๖. พระเนื้อต่างๆของไทย

จากที่ได้เกริ่นนำมาแล้วว่าคนไทยรู้จักการเผาดินเพื่อมาสร้างสิ่งของต่างๆมานานตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ นับจากที่มีหลักฐานยืนยันก็มากกว่า 7000 ปีมาแล้ว พระเครื่องยุคแรกที่ขุดค้นพบก็เป็นพระเนื้อดินเผา ดังนั้นจึงขอแสดงองค์ความร้ด้านพระเนื้อดินเผาก่อน

พระเครื่องของคนไทยอาจแบ่งตามเนื้อได้ดังนี้

1. เนื้อว่าน

2. เนื้อดิน

3. เนื้อชิน

4. เนื้อผง

ในแต่ละเนื้อก็สามารถแบ่งย่อยลงได้อีกตามวัสดุต่างๆที่เลือกใช้ เรียกแบบคล้องจองว่า ว่าน ดิน ชิน ผง หลักๆมีแค่นี้

เช่นเนื้อว่าน ก็แบ่งเป็นเนื้อว่านหยาบเช่นพระหลวงปู่ทวดเนื้อว่าน 2497 เป็นเนื้อที่ทำจากหัวว่านชนิดต่างๆ (ไม่รู้ว่ามีชนิดไหนจริงๆบ้าง คงเป็นว่านที่มีชื่อเป็นมงคล) ทำจากหัวหรือต้นหรือรากว่านแล้วนำมาตำบดให้แหลกละเอียดเล็กเพื่อที่จะปั้นและนำไปกดในแม่พิมพ์ได้ ผสมกับมวลสารศักดิ์สิทธิ์เช่นผงพุทธคุณประเภทต่างๆ บางอย่างเป็นผงยาที่ทำจากว่านเล่นพระของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว เช่นพระเนื้อผงยาจินดามณี พระปิดตาหลายๆแบบก็ทำมาจากเนื้อว่านคลุกรัก รักเป็นพืชชนิดหนึ่งซึ่งมีน้ำยางออกมาจากต้นเมื่อมีรอยแผล ยางคือน้ำเลี้ยงที่อยู่ในท่อลำเลียงที่อยู่ในลำต้นของต้นรัก รักจะเป็นสารคำพวกออร์แกนิค คือสารที่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจนเป็นหลักและอาจจะมีธาตุชนิดอื่นๆเช่นกำมะถันหรือฟอสเฟสบ้างแต่ก็พบในธรรมชาติน้อย รักมีสารเคมีหลักดังนี้ โปรดจำไว้ว่าสารธรรมชาติจะไม่ใช้สารชนิดเดียวแต่เป็นสารผสมที่มีสูตรโครงสร้างๆคล้ายๆกันหลายๆตัวผสมกันอยู่


หมู่ R คือ

R = (CH2)7CH=CH(CH2)5CH3 or
R = (CH2)7CH=CHCH2CH=CH(CH2)2CH3 or
R = (CH2)7CH=CHCH2CH=CHCH=CHCH3 or
R = (CH2)7CH=CHCH2CH=CHCH2CH=CH2 และอื่นๆ

จะเห็นว่าโครงสร้างทางเคมีของรักจะมีหมู่ R ที่มีพันธะคู่อยู่ พันธะคู่จะสามารถเกิดปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชั่นทำให้โมเลกุลมันต่อตัวกันยาวๆได้ ยิ่งถ้ามีหลายพันธะคู่อยู่ในโมเลกุลเดียวกันมันจะต่อตัวแบบโครงสร้างตาข่ายได้ ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่าเกิดการ crosslinking ทำให้สารที่ได้มีลักษณะแข็งแกร่งให้ความร้อนแล้วไม่หลอมเหลวแต่หากให้ความร้อนมากก็จะไหม้ไปเลย ดังนั้นพระที่คลุกกับรักเช่นพระปิดตาหลังแบบหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์ เนื้อพระก็กระแข็งแกร่งเนื้อจากรักแข็งตัวอย่างสมบูรณ์ พระแบบนี้สามารถเก็บได้เป็นล้านปีได้จะไม่เสื่อมสลายไปอย่างเช่นอำพันซึ่งเกิดจากยางสน(ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายๆรัก)มีอายุหลายร้อยล้านปีก็ยังคงอยู่ให้เห็นจนถึงปัจจุบัน

เนื้อดิน:

คุณเชื่อไหมว่าหลายๆคนไม่รู้หรอกว่าดินคืออะไร? ไม่รู้ว่านักสะสมพระเครื่องเคยคิดบ้างไหมว่าดินคืออะไร?

