นักกายภาพบำบัดไทยมีอำนาจในการรับดูแลผู้ป่วยโดยตรง (Direct Access) มาตลอดทั้งพฤตินัยและนิตินัย อำนาจนี้ต้องแลกด้วยเดิมพันที่ใช้ความรู้ ความรับผิดชอบ และความรอบคอบสูงมาก

เมื่อวานได้รับข้อความทางไลน์จากพี่ที่นับถือว่า คุณแม่ของท่านหกล้มตั้งแต่เช้าและไม่ยอมลุกจากเตียงทั้งวัน

คุณยายอายุมากกว่าแปดสิบปี ไม่บ่นเจ็บปวดบริเวณใด ไม่มีแผลหรือแม้แต่รอยฟกช้ำบนผิวหนัง แต่รู้สึกว่าขาข้างหนึ่งขยับยากเลยไม่อยากลุก แต่นั่งบนเตียงแบบเอนๆได้

ขอปรึกษาเราในฐานะนักกายภาพบำบัด ที่คุณยายเชื่อถือ (หลายเรื่องอาจจะเชื่อและฟังมากกว่าลูกหลานพูดเอง)

เมื่อฟังอาการตอนแรก และได้ถามเพิ่มเติมก็คิดไปต่างๆหลายทาง

1. คุณยายไม่ได้เป็นอะไร แต่ดื้อและอาจจะงอแง โดยเฉพาะเมื่อทุกคนมารุมล้อมให้ความสนใจ หากได้คุยกันดีๆสักพักก็น่าจะยอมลุกขึ้นเดินปร๋อเหมือนเดิม

2. บาดเจ็บนิดหน่อย แบบเคล็ดขัดยอก ประคบเย็นสักวันสองวัน ทานยาแก้ปวด ก็น่าจะดีขึ้นเอง

3. มีกระดูกหักแบบไม่มีแผลเปิด ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ต้องพบแพทย์ ออร์โธปิดิกส์เพื่อ X-ray ดูรอยหักและคุยทางเลือกการรักษา

คิดแล้วเป็นไปได้ทั้งสามทางด้วยความน่าจะเป็นตามลำดับ วิธีจัดการก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง และเพราะได้รู้จักคุณยายมานานพอควร ใจจึงเอนเอียงไปทางสมมติฐานแรกมากที่สุด

เมื่อเวลาก็ค่ำแล้ว ไม่สะดวกที่จะเดินทางไปหาผู้ป่วย การซักถามประวัติจากทั้งคุณยายเองและลูกหลาน ก็ยังคิดว่าไม่น่ามีอะไรมาก แต่มาสะดุดใจกับคำบอกเล่าหนึ่งของญาติคือ รู้สึกว่าเท้าของขาข้างขยับยากนั้นเย็นกว่าอีกข้าง

บอกคุณยายไปทางโทรศัพท์ว่า พรุ่งนี้จะไปเยี่ยม รักษาให้และจะพายืนเดิน (เหมือนที่เคยทำในครั้งก่อนๆที่คุณยายเคยปวดส่วนอื่นของร่างกาย) แต่คุณยายต้องไปโรงพยาบาลเพื่อ X-ray สะโพกก่อน

คุณยายอิดออดมากพอสมควร เพราะกังวลว่าหมอจะกักตัวไว้ให้นอนที่โรงพยาบาล เฝ้าบ่นแต่ว่า ขยับขาซ้ายไม่ได้จริงๆจะไปขึ้นรถอย่างไรไหว จนต้องบอกวิธีการพยุงลุกขึ้น ใช้รถเข็นหรือเดินไม่ลงน้ำหนักข้างที่สงสัยเพื่อไปที่รถ จนในที่สุดคุณยายยอมไป

สองสามชั่วโมงต่อมา ลูกสาวของคุณยายก็ส่งภาพเอ็กซเรย์ที่เห็นกระดูกสะโพกหักมาให้ดูทางไลน์

นึกขอบคุณตัวเองที่ไม่หลงมั่นใจกับความคิดแว่บแรกที่ว่า คุณยายไม่ได้เป็นอะไร แค่ดื้อหรืองอแงตามประสาคนแก่

นึกขอบคุณที่ตั้งใจฟังและฉุกคิดถึงอาการบางอย่างและความเสี่ยงที่เป็นไปได้ของกระดูกหัก เช่น ขาแข็งขยับไม่ได้ เท้าเย็นกว่าอีกข้าง

แล้วนึกไปถึงกรณีคนแก่ที่นักกายภาพบำบัดคนอื่นๆไปเยี่ยมบ้าน จะมีกี่คนที่อาจวินิจฉัยผิดพลาดจากอาการและอาการแสดงที่คลุมเครือของผู้ป่วย และมั่นใจในความคิดของตัวเอง พาคนไข้ยืนเดิน ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวหนักๆ หรือทำอะไรอื่นๆ

นึกไปถึงกรณีที่น่ากลัวกว่านั้น เช่นถ้าญาติพาคนแก่กรณีคล้ายกันนี้ไปรักษาอย่างอื่นเช่น การนวด ดัดดึงทั้งหลาย

นักกายภาพบำบัดไทยมีอำนาจในการรับดูแลผู้ป่วยโดยตรง (Direct Access) มาตลอดทั้งพฤตินัยและนิตินัย

อำนาจนี้ต้องแลกด้วยเดิมพันที่ใช้ความรู้ ความรับผิดชอบ และความรอบคอบสูงมาก

เรามีความรู้ ความรับผิดชอบ และความรอบคอบมากแค่ไหน

เราต้องตอบตัวเอง ผู้รับบริการของเรา และสังคมให้ได้