ด้วยเหตุว่ากระบวนการเรียนรู้พรุ่งนี้ (เสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560) พ่อครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ออกแบบให้แกนนำสภานักเรียนโรงเรียนเมืองพลพิทยาคมเดินเท้าเข้าเรียนรู้สวนป่ามหาชีวาลัยอีสาน ผมจึงสร้างกระบวนการเพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนแบบรวบรัด โดยใช้เวลาร่วมๆ จะ ครึ่งชั่วโมง –
ผมแจกกระดาษให้นักเรียนคนละแผ่น บอกกติกาง่ายๆ ให้นักเรียนวาดภาพตามคำบอกเล่า โดยก่อนหน้านี้ก็แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ อย่างสมดุล เฉลี่ยแล้วกลุ่มละประมาณ 5-6 คน
ผมให้นักเรียนวาดภาพต่างๆ อันเป็นบริบทใกล้ตัวของพวกเขา เช่น พระอาทิตย์ ภูเขา แม่น้ำ ต้นไม้ บ้าน วัด โรงเรียน สวนมันสำปะหลัง ไร่อ้อย สุนัข พระบิณฑบาต ร้านจำหน่ายหม่ำเมืองพล ดอนปู่ตา หรือแม้แต่อะไรก็ได้ที่เขาอยากจะวาด ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ผมคิดจากฐานคิดง่ายๆ คือ “บริบทชุมชน” หรือสิ่งแวดล้อมในชุมชน เป็นกระบวนการที่หยั่งถามนักเรียนว่านักเรียนรู้จักบริบทชุมชนตนเองมากน้อยแค่ไหน หรือกระทั่งรู้จักโรงเรียนตัวเองแค่ไหน รวมถึงรู้จักปรากฏการณ์ธรรมชาติรอบตัวแค่ไหน
ครั้งพอวาดภาพเสร็จ ผมก็ให้สมาชิกภายในกลุ่มสนทนาเรื่องราวในภาพร่วมกัน เป็นการสนทนาแบบเรียบง่าย ไม่เสียงดัง เป็นการฝึกทักษะของการ “สนทนา” หรือ “สุนทรียสนทนา” (Dialogue) ไปในตัว เพราะกระบวนการก่อนนั้นผมตั้งใจเน้นการทบทวนตัวเองและการตั้งคำถามกับผู้อื่นเป็นหัวใจหลัก โดยมีกรอบเวลาอันเร่งรีบเป็นตัวกำหนดวิถีหรือบรรยากาศของการเรียนรู้
ตรงกันข้ามกับครานี้ ผมเจตนาที่จะชะลอการเดินทางของการเรียนรู้ให้ช้าลง เพื่อให้ทุกคนฝึกสมาธิไปในตัว และเรียนรู้อย่างมีศิลปะ ไม่รีบเร่ง ละมุนละไม
นี่คือกระบวนการหนึ่งที่ผมกำลังบอกกับนักเรียนว่า การสนทนาพาทีก็เป็นทักษะสำคัญของการเป็นผู้นำ ที่ต้องมีในตัวตนของสภานักเรียน ซึ่งคำว่าสนทนาไม่ได้มีขอบข่ายแค่การพูด หรือการสื่อสารเท่านั้น ทว่ามีความนัยของการฟัง การวิเคราะห์ไปในตัวอย่างเสร็จสรรพ และทั้งปวงคือความเสมอภาคที่จำดำเนินการไปในเวทีดังกล่าว
เช่นเดียวกับการสื่อสารให้นักเรียนได้รู้ว่า “ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้และการเรียนรู้” หรือ “ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคือห้องเรียนที่ต้องเรียนรู้”
ใช่ครับ-ผมบอกกับพวกเขาว่าภาพที่ให้วาดนั้นล้วนมีความหมายในตัวเอง นักเรียนควรที่จะเรียนรู้ถึงความหมาย และนักเรียนต้องมีทักษะในการ “ถอดรหัส" ความรู้จากภาพเหล่านั้น เพื่อให้รู้ซึ่งความหมายและคุณค่าของภาพที่ให้วาด
ใช่ครับ-ผมบอกกับพวกเขาว่าไม่ใช่บอกได้แค่ว่าภาพนั้นคืออะไร แต่ต้องบอกให้ได้ว่าภาพเหล่านั้นเกี่ยวพันเชื่อมโยงกันอย่างไร เกี่ยวโยงกับวิถีชีวิตหรือครรลองของสังคมอย่างไร ร้อยรัดกับตัวเองอย่างไร หรือเข้าใจง่ายๆ เลยก็คือ “มีความสำคัญอย่างไรต่อนักเรียนและชุมชน” นั่นเอง
จากข้อสังเกตข้างต้น ภาพที่นักเรียนวาดค่อนข้างยาก หรือเดอาการสะดุดถึงกับตั้งคำถามกลับมาเพื่อย้ำความมั่นใจจะมีอยู่ 2 ภาพหลักๆ
