ครูดีตามนัยทางพระพุทธศาสนา

ถวิล
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ครูดีตามนัยทางพระพุทธศาสนา

ดร.ถวิล อรัญเวศ
รอง ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 4

คำว่า “ครู” หรือ “คุรุ” มาจากคำว่า คุรุ หรือ ครุ คือผู้ที่หนักแน่น ผู้มีภาระอันใหญ่หลวงในวิชาความรู้ ในคุณธรรม และในภารกิจการงาน รวมทั้งการทำหน้าที่สร้างสรรค์ ยกย่องเชิดชูศิษย์ของตนเอง จากผู้ที่ไม่รู้ให้กลายเป็นผู้รู้ ผู้ที่ไม่มีความสามารถให้มีความสามารถ ผู้ที่ไม่มีความคิดให้มีความคิด ผู้ที่มีความประพฤติไม่เหมาะสม ให้มีความเหมาะสม และจากผู้ที่ไม่พึงปรารถนาให้เป็นผู้ที่พึงปรารถนา ซึ่งตามนัยของความเป็นครูในภาษาไทยจึงเป็นผู้ที่ต้องทำงานหนักจริงๆ ส่วนในภาษาอังกฤษมาจากคำว่า TEACHER กล่าวคือ

T- Teach

E– Example

A–Ability

C- Characteristic

H– Health

E- Enthusiasm

R - Responsibility

ขยายความในแต่ละคำ

1. TEACH (การสอน)

คุณลักษณะประการแรกของความเป็นครูก็คือ ต้องสอนได้ และสอนเป็น สอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ในตนเอง มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดีได้หลังจากได้รับประสบการณ์ที่ครูได้จัดให้ โดยการ :

1. ฝึกฝนแนะนำให้เป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรม

2. สอนให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนในเรื่องที่สอน

3. สอนศิลปวิทยาให้หมดสิ้น ไม่ปิดบังอำพลาง

4. ยกย่องให้ปรากฏในหมู่คณะและสาธารณชน

5. สร้างภูมิคุ้มกันในทั่วทุกสารทิศ (สอนให้รู้จักเลี้ยงตัว รักษาตนในอันที่จะดำเนินชีวิตต่อไปด้วยดี)และที่สำคัญคือ

6. สอนให้เกิดความงอกงามทางสติปัญญา อารมณ์ สังคม มีความคิด และสร้างสรรค์สิ่งดีงามออกมา การสอนของครูแต่ละคนนั้น ขึ้นกับทักษะและลักษณะของตนเอง (Teaching skill and style) ที่ได้ฝึกฝนอบรมมา เป็นการนำเทคนิควิธีและทักษะหลาย ๆ ด้านมาผสมผสานให้เหมาะสมสอดคล้องกัน จึงต้องใช้เทคนิคและทักษะหลายด้านร่วมกับประสบการณ์เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ และต้องมุ่งจัดสรรการเรียนรู้นั้นไปในทิศทางที่ดีและมีคุณธรรมในสังคม บทบาทการสอนของครูจึงต้องดำเนินการโดย

6.1จัดการเรียนรู้ สอนเนื้อหาวิชาการตามหลักสูตรรายวิชาที่ได้รับมอบหมาย เป็นอย่างดี

ก่อนที่จะสอน ครูจะต้องมีการเตรียมการสอนอย่างเป็นอย่างดี ตั้งแต่การทำแผนจัดการ

เรียนรู้หรือแผนการสอนรายชั่วโมง การดำเนินการสอน และการประเมินผล มี

การปรับปรุงพัฒนา และสร้างผลงานทางวิชาการอยู่เสมอ

6.2 สอนและปลูกฝังทักษะการปรับตัวให้สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสมและมีความสุข

6.3 อบรมสั่งสอนให้ให้เจริญเติบโต มีความคิด มีเหตุผล และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

