-
</ul>
เนื่องในวาระ 20 ปีโครงการเทา-งามสัมพันธ์ ครั้งที่ 20 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในฐานะเจ้าภาพ ได้จัดทำหนังสือสูจิบัตรขึ้นมา เพื่อใช้ประกอบการเรียนรู้ 2 ทศวรรษเทา-งามตามรอยพ่อ
เทา-งามสัมพันธ์ ประกอบด้วยความร่วมมือของฝ่ายพัฒนานิสิต 5 เครือข่าย/สถาบัน คือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยบูรพา และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งทั้งปวงนั้นเคยเป็นวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยในชื่อเดียวกัน คือ "มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ"
การทำสูจิบัตรครั้งนี้ ผมปล่อยให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเอง เป็นการปล่อยให้ได้ทำเต็มที่ในสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะผมต้องการพิสูจน์บางอย่างว่าหลังจากเคยพาจัดทำมาแล้วในรอบ 15 ปีเทา-งามสัมพันธ์ หรือผ่านวาระอื่นๆ มาประปรายบ้างแล้ว พวกเขามีต้นทุนใดในตัวเองบ้าง
และที่สำคัญคือ ผมเจตนาสร้างการท้ายทายใหม่ในกระบวนการเรียนรู้ให้กับทีมงาน เพื่อย้ำเตือนให้ทุกคนได้ทบทวนความรู้ตัวเอง ทบทวนการทำงาน หรือกระทั่งฝึกให้บริหารคนและบริหารงานไปพร้อมๆ กัน มิใช่ฝากหวังไว้กับผมเสียทั้งหมด
ยืนยันว่าปล่อยให้ทำกันเต็มที่ ถึงขั้นตั้งคณะกรรมการจัดทำกันเลยก็ว่าได้ ขณะที่ผมก็นานทีปีหนจะถามทักว่าเป็นยังไงกันบ้าง มีอะไรให้ช่วยไหม ถามกระทั่งมีบรรณาธิการแล้วหรือยัง
ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า การทำหนังสือสักเล่มมันต้องใช้พลังความคิดอย่างมหาศาล การกำหนดว่าหนังสือสักเล่มควรมีเนื้อหาอะไรบ้าง จะบอกเรื่องราวสถาบันตัวเองอย่างไร จะบอกเรื่องราวกิจกรรมที่จะมีขึ้นอย่างไร จะบอกบริบทของพื้นที่อย่างไร รวมไปจนถึงจะทำให้หนังสือน่าอ่านและมีคุณค่าอย่างไร หรือกระทั่งกระบวนการค้นหาความรู้ หรือข้อมูลต้องทำอย่างไรบ้าง
สิ่งเหล่านี้ ผมมีโจทย์ของตนเองอย่างเด่นชัด
เป็นความชัดเจน มิใช่เฉยชา เรื่องมาก เล่นตัว
รวมถึงการให้ความเคารพต่อระบบโครงสร้างการทำงานอย่างไม่ถือตัว เพราะผมไม่ได้มีตำแหน่ง หรือหัวโขนใดแล้ว

จนแล้วจนรอด หนังสือก็ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง แต่อย่างว่า เมื่อมาดูร่วมกันจริงๆ แล้ว กลับต้องรื้อกันทั้งเล่ม เป็นการรื้อภายใต้เงื่อนไขเวลาเพียง 2 วันเพื่อจัดส่งโรงพิมพ์ ไม่เช่นนั้นจะไม่ทัน !
ชะตากรรมดังกล่าว เหมือน "ผีถึงป่าช้า" ---
ผมถูกมอบหมายลงไปคลี่คลายในเวลาอันจำกัด
ยอมรับว่าเหนื่อยแสนเข็ญ แต่จนแล้วจนรอดก็ทำเท่าที่จะทำได้ -- ทำภายใต้เงื่อนไขข้อมูลและเวลาที่มีอยู่
ครับ - งานนี้เป็นประหนึ่งกระจกบานใหญ่ที่ช่วยสะท้อนต้นทุนทางสังคม/องค์กร หรือต้นทุนทางปัญญาของคนในองค์กรได้เป็นอย่างดี
เช่นเดียวกับการบ่งชี้ว่า หากเขาต้องกำกับโครงสร้างบางอย่าง เป็นสิ่งที่เราไม่มีความรู้ เราจะบริหารคน บริหารงาน หรือบูรณาการศาสตร์เหล่านั้นอย่างไร
นี่คือวิธีสอนงานสร้างทีมในอีกมิติของผม
นี่คือสูจิบัตรที่ผมพูดถึง มีเวลาก็ลองคลิ๊กเข้าไปอ่านได้ ครับ
สอนงานสร้างทีมผ่านการจัดทำสูจิบัตร
ผมเจตนาสร้างการท้ายทายใหม่ในกระบวนการเรียนรู้ให้กับทีมงาน เพื่อย้ำเตือนให้ทุกคนได้ทบทวนความรู้ตัวเอง ทบทวนการทำงาน หรือกระทั่งฝึกให้บริหารคนและบริหารงานไปพร้อมๆ กัน มิใช่ฝากหวังไว้กับผมเสียทั้งหมด
1 คนชอบ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ชยพร แอคะรัจน์ · 24 ม.ค. 2560
พิทยาธร บุญเทียม · 24 ม.ค. 2560
ผศ.ดร. ทิพยวรรณ นิลทยา · 24 ม.ค. 2560
เพชรน้ำหนึ่ง · 24 ม.ค. 2560
ชาญโชติ · 24 ม.ค. 2560
ชยพร แอคะรัจน์ · 24 ม.ค. 2560






-สวัสดีครับอาจารย์
-ตามมาอ่านและให้กำลังใจครับ
-"ผีถึงป่าช้า" ใช่เลยครับ คำนี้ผมไม่ได้ยินมานาน..แต่พอได้อ่านก็ย้ำเตือนถึงเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดี
-ตามไปเปิดอ่าน Ebook แต่เปิดอ่านไม่ได้ครับ
-คงเป็นปัญหาจากคอมฯ ที่ใช้งานมานาน
-เช้านี้ผมทำน้ำคลอโรฟิลล์จากหญ้าม้า+ใบเตย+ย่านาง
-เก็บภาพมาฝาก+รักษาสุขภาพด้วยนะครับ.
สวัสดีครับ
เพชรน้ำหนึ่ง
กรณี ผีถึงป่าช้า ผมเชื่อว่ามีทุกที่ ประสบการณ์ตรงของแต่ละคน แต่ละองค์กร จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าจะคลี่คลายได้อย่างไร ซึ่งเป็นอีกหน่งภาพสะท้อนที่ชัดเจนในเรื่องของต้นทุนองคืกร อันหมายถึงต้นทุนทางสังคมและต้นทุนทางปัญญา ส่วนการคลี่คลายจะถูกดำเนินการในเชิงปัจเจกหรือทีม ก็เป็นอีกประเด็นด้วยเช่นกัน
ขอบพระคุณครับ