ทีวีครู ทีวีที่ครูควรดู




บทนำ

เป็นที่ทราบกันดีว่าการศึกษาของไทยนั้นตกต่ำอย่างมาก และยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในเร็ววัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้ย่อมส่งกระทบต่อผลผลิตทางการศึกษา ในที่สุดก็ส่งผลด้านลบต่อการพัฒนาประเทศ ข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่า ผลจาการสอบการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือ O-Net ในทุก ๆ ปี ผลที่ออกมามักจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือ เด็กไทยมีความรู้ต่ำกว่ามาตรฐานอยู่เสมอ ๆ หรือแม้แต่การศึกษาขององค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economics Co-operation and Development, OECD) ที่รู้กันในชื่อของ PISA (Programme for International Students Assessment) พบว่าผู้เรียนไทยมีความรู้วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับสูงมีเพียง 1% และเด็กไทย 74% อ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่อง คือมีตั้งแต่อ่านไม่ออก อ่านแล้วตีความไม่ได้ วิเคราะห์ความหมายไม่ถูก หรือแม้แต่ใช้ภาษาให้เป็นประโยชน์ในการศึกษาวิชาอื่นๆ ทั้ง ๆ ที่เรามีชั่วโมงให้เด็กได้เรียนรู้ในชั้นเรียนมากเป็นอันต้น ๆ ของโลก

อีกทั้งขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ประชาคมอาเซี่ยน ส่งผลให้การแข่งขันกับประเทศในภูมิภาคในด้านต่าง ๆ จะเริ่มเข้มข้น ทว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นกลไกสำคัญกำลังถูกตั้งคำถาม แม้ว่ารัฐบาลจะผลักดันนโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งตามมาด้วย Education 4.0 ก็ตาม แต่ความชัดเจนในการปฏิรูปการศึกษายังดูเลือนราง หลักสูตรก็มีกระแสข่าวว่าจะปรับ นโยบายอีกหลาย ๆ อย่างก็ยังไม่นิ่ง เปลี่ยนผู้บริหารครั้งใดก็มีอะไรแปลกใหม่มานำเสนอเสมอ จนผู้ปฏิบัติงานปรับตัวไม่ทัน ในที่สุดก็ยึดถือตามแนวเดิม เพราะถือว่า “ปรับไปปรับมา ปรับมาปรับไป สับสน ไม่ปรับดีกว่า” หรือแม้จะปรับก็ปรับเพียงแค่ฉาบฉวยเพียงแค่ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงด้านการงานของตน

อย่างไรก็ตามในฐานะผู้เขียนเป็นครู และเลือกแล้วว่าจะประกอบวิชาชีพนี้ เช่นเดียวกับครูอีกหลายคนที่เลือกจะประกอบวิชาชีพเพื่อสร้างผู้เรียนของตนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีทักษะชีวิตที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ และเผชิญชีวิตในสังคมที่มีความสลับซับซ้อนได้ จึงพยายามเรียนรู้และสรรหาวิธีการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลายให้ผู้เรียนของตนบรรลุเป้าหมายด้านการเรียนรู้ ดังตัวอย่างดี ๆ ที่ปรากฏให้เห็นในภาพข่าวต่าง ๆ และที่สำคัญคือโทรทัศน์ครูที่ผลิตโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ซึ่งสามารถรับชมเรื่องราวของครูสอนดีที่มีการรวมไว้เป็นหมวดหมู่อย่างน่าสนใจที่ www.thaiteachers.tv และงานเขียนชิ้นนี้จะได้นำเสนอบทเรียนส่วนหนึ่งจากการได้เรียนรู้จาก “ทีวีครู”

การสอนให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง

ทุก ๆ ตอนในทีวีครู เป็นการนำเสนอรูปแบบและเทคนิคการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง จะเห็นว่าครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (Facilitator) จัดกระบวนการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ โดยเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม หรือความรู้เดิมของผู้เรียน ผสมผสานกับชุดประสบการณ์ใหม่รวมทั้งตัวความรู้ใหม่ (Text) ที่ครูออกแบบเป็นลำดับขั้นตอน จนในที่สุดผู้เรียนสามารถบอกได้ว่าตนได้เรียนรู้อะไรใหม่ภายหลังจากครูได้จัดกระบวนการเรียนรู้