ดินคือหินที่ผุกร่อนนั่นเอง โลกเราสมัย 4000 ล้านปีมาแล้วยังไม่มีดินมีแต่หินหลอมเหลวยังร้อนมากคือมากกว่า 2000 องศาจนหินหลอมเหลว หินคืออะไรอีกล่ะ? หินคือสารประกอบที่ทางเคมีเรียกว่าเกลือ (Salt) สารประกอบเกลือคือสารประกอบไอออนนิคคือมีอะตอมบวกและอะตอมประจุลบมารวมอยู่ด้วยกัน อะตอมบวกก็จะเกิดจากธาตุที่เป็นโลหะมันสูญเสียอิเลคตรอนไปที่อื่นมันก็เลยมีประจุบวก ส่วนอะตอมประจุลบก็จะเกิดธาตุประเภทอโลหะ (คือไม่ใช่โลหะ) ตัวมันก็จะชอบอิเลคตรอนก็จะไปดึงอิเลคตรอนมาเก็บไว้ที่ตัวเองมันก็เลยมีประจุลบ ประจุบวกกับประจุลบมันดึงดูดกันเองและดึงดูดด้วยแรงที่สูงมากหินจึงแข็งมากและมีจุดหลอมเหลวสูงนั่นเอง หินมีหลายๆๆๆๆๆๆๆชนิดมากขึ้นอยู่กับชนิดของอะตอมบวกและชนิดของอะตอมลบ มีการศึกษาเรื่องนี้กันโดยเฉพาะเรียกว่าวิชาธรณีวิทยา ศึกษาเรื่องแร่ธาตุต่างๆอยู่ในในดินในใต้พื้นโลก



นี่คือรูปตัวอย่างผลึกของหินอย่างง่ายๆ กลมๆสีแดงคือประจุบวก กลมๆสีขาวคือประจุลบ เวลามันฟอร์มตัวกันก็เกาะกันเป็นผลึกดังรูปเรียงตัวไปเรื่อยๆใหญ่ขึ้นๆ

ดินก็คือหินหรือแร่ธาตุต่างๆที่แตกย่อยออกมาด้วยสภาพธรรมชาติต่างๆเช่นน้ำ ฝน ลม พืช สัตว์ผ่านกาลเวลาหลายๆล้านปี เป็น 1000 ล้านปีจนมันเล็กลงๆ ย่อยๆ ดินที่ยังไม่เล็กเรียกว่าทราย ทรายที่ย่อยลงไปอีกเรียกว่าทรายแป้ง (Silts) ทรายแป้งที่เล็กลงไปอีกเรียกว่า ดินเหนียว (Clay) ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 2 ไมครอนลงไป

ดินคือสารประกอบหลายๆอย่างเช่นมีน้ำ มีอากาศ มีสารออร์แกนิค มีสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่อาศัยอยู่ เวลาคนโบราณเอาดินมาทำพระก็ต้องแยกสารอื่นๆที่ไม่ใช่ดินเหนียวหรือทรายแป้งออกโดยใช้กรรมวิธีหลายแบบ เช่นการกรอง การตกตะกอนในน้ำเป็นต้น

พระเนื้อดินก็อาจแบ่งย่อยได้เป็นเนื้อดินเผา กับพระเนื้อดินดิบ พระเนื้อดินเผาก็เช่นพระนางพญา พระซุ้มกอ พระเนื้อดินดิบก็เช่นพระผงเกสรสุพรรณเป็นต้น พระเนื้อดินเผาเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่าย แต่่พระเนื้้อดินดิบล่ะคืออะไร

พระเนื้อดินดิบคือพระที่ใช้ดินเหนียวที่ผ่านการตกตะกอนและกรองแล้วนำมาผสมกับน้ำว่าน น้ำว่านนะครับไม่ใช่เนื้อว่าน น้ำว่านจะเป็นตัวประสาน ภาษาทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า matrix คือเป็นตัวแม่หลักเม็ดดินแต่ละเม็ดก็จะแทรกซึมอยู่ในน้ำว่าน น้ำว่านเมื่อให้ความร้อนเล็กน้อยหรือทิ้งไว้ในเจอความชื้นหรือแสงแดดก็จะเกิดปฏิกิริยาครอสลิ้งกิ้งทำให้โมเลกุลเกาะตัวกันทำให้ได้วัสดุที่แข็งแกร่งสามารถคงทนต่อกาลเวลาได้ยาวนานเป็นล้านๆปี (เหมื่อนแท่งอำพัน)

พระเนื้อชิน:

ชินเป็นภาษาของคนไทยโบราณแปลว่าโลหะ โลหะไม่ใช่ภาษาไทยเป็นภาษาบาลี โลหะมีหลายชนิด ที่นิยมเอามาสร้างพระคือตะกั่ว เพราะว่าตะกั่วหาได้ง่ายแร่ตะกั๋วพบได้ง่าย หลอมก็ง่าย ขึ้นรูปก็ง่าย สังกะสี หลอมง่ายขึ้นรูปง่ายเหมือนกันแต่ก็ใช้อุณหถูมิสูงกว่าตะกั่ว ทองแดง เงิน ทองคำ ส่วนแร่เหล็กนั้นคนไทยโบราณไม่เคยเอามาสร้างพระเพราะว่าเทคโนโลยีหลอมเหล็กยังไม่มี ยังไม่สามารถทำเตาให้ความร้อนสูงพอที่จะหลอมเหล็กได้ อย่างมากก็แค่เผาให้ร้อนแล้วนำมาตีขึ้นรูปได้ (Hot forging) เนื้อชินยังหมายถึงโลหะผสมชนิดต่างๆด้วย เช่นตะกั่วผสมกับสังกะสี ผสมกับดีบุก เงินผสมกับทองคำ ทองแดงผสมกับสังกะสีเป็นทองเหลือง เป็นต้น

