างสวยงาม ความงามในยุคสมัยเราน่าจะงามกว่าเมื่อสมัยกว่าร้อยปีที่ผ่านมา สมัยนั้นไฟฟ้าคงเพิ่งมี แต่การตกแต่งด้วยแสงไฟตระการตาเช่นนี้ คนในสมัยแม่พลอยคงไม่เคยเจอ "แถวเต๊ง" ก็คงไม่สว่างสวยงามเท่านี้

คนในแถวหลายคนยังคงถ่ายภาพด้วยมือถือ ทั้งเซลฟี่และถ่ายกันเองโดยมิได้สนใจคำกล่าวเตือนจากเจ้าหน้าที่ แป้งกับจ้าไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึงถ่ายรูปกัน ผมก็บอกลูกเพียงแต่ว่า "เราทำใจเราให้สงบให้สมควรแก่ภารกิจที่จะต้องทำโดยสงบก็พอ"

ใช้เวลาเพียง ๒ ชั่วโมง เราก็ได้เดินออกมาจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ผมแอบกลืนน้ำตาลงคอเมื่อได้กราบพระองค์

................................

บ่ายแก่ๆ ของวันศุกร์ เราเริ่มออกเดินทางกัน

ผมตั้ง GPS ให้มุ่งตรงไปที่ Boutique raft river Kwai

ใช้การ์มินต้องทำใจ มองภาพใหญ่ไม่ออก มันพาขึ้นทางด่วนแล้วลงสู่ถนนหลานหลวง กลางเมืองหลวงเพื่อพบรถติดมุ่งเข้าสนามหลวง ตั้งสติได้ทันใด ก็เลี้ยวขวาขึ้นสะพานพระราม ๘ มุ่งหน้าไปยังพุทธมณฑล เข้านครปฐม บ้านโป่ง จากนั้นจึงมุ่งสู่กาญจนบุรี

เริ่มต้นการคำนวณเวลา ๒ ชั่วโมงครึ่ง แต่ใช้เวลาจริง ๔ ชั่วโมง ไหนจะรถติด ไหนจะแยกไฟแดงถี่ยิบตั้งแต่เมื่อเข้าบ้านโป่ง

ถนนเส้นที่มุ่งเข้าอำเภอไทรโยคอยู่ในสภาพดี สองข้างทางปลูกต้นสักไว้มากมาย เมื่อเวลาเย็นลง แสงอาทิตย์เตรียมลับสันเขาส่องแสงสีแสดจัดจ้านสะท้อนใบสักแผ่นโตๆดูสวยงาม เลยจำต้องชะลอรถลงเพื่อชมความงามของมันให้เต็มตา

เฮ้ย....ไทรโยคมันสวยขนาดนี้เชียวหรือไร

ไทรโยคต้อนรับเราด้วยสายฝนกระหน่ำหนัก และเพียงไม่นานฝนก็จากเราไป ทิ้งไว้เพียงความชุ่มฉ่ำ ดินแฉะ หญ้าเปียก และแมลงเม่า สูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอดก็ไม่ได้กลิ่นใดเจอปน ไม่มีกระทั่งกลิ่นดิน นั่นคงเป็นเพราะผมอยู่ในแพริมแม่น้ำแควน้อย อากาศดีเหลือเกิน

...........................

"แม่ดูสิ นั่นดาวเทียมผ่านท้องฟ้าเราอยู่นะ" ผมเอ่ยขึ้นมา คนข้างๆยิ้มรับแล้วแหงนมองฟ้าต่อไป

ธนพันธ์ ชูบุญสีซอเพลงเขมรโทรโยค

ด ล ด ล ซ ฟ ซ ล ซ ฟ ร ฟ ร ซ ฟ ฟ ฟ

  • ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๐

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

แค่ไทรโยค

ถ้าไปแถวทองผาภูมิจะสวยกว่านี้

คนเมืองกาญจน์ ยืนยน 555