ฉลาดทางอารมณ์และเฉียบคมทางสติปัญญา

2. EXAMPLE (เป็นตัวอย่าง)

ผู้เรียนโดยทั่วไปนั้นจะ “เรียน” และ “เลียนแบบ” จากครู การทำตัวเป็นต้นแบบหรือแบบอย่างที่ดีจึงมีคุณค่ามากกว่าคำสอน มีอิทธิพลมากกว่าการบอกกล่าวเฉยๆ เพราะการแสดงต้นแบบให้เห็นด้วยสายตานั้นเป็นภาพที่มองเห็นชัดเจนและง่ายต่อการลอกเลียนยิ่งกว่าการรับฟังและบอกเล่าอย่างปกติ ถ้าต้องการให้ผู้เรียนเป็นอะไร จงพยายามแสดงออกเช่นนั้นทั้งในการดำเนินชีวิตและการแสดงพฤติกรรมออกมาการวางตัวของครูเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้เรียนได้มาก แม้ว่าผู้เรียนจะมีความคิด ความอ่านของตนเองที่ไม่ต้องการเลียนแบบผู้ใหญ่ทุกประการเหมือนเด็กเล็ก แต่ครูก็ คือครูที่ผู้เรียนพิจารณาว่ามีความหมายสำคัญอยู่มาก โดยเขาจะสนใจและเฝ้าสังเกตนับตั้งแต่การแต่งกาย ไปจนถึงการประพฤติปฏิบัติ จะเป็นประสบการณ์ให้เขาได้พิจารณา นอกจากนี้การรู้ตัวเองของครู การแนะนำให้ผู้เรียนประพฤติให้เหมาะสม ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ครู (ตัวเรา) ต้องประพฤติและปฏิบัติตนให้เหมาะสมด้วย

3. ABILITY (ความสามารถ)

คำว่า “ความสามารถ” หมายถึงกำลังที่มีจริงในการแสดงหรือในการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเป็นการกระทำทางกายหรือทางจิตใจ และไม่ว่ากำลังนั้นจะได้มาจากการฝึกฝนอบรมหรือไม่ก็ตาม แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ความสามารถทั่วไป (general ability) และความสามารถพิเศษ(specific ability)

4. CHARACTERISTIC (คุณสมบัติ)

หมายถึง คุณภาพหรือคุณสมบัติที่สังเกตได้ชัดเจนในตัวบุคคล ทำให้ทราบได้ว่า บุคคลนั้นแตกต่างไปจากบุคคลอื่นๆอย่างไร ความหมายเฉพาะ อุปนิสัยหมายถึง ผลรวมของนิสัยต่างๆ ที่บุคคลมีอยู่ หรือผลรวมของลักษณะของพฤติกรรมต่างๆ ของบุคคล ตามความเข้าใจของคนทั่วไป

คำว่าอุปนิสัยนี้แฝงความหมายของคุณธรรมจรรยาในตัวด้วย เช่น เราพูดว่าเขาผู้นั้นมีอุปนิสัยดี เป็นต้น ในคุณสมบัติของความเป็นครู สิ่งสำคัญคือ ครูจะต้องมีเจตคติที่ดีต่อผู้เรียน ต่อวิชาที่สอน และต่องานที่ทำ

5. HEALTH (สุขภาพดี)

ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ การมีสุขภาพดี หมายถึงการไม่มีโรค มีสภาพร่างกายแข็งแรงและจิตใจเข้มแข็งพอที่จะดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข ผู้ที่เป็นครูนั้นต้องทำงานหนัก ดังนั้น สุขภาพทางด้านร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือสุขภาพจิต คงเคยได้ยินคำว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” หรือ “ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน” ดังนั้น ครูนอกจากจะรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงแล้ว จำต้องฝึกจิตให้มีสุขภาพจิตที่ดีด้วยจิตดีนั้นไม่เพียงแต่ไม่เป็นโรคจิตโรคประสาทเท่านั้น แต่เป็นผู้ที่มีสมรรถภาพ มีการงานและมีชีวิตที่เป็นสุขทำประโยชน์ต่อสังคมด้วยความพอใจ สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งต่อบุคคลที่เราอยู่ร่วมและต่อสังคมที่เราเกี่ยวข้อง โดยไม่ก่อความเดือดร้อนให้ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

6. ENTHUSIASM (ความกระตือรือร้น)

ความกระตือรือร้นของครูนั้น อาจจะเป็นการใฝ่หาความรู้ใส่ตน เพราะจะต้องถือว่าการใฝ่หาความรู้เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนนั้นเป็นกระบวนการอย่างหนึ่งของการพัฒนาตน (Learning to teach is a process of self-development) การเพิ่มพูนความรู้มีหลายรูปแบบ เช่น การประชุมสัมมนา อบรมระยะสั้น และการสืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต จะทำให้ครูที่ขาดความรู้ในเรื่องที่ตนสอนได้มีความรู้เพิ่มเติมและทำให้มีความมั่นใจในการสอนมากขึ้นความกระตือรือร้นของครูนั้น ไม่ใช่มุ่งเน้นเฉพาะการพัฒนาตัวครูเท่านั้น แต่จะต้องมีความกระตือรือร้นในการพัฒนาการเรียนการสอนด้วย

