บันทึกการเดินทาง

ปราสาทเมืองต่ำ อุทยานเขาพนมรุ้งและวนอุทยานเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์
ในวันศุกร์ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐

จัดทำชิ้นงานนำเสนอเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และแหล่งเรียนรู้

พระยุทธนา ฉนฺทธมฺโม คณะครุศาสตร์ปีชั้นปี ๓ เอกการสอนสังคมศึกษา



นิสิต-นักศึกษาได้ไปศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญด้านประวัติศาสตร์ 3 แห่งด้วยกัน

ปราสาทเมืองต่ำ อุทยานหินเขาพนมรุ้ง และวนอุทยานเขากระโดง ที่แห่งหนึ่ง ณ บุรีรีมย์

ขึ้นชื่อมาก ปราสาท สมดังคำขัวญที่ว่า“เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม”


จุดหมายแรกของการศึกษาแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสต์ ปราสาทเมืองต่ำ....ไปกันเลย

http://os-supetar.skole.hr/upload/os-supetar/images/static3/1358/Image/anim_busik.gif

โอ้ยๆ....ถึงสักที เหนื่อยมากเลย ขนาดจุดแรกนะนิ


โหหหหหว....สวยมากเลย อะไรจะป่านนั้น......อยากเข้าไปล่ะสิ...เออ แต่ว่ายังสงสัย ทำไมเขาเรียกชื่อว่า ปราสาทเมืองต่ำ น๊า อยากรู้จัง ไปหาประวัติความเป็นมากันเลย


ปราสาทเมืองต่ำ นับว่าเป็นปราสาทศิลปะขอมแบบปาปวน มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ เป็นหนึ่งใน

กลุ่มปราสาทมรรคโค สันนิษฐานว่าสร้างขึ้น เพื่อถวายพระศิวะตามคติความเชื่อทางศาสนาฮินดู ตั้งอยู่บริเวณ ตำบลจระเข้มาก

อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์


ลักษณะทางสถาปัตยกรรม

ปราสาทหินเมืองต่ำ เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ศิลปะขอมโบราณ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16-17 มีลักษณะเป็นกลุ่มปราสาทอิฐ 5 องค์ ตั้งอยู่บนศิลาแลงอันเดียวกันเรียงเป็น 2 แถวตามแนวทิศเหนือใต้ แถวหน้า 3 องค์

องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าปรางค์อื่น ส่วนแถวหลังมีปรางค์อิฐจำนวน 2 องค์ วางตำแหน่งให้อยู่ระหว่างช่อง ของปรางค์ 3 องค์ ในแถวแรก ทำให้สามารถมองเห็นปรางค์ทั้ง 5 องค์ พร้อมกันโดยไม่มีองค์หนึ่งมาบดบัง

ปราสาทเมืองต่ำ บุรีรัมย์

ปราสาทเมืองต่ำ บุรีรัมย์

"ปราสาทหินเมืองต่ำ เป็นศิลปะขอมแบบบาปวน คือ ทับหลัง มีลักษณะเป็นการเล่าเรื่อง

โดยมีภาพบุคคลเป็นส่วนใหญ่ มีรูปของหน้าสัตว์ประหลาดโดยการผสมผสานรวมกับเทวดาที่นั่งอยู่ภายในซุ้ม"

กรมศิลปากร ได้ขุดพบหน้าบันและทับหลังของมุขปราสาทปรางค์ประธานทำจากหินทราย หน้าบันจำหลักเป็นรูปพระอินทร์ประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาสนะ คือ นั่งชันเข่าขวาขึ้น ขาซ้ายพับเหนือช้างเอราวัณสามเศียรในซุ้มเรือนแก้วอยู่บน หน้ากาล ลักษณะของซุ้มหน้าบันนี้ เป็นศิลปะเขมรแบบบาปวน มีอายุราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 16 ปราสาททั้ง 5 จะล้อมรอบด้วยระเบียงคดซึ่งมีทับหลังและซุ้มประตูแกะสลักด้วยหินทรายอย่าง งดงาม มีสระน้ำ หรือบาราย กรุด้วยศิลาแลง ทั้ง 4 ทิศ มุมสระมีพญานาคหินทราย 5 เศียร ทอดตัวยาวรอบขอบสระน้ำ ชั้นนอกปราสาทมีกำแพงศิลาแลงอีกชั้น