- ภาพแรกคือ “ดอนปู่ตา”
- ส่วนอีกภาพคือ “ร้านจำหน่ายหม่ำเมืองพล”
ว่าด้วยดอนปู่ตานั้นพอเข้าใจว่านักเรียนหลายคนเป็น “เด็กเมือง” ไม่ใช่ “เด็กชนบท” หรือเด็กที่เติบโตในหมู่บ้านแต่ไม่มีดอนปู่ตา ไม่มีป่าสาธารณะในชุมชน หรือแม้แต่เป็นเด็กในหมู่บ้านเองก็เถอะ แต่กลับไม่เคยได้สัมผัสกับพื้นที่ดังกล่าว ไม่เคยได้สัมผัสกับจารีตประเพณีว่าด้วยการเลี้ยงปู่ตา จึงย่อมมองภาพที่ว่านั้นไม่แจ่มชัด
หากแต่ภาพร้านจำหน่ายหม่ำเมืองพลนั้น ผมอดที่จะแปลกใจไม่ได้ เพราะถนนสายมิตรภาพที่พาดผ่านเมืองพลนั้นเต็มไปด้วยร้านรวงที่จำหน่ายสินค้าประเภทนี้อย่างล้นหลาม จึงอดที่จะแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมนักเรียนเกิดอาการสะดุดในเรื่องราวเชิงอัตลักษณ์ของชุมชนตนเองไปได้ถึงขนาดนั้น
พวกเขาสะดุดเพราะไม่ชอบรับประทาน หรือสะดุดเพราะไม่เคยใส่ใจต่อสินค้าของชุมชนตนเอง หรืออื่นใดก็ไม่ทราบ --- แต่มั่นใจว่าพอได้วาดภาพผ่านกระบวนการนี้แล้ว เขาคงหันกลับมาตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านี้บ้าง
สารภาพกันตรงๆ เลยนะครับ ผมไม่ได้สรุปชัดเจนหรอกว่ากระบวนการเรียนรู้ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์อะไร - ต้องการสอนทักษะอะไร หรือกระทั่งการไม่ได้อธิบายให้รู้ว่ากระบวนการเล็กๆ ในเวลาอันแสนสั้นนี้คือการเตรียมความพร้อมให้พวกเขานำไปใช้กับการเรียนรู้ในรุ่งเช้าที่กำลังจะมาถึง
จริงๆ ก็ไม่มีอะไรมาก ผมก็แค่อยากให้เขาเรียนรู้แบบเพลิดเพลิน เรียนรู้ทฤษฎีผ่านการปฏิบัติการร่วมกันในแบบเนียนๆ วิเคราะห์สังเคราะห์เอง หรือกระทั่งร่วมกันขับเคลื่อนอย่างเป็นทีม พอเสร็จสิ้นกระบวนการค่อยมาแชร์ร่วมกันว่าได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง มีวิธีการเรียนรู้อย่างไร ซึ่งนั่นค่อยเชื่อมโยงกลับมาว่ากระบวนการที่แอบสอนแบบเนียนๆ นั้นมีอะไรบ้าง ---
นี่คือกระบวนการเรียนรู้ง่ายๆ ในแบบฉบับของผมที่เน้นบันเทิงเริงปัญญา ไม่อัดเนื้อหาทฤษฎีลงสู่ตัวผู้เรียนจนเกินงาม แต่พยายามให้เขาเรียนรู้ผ่านกระบวนการและคิดเองเสียมากกว่า คล้ายกับให้เขาได้คิดและได้ทำในสิ่งที่เขาต้องการ จากนั้นค่อยมาสะท้อนการเรียนรู้และถอดบทเรียนร่วมกัน
ครับ-ยิ่งเป็นเด็กนักเรียน ผมว่ากระบวนการง่ายๆ ในแบบบันเทิงเริงปัญญานี่แหละคืออีกหนึ่งปัจจัยความสำเร็จของการเรียนรู้เพื่อการเติบโต เพราะนี่คือการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่ก่อให้เกิดทักษะการเรียนรู้บริบทรอบตัว หรือกระทั่งกระบวนการเพาะบ่มว่าด้วยเรื่องความรักและผูกพันต่อบ้านเกิด หรือจิตอาสา –จิตสาธารณะต่อบ้านเกิด
เสียดายก็แต่เวลามีจำกัดจริงๆ มิเช่นนั้นผมจะสร้างกระบวนการให้ถอดรหัสจากภาพต่างๆ อย่างละเอียด ทั้งในมิตินิทานปรัมปรา มิติทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงเชื่อมกระบวนการไปสู่การฝึกให้นักเรียนได้ร้อยเรียงเป็นเรื่องราวแล้วสื่อสารเป็นเรื่องเล่าและละคร หรือแม้แต่บางทีอาจสรุปให้ชัดว่ากระบวนการนี้จะผูกโยงไปสู่เวทีการเรียนรู้ของพรุ่งนี้อย่างไร --