7. RESPONSIBILITY (ความรับผิดชอบ)

ครูที่ดีจะต้องมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนตามที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นอย่างดี รวมทั้งยอมรับผลแห่งการกระทำนั้นๆ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ก็ตาม และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขการสอนของครูคำถามต่อไปนี้จะบ่งชี้ว่าครูท่านนั้นเป็นครูที่ดีหรือไม่ รวมทั้งตัวเราเองที่เป็นครูด้วย ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง ดังนี้

ครูดีตามนัยทางพระพุทธศาสนา

พุทธทาสภิกขุ ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับครูที่ดีไว้ ดังนี้คือ

1. ครูดี คือ ผู้นำทางวัตถุ หมายถึง การเป็นผู้นำใน 4 ประการดังนี้ คือ

1.1 เป็นผู้นำในการแสวงหาอย่างถูกต้อง ยึดหลักการแสวงหาอย่างสัตบุรุษไม่ก่อให้เกิดทุกข์ ทั้งแก่ตนเองและ ผู้อื่น ไม่กระทบกระทั่งให้ผู้อื่นเดือดร้อน

1.2 เป็นผู้นำในการเสวยผลอย่างถูกต้อง หมายถึง ไม่ผูกขาดเอาผลที่ได้รับจากการแสวงหามาเป็นของตนแต่ ผู้เดียว แต่จะต้องเผื่อแผ่ไปให้แก่ผู้อื่นโดยรอบด้าน

1.3 เป็นผู้นำในการเป็นอยู่อย่างถูกต้อง คือ ดำเนินชีวิตโดยปฏิบัติตามอริยมรรค อันมีองค์แปด ซึ่งเมื่อปฏิบัติ จนถึงที่สุดแล้วจะเกิดปัญญาเห็นธรรมชาติ ตามสภาพที่เป็นจริง คือ ความไม่มีตัวตน ทุกสิ่งเป็นเพียง ผลการปรุง แต่งของธาตุต่างๆ ตามธรรมชาติ และจะต้องเกิด-ดับ ไป ตามสภาพ จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเราของเรา อันจะก่อให้เกิดความเห็นแก่ตัว และเบียดเบียนซึ่งกันและกัน

1.4 เป็นผู้นำในการใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

2. เป็นผู้นำทางวิญญาณ หมายถึง ความเป็นผู้นำในเรื่องจิตใจ 4 ประการดังนี้คือ

2.1 มีความเข้าใจในกฏอิทิปปัจจัยตา คือ มองเห็นตามความเป็นจริงว่า ทุกสิ่งในโลกนี้เป็นไปตามเหตุตาม ปัจจัย เมื่อมีเหตุมีปัจจัยอย่างไรก็มีผลไปตามเหตุตามปัจจัย

2.2 มีความเข้าใจกฏตถตา ตถตาเป็นภาษาบาลี แปลว่า เป็นเช่นนั้นเอง คือ ทุกสิ่งเป็นเช่นนั้นเองตามธรรมชาติ เช่น มีการเกิดก็ต้องมีตาย ในความสบายก็มีความเจ็บไข้ซ่อนอยู่ การเจ็บการตายล้วนเป็นเช่นนั้นเอง ตามธรรมชาติ ไม่ใช่โชคร้ายหรือเคราะห์ภัยอะไรทั้งสิ้น เป็นต้น

2.3 มีความเป็นอยู่อย่างไม่มีอุปสรรค คือ ไม่ถือเอาอุปสรรคเป็นสิ่งขัดขวางหรือทำให้ท้อถอย แต่ให้ยินดีรับเอา อุปสรรคที่เกิดขึ้นในชีวิต ในการงานหรือในจิตใจมาเป็นบทเรียนที่จะช่วยให้มีความรู้มีประสบการณ์ และมีความ สามารถในเรื่องนั้นๆ ดียิ่งขึ้น

2.4 มีความเป็นอยู่อย่างไม่มีทุกข์ ความทุกข์เกิดจากความไม่รู้ เช่น เมื่อมีความต้องการแล้วไม่เป็น ไปตาม ความต้องการที่เกิดความทุกข์ ถ้าไม่ต้องการให้เกิดทุกข์ก็ต้องให้ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่ต้องการให้มาก ไป กว่า ความเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยนั้น

3. มีชีวิตเป็นธรรม คือ อยู่ด้วยธรรมและเพื่อธรรม หมายถึง ใช้กรรมเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิตเพื่อ ให้ได้ผลคือธรรมที่พึงปรารถนา เช่น การดับทุกข์ ธรรมที่เป็นเครื่องมืออยู่มากมายเช่น ฆราวาสธรรม อัน เป็นธรรม สำหรับผู้ครองเรือนมี 4 ประการคือ