การให้ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญ เพราะในชีวิตจริงผู้เรียนจะต้องเผชิญกับสิ่งรอบตัวที่เป็นประสบการณ์ใหม่ หากผู้เรียนสามารถจัดการกับสิ่งเหล่านี้ให้เป็นความรู้ได้ จะเกิดการนำความรู้ไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม ทำให้ผู้เรียนมีพัฒนาการที่จะต่อยอดความรู้ พัฒนาไปสู่การเรียนรู้ที่ไม่หยุดนิ่ง เป็นการเรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติ นำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งอาจเป็นการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางสังคม

ในที่นี้ผู้เขียนขอยกตัวอย่างตอนที่มีชื่อว่า “เรขาคณิตชีวิตใกล้ตัว” กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ชั้น ป.3 สอนโดยครูวันทนีย์ กะตะศิลา ครูได้สร้างแรงจูงใจให้เด็กอยากรู้ โดยใช้ขนมพื้นบ้าน แล้วให้ผู้เรียนบอกรูปเรขาคณิตแบบง่าย ๆ ที่ผู้เรียนเห็นจากขนมพื้นบ้าน เป็นกระตุ้นให้ผู้เรียนอยากรู้ อยากเรียน มองเห็นถึงความเชื่อมโยงกับประสบการณ์ในชีวิตจริง จากนั้นครูกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ทบทวนความรู้เดิมด้วยคำถามให้บอกถึงรูปเรขาคณิตที่ผู้เรียนรู้จักหรือเคยเรียนรู้มาแล้วในชั้น ป.2 ครูใช้สื่อง่าย ๆ เพิ่มเติมข้อมูลใหม่ให้ผู้เรียนได้รู้จักรูปเรขาคณิตอื่น ๆ ด้วยสื่อที่ครูผลิตขึ้นเองจากหลอดดูด ที่สามารถปรับทิศทางได้ จากนั้นให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์อีกชุดคือการสัมผัสและพิจารณาสิ่งของที่ครูเตรียมมาให้ในกะละมังแล้วบอกว่าคือรูปเรขาคณิตอะไร เป็นการทบทวนเชื่อมโยงกับความรู้เดิมและความรู้ใหม่ สุดท้ายครูให้ผู้เรียนบอกสิ่งที่ได้เรียนรู้เป็นการให้ผู้เรียนได้กระตุ้นคิด ทบทวน และสร้างและสรุปความรู้ด้วยตนเอง นำไปสู่การปรับใช้โดยการให้หาสิ่งรอบ ๆ ตัวที่มีรูปเรขาคณิตมานำเสนอ

นอกจากนั้นในการจัดการเรียนรู้ของครูสมหมาย สำราญบำรุง ตอน QQR ไขความรู้เรื่องเอดส์ ตอนที่ 1 ที่ให้ผู้เรียนทำกิจกรรมแลกน้ำ เป็นการจำนองสถานการณ์การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน จากนั้นครูตั้งคำถามให้ผู้เรียนวิเคราะห์ โดยเริ่มต้นถามความรู้สึก ถอดรหัสจากกิจกรรมแลกน้ำ จำนวนครั้งกับการติดเชื้อสัมพันธ์กันหรือไม่อย่างไร แล้วอะไรคือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื่อ HIV จากการมีเพศสัมพันธ์ จะเห็นว่าความรู้เดิมที่ผู้เรียนเคยเรียนรู้มาจะถูกนำมาให้คิดด้วยคำถาม และการลงมือปฏิบัติทำให้ผู้เรียนสร้างความรู้ชุดใหม่ด้วยตนเองว่า จำนวนครั้งไม่เกี่ยวกับความเสี่ยง แต่พฤติกรรมต่างหากที่เป็นปัจจัยเสี่ยงหากมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน และอีกคำถามที่ครูสมหมายชวนให้คิด คือให้แยกความแตกต่างระหว่างผู้ป่วยเอดส์ กับผู้ติดเชื้อ HIV แล้วกระตุ้นด้วยคำถาม เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ว่า ภาพของเอดส์ถูกสร้างให้กลัวผู้ป่วยเอดส์ทั้ง ๆ ที่เราไม่มีโอกาสจะได้รับเชื้อจากผู้ป่วยด้วยการมีเพศสัมพันธ์เลย แต่เราไม่กลัวคนทั่วไปซึ่งดูไม่ออกว่ามีเชื้อ HIV หรือไม่ ทำให้ผู้เรียนประเมินความเสี่ยงผิดพลาดเป็นต้น