ความโดดเด่นของ ปราสาทเมืองต่ำ นอกจากจะได้ชมสถาปัตยกรรมและศิลปะที่สวยงามของโบราณสถานแห่งนี้แล้ว ยังได้ชมหมู่บ้านที่ตั้งเรียงรายเป็นกลุ่มอยู่กับปราสาทนี้ด้วย ชาวบ้านอยู่ที่นี่มานานจนมีความรู้สึกว่าปราสาทคือส่วนหนึ่งของชุมชน การดำเนินชีวิตของชาวบ้านโคกเมืองสัมพันธ์กับความงามของปราสาท กลายเป็นความสงบร่มเย็นน่าสนใจไม่น้อย

แบบนี้นิเอง ชุมชนมีการร่วมมือกัน รักษาความงามของปราสาทให้เหมือนดั่งเดิมมากที่สุด

ได้แล้วชื่อปราสาทเมืองต่ำ แต่ไม่ใช่ชื่อเดิม เกิดจากชื่อที่ชาวพื้นเมืองเรียกโบราณสถานแห่งนี้ เพราะปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่บน พื้นราบ ส่วนปราสาทพนมรุ้งตั้งอยู่บนเชิงเขา ซึ่งทั้งปราสาทเมืองต่ำและปราสาทพนมรุ้งอยู่ไม่ห่างกันมาก

อธิบายหมดแล้ว ไปต่อกัน จุดหมายที่ ๒ ปราสาทพนมรุ้ง ไปบ่อยมาก ขี้เกลียดขึ้นไปจังเลย ดีเหมือนกันจะได้เห็นอีกครั้ง ได้ยินเขาว่าเปลี่ยนแปลงไปมาก แลลลลลลลละตามรอยละคร "นาคี" กัน


http://www.gif.ovh/thai-gif/%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%AA%20Gif/%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%AA%20Gif%20(16).gif


อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง


----------------ถึงแล้ว----------------

ครั้งนี้กับครั้งก่อนที่ได้ไป เปลี่ยนแปลงไม่มาก ชัดๆก็น่าจะทางขึ้น-ลง ที่เปลี่ยนจากหินขั้นบรรได เป็นไม้ทำให้สะดวกต่อการขึ้นไปบน-ลง มากขึ้น แต่ก็ดูน่าอัศจรรย์เหมือนเดิม

แต่ประวัติความเป็นมา ลืมไปบ้างแล้ว ถึงเวลาทบทวนต่อแล้ว



อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง หรือปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นหนึ่งในปราสาทหินในกลุ่มราชมรรคา เป็นโบราณสถานที่ตั้งอยู่บน เขาพนมรุ้งตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 ตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ลงมาทางทิศใต้ประมาณ 77 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยโบราณสถานสำคัญ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว สูงประมาณ 200 เมตรจากพื้นราบ (ประมาณ 350 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง) คำว่า พนมรุ้งนั้น มาจากภาษาเขมร คำว่า วนํรุง แปลว่าภูเขาใหญ่ สร้างขึ้นโดยมีรูปแบบของศิลปะเขมรโบราณที่มีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่ง ความงดงามและความยิ่งใหญ่ ของปราสาทแห่งนี้ปรากฏให้เห็นได้ในรูปงานสถาปัตยกรรม การจำหลักลวดลายการเลือกทำเลที่ตั้งบนยอดเขามีแผนผัง ตามแนวแกนที่มีองค์ประกอบของสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เรียงตัวกันเป็นแนวเส้นตรงพุ่งเข้าหาจุดศูนย์กลาง คือ ปราสาทประธาน จากงาน ก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่นี้ชวนให้เกิดความสงสัยและอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่งว่าคนในสมัยโบราณสร้างปราสาทหลังนี้ขึ้นมาได้อย่างไร ปัจจุบันปราสาทหินพนมรุ้งกำลังอยู่ในเกณฑ์กำลังพิจารณาเป็นมรดกโลก