1. สัจจะ ความจริง

2. ทมะ ความข่มใจ

3. ขันติ ความอดทน

4. จาคะ การเสียสละ การให้

อิทธิบาท 4 คือ ธรรมที่ช่วยให้สำเร็จประโยชน์มี 4 ประการคือ

1. ฉันทะ ความพอใจในสิ่งนั้น

2. วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น

3. จิตตะ ความเอาใจใส่ในสิ่งนั้น

4. วิมังสา ความสอดส่องค้นคว้าในสิ่งนั้น

อย่างไรก็ตามธรรมบางประการก็เป็นได้ทั้งธรรมที่เป็นเครื่องมือ และธรรมที่เป็นผล เช่น ใช้ศีลเป็นเครื่องมือ ให้เกิดสมาธิ สมาธิจึงเป็นผลที่ต้องการ ขณะเดียวกันก็ใช้เป็นเครื่องมือให้เกิดผลคือปัญญา เป็นต้น

4. มีอุดมคติ ครูดีจะต้องมีอุดมคติ 4 ประการ คือ

4.1 ทำงานเกินค่า คือทำงานให้แก่โลกเกินค่าที่ได้รับตอบแทนจากสังคม เพราะครูเป็นผู้สร้างทางจิตใจ ซึ่งมีค่าเกินกว่าจะตีค่าเป็นเงิน

4.2 ทำงานเพื่อหน้าที่มิใช่เพื่อตนเอง ไม่เห็นแก่ตัว และไม่หวังประโยชน์ส่วนตน

4.3 ทำตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม ไม่หลงใหลในความสุขทางกาม ไม่ฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ

4.4 ทำงานเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ คือ เป็นผู้มีธรรมและมีชีวิตเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง แก่ผู้อื่นและแก่โลก

คุณลักษณะของครูที่ดีตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา

ครูดี ต้อง มี “กัลยาณมิตตาธรรม” 7 ประการ ดังนี้

1. ปิโย - น่ารัก หมายความว่า บุคคลใดที่เป็นครูนั้นจะต้องเป็นผู้ที่น่ารักศิษย์ได้พบเห็นแล้วอยากเข้าไปพบ สบายใจเมื่อได้พบปะกับอาจารย์ผู้นั้น สำหรับแนวทางกระทำตนให้น่ารักของศิษย์นั้นสามารถกระทำได้โดยมีเมตตาหวังดีต่อเด็กเสมอ ยิ้มแย้ม แจ่มใส ไม่บึ้งตึงทั้งเวลาสอนและนอกเวลาสอน ให้ความสนิทสนมกับศิษย์ตามควรแก่กาลเทศะ พูดจาอ่อนหวานสมานใจ เอาใจใส่อบรมสั่งสอนศิษย์ให้เกิดความรู้อย่างแท้จริง เป็นเพื่อนในสนามกีฬา เป็นครูที่สง่าในห้องเรียน เมื่อเด็กมีความทุกข์ ครูให้ความเอาใจใส่คอยปลอบประโลมให้กำลังใจ

2. ครุ - น่าเคารพ หมายความว่า บุคคลที่เป็นครูนั้นต้องเป็นผู้ประพฤติตนเหมาะสมแก่ฐานะของความเป็นครู กระทำตนเป็นแบบอย่างแก่ศิษย์ทั้งพฤติกรรมทางกาย วาจา ใจ

3. ภาวนีโย – น่าเจริญใจหรือน่ายกย่อง หมายความว่ากระทำตนให้เป็นที่เจริญน่ายกย่องของศิษย์และบุคคลทั่วไป มีความรู้และภูมิปัญญาอย่างแท้จริง มีคุณธรรมควรแก่การกราบไหว้บูชาของศิษย์เสมอ เปิดรับความรู้ใหม่ ๆ เชื่อกฎแห่กรรม เป็นผู้รักษาศีล 5 เบญจธรรม 5 และควบคุมจิตด้วยสมาธิ

4. วัตตา - มีระเบียบแบบแผน หมายความว่า ครูต้องกระทำตนให้เป็นบุคคลที่เคารพกฎระเบียบ มีระเบียบแบบแผน ขณะเดียวกันก็อบรมตักเตือนศิษย์ให้เป็นผู้มีระเบียบวินัยในตนเองด้วย

5. วจนักขโม - อดทนต่อถ้อยคำ หมายความว่า ครูจะต้องอดทนต่อคำพูดของศิษย์ที่มากระทบความรู้สึก ครูต้องพร้อมรับฟัง
ข้อซักถาม ให้คำปรึกษาหารือ แนะนำ ไม่เบื่อ ไม่ฉุนเฉียว ครูจำต้องทนฟังคำที่ศิษย์ซักถาม และทนต่อคำพูดที่ไม่ดีด้วย

6. คัมภีรัญจะ กถัง กัตตา แถลงเรื่องได้อย่างลึกซึ้ง หมายความว่าครูจะต้องมีความสามารถในการสอน ใช้คำพูดในการอธิบายเรื่องราวต่างๆได้อย่างแจ่มแจ้ง มีความรอบรู้ในเรื่องที่จะพูด สามารถขยายความลึกซึ้งได้กระจ่าง

7. โน จัฏฐาเน นิโยชเย - ไม่ชักนำศิษย์ไปในทางเสื่อม หมายความว่า ไม่ชักนำศิษย์ไปในทางที่ต่ำทรามใดๆ สิ่งใดเป็นความเสื่อมโทรมทางจิต จะไม่ชักนำศิษย์ไปทางนั้น ในขณะเดียวกันครูต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอบายมุขทั้งปวงด้วย เพราะครูเป็น
ต้นแบบทางความประพฤติของนักเรียน



สรุป

การเป็นครูที่ดีนั้น ไม่ใช่ว่า ใครก็เป็นได้ แต่ต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู เพราะยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม นอกจากนี้แล้วยังต้อง“สอนเป็น ถ่ายทอดเป็น” ถือว่าเป็นภารกิจหลักของครู ครู (มืออาชีพ) จึงต้องเน้นการสอนให้มีคุณภาพ เพราะว่าคุณภาพการสอนของครูย่อมส่งผลดีต่อนักเรียนและเยาวชนของชาติ การประเมินคุณภาพของครูจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องประเมินจากตัวเด็กและเยาวชนของชาติ ดังคำกล่าวที่ว่า “คุณภาพของเด็ก” สะท้อน “คุณภาพของครู” หรือ “ถ้าอยากรู้ว่า ครูเป็นอย่างไรนั้น ให้ดูเด็กที่ได้อบรมสั่งสอนมา” ดังนั้นครูมืออาชีพ ต้องเน้นคุณลักษณะพื้นฐานนั่นคือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เมตตา และ กัลยาณมิตร ซึ่งถือว่าเป็นคุณภาพพื้นฐานที่สำคัญของครู และพัฒนาการสอนของครูซึ่งเป็นภารกิจหลัก โดยเฉพาะการสอนอย่างมีคุณภาพ นั่นคือ ครูมืออาชีพ จึงต้องมีคุณธรรมโน้มนำ ทำการสอนอย่างมีคุณภาพ มีภาพลักษณ์ของความเป็นครูดี เพื่อพัฒนาศักดิ์ศรีของอาชีพครูสืบไป ผู้ที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูทุกท่าน ล้วนแต่มีความต้องการให้ลูกศิษย์ประสบผลสำเร็จในการเรียนและในชีวิตของเขาทั้งสิ้น ความสำเร็จนั้นได้มีการทดสอบจนเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป เชื่อว่าส่วนหนึ่งมาจากครู อาจารย์ ดังนั้นเมื่อรู้แล้วว่าพฤติกรรมการสอนใดที่จะส่งผลต่อพวกเขา จึงเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักและให้ความสำคัญอย่างยิ่ง มีคำกล่าวว่า "การพัฒนาชาติให้เริ่มที่ประชาชน จะพัฒนาคนให้เริ่มที่ใจ จะพัฒนาอะไรให้เริ่มที่ตัวเองก่อน" หรือ “อนาคตของชาติ อยู่ในกำมือของเด็กและเยาชน แต่อนาคตเด็กและเยาวชน อยู่ในกำมือครู และผู้เกี่ยวข้องทุกคน”
ดังนั้น ขอให้ครูเราจงรวมพลัง สร้างสรรค์ พัฒนาอาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชันสูง มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี สืบต่อไป

---------------------------------

ครูดี มีคุณธรรมประจำจิต

ครูดี สร้างชีวิตให้สดใส

คุณภาพ คุณประโยชน์โปรดใส่ใจ

ครูดีไซร้ทำดี ทำชอบ ทำเก่ง เคร่งวินัย ใส่ใจผู้เรียน

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

http://www.oknation.net/blog/Duplex/2009/03/17/ent...

https://sites.google.com/site/khrukhonmai/k1

http://www.oknation.net/blog/Duplex/2009/03/17/ent...

https://sites.google.com/site/khrukhonmai/k1





บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บทความทางวิชาการถวิล อรัญเวศ



ความเห็น (0)