ทั้งสองตัวอย่างที่ยกมาจะเห็นว่า ครูมีวิธีการสอนที่หลากหลาย หากครูกางตำราสอน ใช้ชอร์คและกระดาน เป็นวิธีการหลักซึ่งครูจำนวนไม่น้อยยังคงใช้วิธีการนี้ ผู้เรียนอาจจะจดจำตัวบท (Text) ได้บ้าง แต่ไม่อาจทำให้ผู้เรียนเห็นภาพ เชื่อมโยงประสบการณ์ ความรู้เดิม กับประสบการณ์ใหม่ ความรู้ใหม่ เพื่อสร้างเป็นความรู้ของตนได้เลย

วิธีสอนที่น่าสนใจ

ทีวีครูทำให้ผู้เขียนเห็นวิธีจัดการเรียนรู้ที่น่าสนใจหลายวิธี และทุกวิธี เป็นกระบวนการที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง สิ่งที่ครูทุกคนมีและสะท้อนให้เห็นคือ

  • การวิเคราะห์ความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียน ที่เห็นได้ชัดคือกรณีครูสถาพร เจริญผ่อง ในตอนระบำพืชแม่ครัว กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้น ป.6 เข้าใจ learning style ของผู้เรียน ที่มีกลุ่มที่ชอบฟังชอบพูด ชอบดูชอบอ่าน และชอบเคลื่อนไหว จึงออกแบบกิจกรรมที่มีทุกลักษณะ กรณีของครูนุจรินทร์ ทองกันทม ในตอน สร้างสุขในชั้นเรียน ตอน การจัดการเรียนรู้ด้วยเพลงและบทบาทสมมติ กลุ่มสาระพลศึกษา ชั้น ป.2 ให้ผู้เรียนที่มีข้อจำกัดด้านร่างกายมาทำหน้าที่ผู้ช่วยครู เพื่อลดปมด้อยของผู้เรียน และกรณีครูเสาวพร บุญช่วย ตอนดนตรีนาฏศิลป์กับความคิดสร้างสรรค์ ที่มองเห็นความแตกต่างเชิงความสนใจระหว่างเพศชายกับเพศหญิง จึงได้มอบหมายงานให้ผู้เรียนทำกิจกรรมสร้างสรรค์ท่าทางประกอบเพลงจากเพลงที่มีท่วงทำนองและความหมายแตกต่างกัน
  • วิธีการจัดการเรียนรู้ที่น่าใจ การที่ครูเข้าใจธรรมชาติความแตกต่างของผู้เรียนจึงทำให้ครูมีวิธีจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายไปด้วย เช่น
    • กระบวนการ 5 E เป็นการเลียบแบบการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ ในตอน ชีวิตทดลองได้ โดย ดร.พรทิพย์ ศิริภัทราชัย กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ป.3 มีขั้นตอนที่สำคัญคือ การกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ ต่อมาคือการสำรวจตรวจสอบ (ค้นคว้า ทดลอง) ตามมาด้วยสรุปผลการทดลอง การขยายความรู้ และการประเมินผล
    • การสอนทักษะภาษาอังกฤษ 5 ขั้น ในตอน learning Song ร้องเรียนรู้ กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ ชั้น ป.1 โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทิพพดี อ่อนแสงอรุณ มีขั้นตอนคือ ขั้นนำ เตรียมความพร้อม ขั้นสอน ให้ความรู้ ให้ดู ให้ฟัง ขั้นฝึก ให้ทำกิจกรรมฝึกปฏิบัติ ขั้นนำไปใช้ นำไปบูรณาการกับกลุ่มสาระอื่น ๆ เช่น ทัศนศิลป์ ขั้นสรุป คือการนำเสนอผลงานหน้าชั้น

c.การสอนแบบโยนิโสมนสิการ ในตอนการสอนแบบโยนิโสมนสิการ กลุ่มสาระสังคมศึกษาระดับชั้น ป.2 โดยครูสิริมา กลิ่นกุหลาบ มีขั้นตอนคือ การสร้างศรัทธาในคุณความดี ต่อมามีสถานการณ์ให้ผู้เรียนวิเคราะห์ แบบเหรียญสองด้าน ทั้งด้านดีและด้านเสีย ให้ผู้เรียนวิเคราะห์ที่มาของปัญหา ผลกระทบของปัญหา และแนวทางแก้ปัญหา ขั้นสุดท้ายคือการตัดสินแก้ปัญหา โดยให้ผู้เรียนจับคู่กันแลกเปลี่ยนรับฟังเหตุผลของกันและกัน