https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/a/a7/Obj_Naraibantomsin.jpg/800px-Obj_Naraibantomsin.jpg

https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/8/87/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%87IDSC_0827.jpg

ปราสาทหินพนมรุ้งสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดูลัทธิไศวะซึ่งนับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุดเพื่อเป็นเทวาลัยที่ประทับของพระศิวะ พระองค์ที่ประทับอยู่บนยอดเขาไกรลาส ดังนั้นการที่ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นบนยอดเขาพนมรุ้ง จึงเป็นการสะท้อนถึงการนับถือ ศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายได้เป็นอย่างดี เขาพนมรุ้งจึงเปรียบเสมือนเขาไกรลาสที่ประทับของพระศิวะ องค์ประกอบและแผนผังของ ปราสาทพนมรุ้งได้รับการออกแบบให้มีลักษณะเป็นแนวเส้นตรง และเน้นความสำคัญเข้าหาจุดศูนย์กลาง นั่นคือปราสาทประธาน ซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออกด้านขวาของบันไดทางขึ้นสู่ศาสนสถานมีอาคารที่เรียกว่าพลับพลาอาคารนี้อาจจะเป็นอาคารที่เรียกกัน ในปัจจุบันว่าพลับพลาเปลื้องเครื่องซึ่งเป็น ที่พักจัด เตรียมองค์ของพระมหากษัตริย์ ก่อนเสด็จเข้าสู่การสักการะเทพเจ้าหรือประกอบ พิธีกรรมในบริเวณศาสนสถาน


https://f.tpkcdn.com/review-source/120106b2-e1f2-c6e2-883c-55a204d2f036.jpg

ตัวปราสาทด้านหน้า

http://nokjibjib.com/wp-content/uploads/2016/08/Phanom-rung-2.jpg

http://www.phanomrung.com/images/prasatkaophanomrung.jpg




จุดหมายสุดท้ายในการทัวร์ศึกษาดูงาน

วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง


อุทยานภูเขาไฟกระโดง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ และศึกษาประวัติศาสตร์ ธรณีวิทยาและชีววิทยา เพราะเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟที่ยังคงปรากฏร่องรอยปากปล่องให้เห็นได้ชัดเจน มีโบราณสถานกู่เขากระโดง เป็นที่ประดิษฐานรองพระพุทธบาทจำลอง และมี”พระสุภัทรบพิตร” พระพุทธรูปองค์ใหญ่คู่เมืองบุรีรัมย์ อยู่บนยอดเขา และยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าเต็งรัง เนื้อที่ประมาณ 6 พันไร่ รวมทั้งพันธุ์ไม้พื้นเมืองที่หาชมได้ยาก เช่น ผลของต้นโยนีปีศาจ ที่มักพบในบริเวณเขตภูเขาไฟ การขึ้นไปยังเขากระโดงสามารถทำได้สองวิธี คือ เดินขึ้นบันได หรือ ขับรถขึ้นไปถึงยอดเขา ระหว่างทางจะพบพระพุทธรูปปางต่าง ๆ เรียงรายอยู่เป็นระยะ วนอุทยานเขากระโดง ชื่อเดิมชาวบ้านเรียกเขากระโดงว่า “พนมกระดอง” เป็นภาษาเขมร แปลว่า “ภูเขากระดอง (เต่า)” เพราะมีรูปลักษณ์คล้ายกระดองเต่า ต่อมา จึงเรียกเพี้ยนเป็น “กระโดง”

จุดเด่นวนอุทยานภูเขาไฟกระโดง


http://chalermkiet.com/images/l_ab6e5624ae24306a74f096365838b020.jpg

http://www.nakhonchaiburin.info/wp-content/uploads/2016/07/%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%87-1-1024x682.jpg

พระสุภัทรบพิตร เป็นพระพุทธรูปคู่เมือง ภายในเศียรบรรจุพระธาตุ ประดิษฐานอยู่บนเขากระโดง เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐฉาบปูนขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 12 เมตร ฐานยาว 14 เมตร หันหน้าไปทางทิศเหนือ สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2512 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายสุรวุฒิ บุญญานุสาสน์ ในขณะนั้น ร่วมกับพ่อค้าประชาชนและผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในความคิดและโครงการต่างๆ ของหลวงพ่อบุญมา ปัญญาปโชโต อดีตเจ้าอาวาสวัดเขากระโดง ได้ร่วมกันจัดสร้างขึ้นบริเวณยอดเขากระโดง เพื่อให้เป็นที่สักการะบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วไป

ปากปล่องภูเขาไฟเขากระโดง ปากปล่องภูเขาไฟเขากระโดง มีอายุประมาณ 3 แสนถึง 9 แสนปี สูงจากระดับน้ำทะเล 265 เมตร ซากปากปล่องเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งซีก ยอดเนินเขาเป็นขอบปล่องด้านทิศใต้เรียกว่า เขาใหญ่ ส่วนยอดเนินเป็นขอบปล่องด้านทิศเหนือเรียกว่า เขาน้อย หรือเขากระโดง ส่วนบริเวณที่เป็นขอบปล่องปะทุคือ บริเวณที่เป็นหุบเขา ปัจจุบันมีสภาพเป็นสระน้ำ เป็นซากภูเขาไฟที่ยังคงสภาพดีและมีอายุน้อยที่สุดในประเทศไทย

สะพานพิสูจน์ศรัทธาสาธุชน (บันไดนาคราช) สร้างขึ้นเมื่อปี 2512 เพื่อเป็นทางเดินขึ้นไปสักการะบูชาพระสุภัทรบพิตร ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขากระโดง จำนวน 297 ขั้น ชมการละเล่นพื้นบ้านในงานประเพณีขึ้นเขากระโดง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 และร่วมทำบูญงานประกวดกวนข้าวทิพย์–ตักบาตรรเทโวโรหณะ ในช่วงก่อนวันออกพรรษาและวันออกพรรษาของทุกปี

ปราสาทเขากระโดงและพระพุทธบาทจำลอง ตั้งอยู่บนปากปล่องภูเขาไฟกระโดง เป็นศาสนสถาน สร้างขึ้นก่อนสมัยสุโขทัย เดิมเป็นปรางค์หินทราย ก่อบนฐานศิลาแลงองค์เดียวโดดๆ ฐานสี่เหลี่ยมขนาด 4×4 เมตร มีช่องทางเข้า 4 ด้าน ต่อมาหินพังหรือถูกรื้อลงมา มีผู้นำหินมาเรียงขึ้นมาใหม่ แต่ไม่ตรงตามรูปแบบเดิม ในสมัยรัตนโกสินทร์ ตระกูลสิงห์เสนีย์ได้ประดิษฐาน พระพุทธบาทจำลองไว้ในองค์ปรางค์

การเดินทางศึกษาดูงานในครั้งนี้มีความสำคัญแก่การศึกษาวิชาประวัติศาสตร์มาก

ถึงแม้ข้อมูลได้จากการก๊อปมาบ้างคิดเองบ้าง แต่การลงพื้นจริงก็มีความสำคัญอย่างมาก

http://www.nevacat.de/gifs/Garfield/garfield005.gif