เนื้อผง:

พระเนื้อผงเป็นพระที่เพิ่งเกิดมาไม่นานสร้างมาในยุครัตนโกสินนี่เอง ที่ดังสุดๆก็เป็นพระของหลวงพ่อโต วัดระฆัง เนื้อส่วนใหญ่เป็นปูน ปูนมีหลายแบบครับ ปูนในปัจจุบันที่ใช้งานก่อสร้างเป็นปูนซีเมนต์ปอร์ทแลนด์ ไม่ใช่ปูนแบบเดียวกันที่ใช้สร้างพระสมเด็จ ปูนที่ใช้สร้างพระสมเด็จคือปูนที่ได้จากแร่งแคลไซท์ (Calcite) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า Calcium carbonate (CaCO3) ในธรรมชาติแร่ตัวนี้มันมีหลายชื่อ เช่นหินปูน (lime) หินอ่อน (marble) หรือจะได้จากพวกกระดูกสัตว์ กระดูกคนก็เป็นสารประเภทเดียวกัน ส่วนที่เซ๊ยนเฝ้าตู้ในห้างใหญ่ชอบพูดว่าพระสมเด็จสร้างมาจากเปลือกหอย เปลือกหอยก็เป็นหินปูนเหมือนกัน หินปูนเมื่อนำไปเผาก็จะได้ปูนสุกมีชื่อทางเคมีว่า Calcium oxide (CaO) เขียนเป็นปฏิกิริยาทางเคมีได้ดังนี้

CaCO3(s) → CaO(s) + CO2(g)

ปูนนี้มีประโยชน์มากใช้กันมาตั้งแต่โบราณมาแล้วใช้ก่อสร้างอาคารบ้านเรือนในสมัยโบราณ ส่วนใหญ่ใช้เป็นตัวประสารก้อนอิฐ (คือดินเผา) หรือก้อนกรวดก้อนหินให้ยึดติดกันอยู่ได้ เช่นกำแพงเมืองสมัยโบราณ ป้อมปราการ วัด วัง ต่างๆ กรรมวิธีก็ง่ายแสนง่ายคือนำเอาปูนสุกไปผสมกับน้ำพอให้ข้นๆแล้วก็ใช้ได้เลย พอมันแห้งตัวก็จะแข็งแรงทนทาน ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นคือ

CaO (s) + H2O (l) ⇌ Ca(OH)2 (aq) (ΔHr = −63.7 kJ/mol of CaO)

เมื่อปูนสุกละลายน้ำก็จะเกิดปฏิกิริยาสมดุลของแคลเซี่ยมไฮดรอกไซด์กับแคลเซี่ยมออกไซด์ ปฏิกิริยานี้จะคายความร้อนดังนั้นเมื่อนำปูนสุกมาผสมกับน้ำแล้วมันจะร้อนขึ้น

เมื่อแคลเซี่ยมไฮดรอกไซด์ทำปฏิกิริยากับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศก็จะกลับมาเป็นแคลเซี่ยมคาร์บอร์เนตเหมือนเดิมดังปฏิกิริยา

Ca(OH)2+CO2->CaCO3+H2O



พระสมเด็จโตบางครั้งก็ผสมปูนดิบ คือผงพุทธคุณที่เขียนจากชอร์คหรือดินสอพอง ผสมของที่เป็นออร์แกนิคเช่นข้าว ผงดอกไม้ ผงถ่านใบลาน ผงวิเศษต่างๆ พระสมเด็จจึงเป็นพระที่ผงหลายๆอย่างและมีปูนสุกเป็นตัวประสาน ในยุคหลังก็ใช้น้ำมันตังอิ้ว (คือยางที่ได้จากต้นตัง คนจีนเรียกน้ำมันว่าอิ้ว ตังอิ้วแปลว่าน้ำมันที่ได้จากต้นตัง) เป็นตัวประสานไม่ใช่ปูนมันแตกง่าย ที่แตกง่ายพระว่ามันแกร่งเกินไม่มีส่วนที่ดูดกลืนแรงกระแทกได้ น้ำมันตังอิ้วคือตัวที่สามารถดูดกลืนแรงกระแทกได้ถ้ามันได้แรงจากภายนอก
จบการอธิบายคร่าวๆเรื่องของเนื้อพระ

มีต่อ...

๒๙ มค. ๖๐








บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สะสมพระในแนววิทยาศาสตร์



ความเห็น (0)