เทคนิคการสอนดี ๆ

นอกจากแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่น่าสนใจในทีวีครูแล้ว ผู้เขียนยังได้เห็นเทคนิคต่าง ๆ ที่ครูนำมาใช้ในการจัดการชั้นเรียน เช่น

เทคนิคการเสริมแรงด้วยการปรบมือเป็นจังหวะแล้วต่อท้ายด้วยคำว่า Excellent ของครูบริสุทธิ์ธรรม พิมพ์ศิริ ในตอนชนิดของมุมตอนที่ 1 กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ชั้น ป.5

สร้างความมั่นใจในการพูดของผู้เรียน ด้วยวลีที่ว่า “พูดได้ไม่ผิด” เป็นสิ่งที่ครูจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจในการสนทนา นำเสนอ รวมทั้งการตอบคำถามมากขึ้น ในตอนกิจกรรมแก้ปัญหาการไม่พูดและแสดงออก ของครูฐาวดี ทองขะโชค ระดับปฐมวัย และในตอนสมมติว่าฉันเป็นไกด์ ของครูอุทุมพร เลิศปรีชา กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ ชั้น ม.6 ที่กล่าวว่า “เมื่อผู้เรียนพูดผิด อย่าเพิ่งหยุด ให้ผู้เรียนสนทนาให้เสร็จแล้วค่อยปรับแก้แล้วให้ผู้เรียนฝึกพูดใหม่ เมื่อผู้เรียนทำได้ถูกต้องก็ชื่นชม”

การตั้งคำถามชวนคิดวิเคราะห์ ในตอนการสอนแบบโยนิโสมนสิการ กลุ่มสาระสังคมศึกษาระดับชั้น ป.2 โดยครูสิริมา กลิ่นกุหลาบ จะเห็นวิธีการตั้งคำถามของครูที่ชวนให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ โดยใช้คำถามว่า ทำไม อย่างไร ส่งผลต่ออะไร

กระตุ้นให้ผู้เรียนสืบค้นข้อมูล ในตอนชีวิตทดลองได้ ของดร.พรทิพย์ ศิริภัทราชัย กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ป.3 ที่กล่าวว่า “ครูต้องแกล้งไม่รู้ หรือรู้น้อยกว่าผู้เรียนเสียบ้าง จะทำให้ผู้เรียนไปแสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง”

เกมการแข่งขัน จะกระตุ้นให้ผู้เรียนตื่นตัวอยู่เสมอ และจะเรียนรู้อย่างสนุกสนาน แต่ต้องไม่ทำให้ผู้แพ้อับอายหรือด้อยค่า ในตอนเรขาคณิตชีวิตใกล้ตัว กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ชั้น ป.3 สอนโดยครูวันทนีย์ กะตะศิลา

สร้างนามธรรมให้เป็นรูปธรรม จากตอนระบำพืชแม่ครัว ผู้สอนคือครูสถาพร เจริญผ่อง กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ชั้น ป.6 ที่สอนเรื่องการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช แล้วให้ผู้เรียนออกมาแสดงบทบาทสมมติขั้นตอนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช

เทคนิคเหล่านี้สามารถนำไปปรับใช้ได้ในรายวิชาที่ผู้เขียนรับผิดชอบทั้งเรื่องการเสริมแรง การกระตุ้นการเรียนรู้ การกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ และการทำให้เรื่องนามธรรมกลายเป็นนามธรรม

สื่อและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับประเด็นสื่อและเทคโนโลยีถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ ทว่าจากการรับชมทีวีครูพบว่า ครูไม่ได้ใช้สื่อการเรียนรู้ที่เลิศหรูหรือทันสมัยแต่อย่างใด ดังนั้นผู้เขียนจึงมีความเห็นจากบทเรียนชิ้นนี้ว่า ครูไม่จำเป็นต้องหาสื่อที่มีราคาแพง สื่ออะไรก็ได้ที่ใกล้ตัวจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากที่สุดโดยคำนึงถึงความเหมาะสมต่อความสนใจและช่วงวัย

จะเห็นได้ว่าสื่อที่ครูนำมาใช้ในทีวีครู เช่น บัตรคำ บัตรภาพ ผลไม้จริง ๆ ขนมพื้นบ้าน เศษวัสดุเหลือใช้ ใบความรู้ การศึกษาจากแหล่งเรียนรู้จริง เพลง หนังสือนิทาน วีดิทัศน์ ซึ่งสถานศึกษาส่วนใหญ่มีใช้กัน แต่สิ่งสำคัญคือต้องเลือกและเชื่อมโยงอย่างเป็นกระบวนการให้ได้มากกว่า

ตอนที่ประทับใจมากที่สุด

ต้องยอมรับว่าทุก ๆ ตอนที่ได้รับชมจากทีวีครูมีมุมที่หน้าประทับใจทุกตอน แต่ตอนที่ประทับใจมากที่สุดแม้ว่าจะได้รับผิดชอบจัดการเรียนรู้ในระดับนั้น คือ ตอนผลไม้แสนสนุก โดยครูไพพร ถิ่นทิพย์ ชั้นปฐมวัย ความประทับใจอยู่ตรงที่การจัดกระบวนการเรียนรู้ ที่มีความสนุกสนาน เห็นถึงความกระหายใคร่รู้ของเด็กน้อย โดยครูเริ่มจากการให้ผู้เรียน ท่องคำคล้องจองผลไม้ตามครูและเคลื่อนไหวประกอบจังหวะ ครูชวนคุยลักษณะ รสชาติ ประโยชน์ และโทษของผลไม้ จากนั้นครูจะนำผู้เรียนไปศึกษาเรียนรู้ยังตลาดสด แต่ก่อนจะไปครูได้ร่วมกับผู้เรียนสร้างข้อตกลงการเรียนรู้ แบ่งบทบาทหน้าที่ เมื่อผู้เรียนไปถึงตลาด เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้เรื่องการนับ การทำงานเป็นกลุ่ม การพบกับกลุ่มคนที่หลากหลาย การสอบถามราคา วิธีเลือกผลไม้ ได้ชมรสชาติ ได้รับรู้ถึงประโยชน์และโทษ หลังจากนั้นครูให้ผู้เรียนถ่ายทอดจินตนาการจากการไปทัศนศึกษาตลาดสดด้วยการวาดภาพ ตัดปะ และปั้นดินน้ำมัน

ผู้เขียนนั่งดูไปก็มีความสุข เห็นรอยยิ้มทั้งครู ทั้งเด็ก และทั้งแม่ค้าในตลาด กิจกรรมลักษณะนี้ถ้าได้ฝึกตั้งแต่ปฐมวัยจะทำให้เมื่อไปเรียนรู้ระดับสูง ๆ จะเป็นพื้นฐานที่ดีมาก

บทสรุป

มื่อผู้เขียนเป็นครูตัวเล็ก ๆ เป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งในระบบการศึกษา ไม่มีอำนาจอะไรมากมายที่จะผลักดันเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนนโยบาย ทว่าผู้เขียนตระหนักถึงบทบาทที่สำคัญต่อการพัฒนาผู้เรียนที่อยู่ตรงหน้า และเชื่อว่ายังมีครูอีกจำนวนไม่น้อยที่กำลังพยายาม แม้บางครั้งจะตีบตันหนทาง อยากเรียนว่าอย่าเพิ่งสิ้นหวัง การได้เรียนรู้อย่างไม่หยุดนิ่งของครู จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการออกแบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนของเรา ให้สามารถสร้างความรู้ด้วยตนเองได้ และพัฒนาไปสู่ความเป็นคนดี คนเก่ง อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก และทีวีครูก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่น่าสนใจให้ครูได้พัฒนาตนเอง ผ่านบทเรียนที่ได้พิสูจน์มาแล้ว

หมายเลขบันทึก: 622625เขียนเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2017 14:09 น. ()แก้ไขเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2017 14:09 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)

ขอบคุณที่ให้ความสนใจ

โทรทัศน์ครู (TV ครู )

ปัจจุบันนี้ คุณครูหลายท่าน

ในโทรทัศน์ครู อยู่ใน

DLIT ( ห้องเรียนคุณภาพ) จ้


พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี