ผลกระทบจากการ ที่พนักงานสหกรณ์ปล่อยสินเชื่อนอกระบบ แก่สมาชิกสหกรณ์ (เจ้าของสหกรณ์) ทั้งแบบยึดบัตร เอทีเอ็ม และแบบที่สมาชิกสหกรณ์สมยอม


ผลกระทบจากการ ที่พนักงานสหกรณ์ปล่อยสินเชื่อนอกระบบแก่สมาชิกสหกรณ์ (เจ้าของสหกรณ์) ทั้งแบบยึดบัตร เอทีเอ็ม และแบบที่สมาชิกสหกรณ์สมยอม


ก่อนอื่นต้องขอนำเรียนว่า ในปัจจุบันเหตุการณ์ลักษณะนี้มีน้อยมาก ในขบวนการสหกรณ์ไทย
ที่ผู้เขียน สร้างบันทึกนี้ขึ้น ก็เพื่อการศึกษา และป้องกันมิให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

เหตุการณ์ในอดีตเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว พนักงานสหกรณ์แห่งหนึ่งประเภทออมทรัพย์ของผู้มีรายได้ประจำแห่งหนึ่ง ซื้อลดสัญญาเงินกู้ฉุกเฉิน 12 เดือน
สมาชิกสหกรณ์โดยเขียนสัญญากู้ฉุกเฉินไว้ เดือนละ 1,000 บาท เป็นเงิน 12,000 บาท แล้วนำสัญญามาขายลดแก่พนักงานสหกรณ์โดยขอรับเงินสดไปจำนวน 6,000 บาท ซึ่งเมื่อนำมาคำนวณ อัตราดอกเบี้ยแล้วเกินกว่าที่กฏหมายกำหนด ถือเป็นการกระทำผิดกฏหมาย

เมื่อมีการใช้บัตร เอทีเอ็ม พนักงานสหกรณ์ส่วนน้อยเหล่านั้น ก็พัฒนาการให้สินเชื่อนอกระบบผิดกฏหมาย ด้วยการยึดบัตรเอทีเอ็ม ไว้กดเงินกู้ที่สมาชิกเหล่านั้นจะได้รับ ด้วยการสมยอมของสมาชิกสหกรณ์ส่วนน้อย ที่ไม่มีวินัยทางการเงิน บางรายด้วยความไร้วินัยทางการเงิน ก็ยินยอมที่จะโอนเงินกู้สหกรณ์ที่โอนเข้าบัญชีของตนเองกลับมาชำระหนี้ให้กับพนักงานสหกรณ์ที่ปล่อยเงินกู้นอกระบบนั้นด้วยความสมัครใจ

การกระทำลักษณะดังกล่าว มิใช่เป็นช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์แต่ประการใด หากแต่เป็นการซ้ำเติมสมาชิกสหกรณ์ และส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ขาดวินัยทางการเงิน มาระยะหลังนี้ก็มีการใช้บริการบริษัทประกันฯ มาค่ำประกันหนี้เงินกู้ ให้เข้าไปอีก แทนที่สหกรณ์จะใช้คนค้ำประกันกันด้วยความไว้วางใจ ว่ากล่าวตักเตือนให้คำแนะนำกัน ชักชวนกันไปในทางสร้างอนาคต ก็เลยขาดหายลดลง ความสัมพันธ์วงศ์สัมพันธ์เสื่อมโทรมลง เพราะมองแบบ money center กิจการสหกรณ์ควรมีมุมมองแบบ people center จึงถูกต้อง

การกระทำดังกล่าวซึ่งมีหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนน้อยนิด จะส่งผลดังนี้

1. สมาชิกสหกรณ์ผู้ไม่ทราบสาเหตุ เกิดความเสื่อมศรัทธาในวิธีการสหกรณ์

2. ทำให้เกิดการเบี่ยงเบน(distortion) ในการส่งเสริมสหกรณ์ ให้สหกรณ์ดำเนินไปตามปรัชญาของการสหกรณ์ ช่วยตน ช่วยกัน (self help mutual help) เป็นอุปสรรคต่อสมาชิกที่มีเงินเหลือจากการอดออมด้วย วินัยทางการเงิน หวังจะได้ช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกที่ต้องการนำเงินไปสร้างครอบครัว และ เป็นการขวางกั้นการเข้าถึงความช่วยเหลือจากเพื่อนสมาชิกด้วยกัน ของสมาชิกผู้ต้องการความช่วยเหลือจากเงินกู้เงินนั้น

3. พนักงานพยายามปล่อยสินเชื่อให้มากเกินความจำเป็น อาจไปกู้เงินโดยรวมจากแหล่งเงินอื่น มาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนของพนักงานผู้ไร้จรรยาบรรณ โดยไม่คำนึงถึงการส่งชำระหนี้คืน ในรายที่ตนเองได้ประโยชน์ เกิดการบริการแบบสองมาตรฐาน ระหว่างสมาชิกสหกรณ์ที่มาใช้บริการปกติ กับสมาชิกขาประจำที่มาใช้บริการสินเชื่อนอกระบบของพนักงานสหกรณ์ผู้ไร้จรรยาบรรณ

4. ทำให้การให้บริการของสหกรณ์เกินจากนิยามสหกรณ์ เกินความจำเป็น(need) ทำให้การแบ่งปันในสหกรณ์ไม่ทั่วถึง สินเชื่อไปกระจุกตัวในสมาชิกที่ใช้บริการสินเชื่อนอกระบบจากพนักงานผู้ไร้จรรยาบรรณ จนต้องขยายงวดเงินกู้ออกไปไม่สิ้นสุด

5. ทำให้สหกรณ์ ไม่เจริญ เปรียบเสมือน สมาชิกสหกรณ์ผู้ยากไร้ ต้องไปช่วยพนักงานสหกรณ์ผู้ทุจริตไร้จรรยาบรรณ เหล่านั้น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ในขณะที่สมาชิกสหกรณ์ผู้ไร้วินัยทางการเงินเหล่านั้น เป็นหนึ้ไม่รู้จบ

6. ทำให้กรรมการสหกรณ์ (ผู้แทนสมาชิกหรือผู้แทนเจ้าของสหกรณ์ ผู้มีจิตอาสา) ต้องถูกกล่าวหาว่าได้รับลาภอันมิควรได้

7. ในสหกรณ์บางหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานราชการ เกิดการบิดเบี้ยวในสหกรณ์ คือ พนักงานสหกรณ์ เป็นสมาชิกสหกรณ์แบบสามัญมีสิทธิในการออกเสียงตัดสินใจในสหกรณ์ แต่ในทางกลับกันพนักงานราชการ กลับได้เป็นเพียงสมาชิกสมทบ ซี่งไม่มีสิทธิในการตัดสินใจใด ๆ ในสหกรณ์ใช้ได้เพียงบริการอันน้อยนิด ผู้เขียนคิดว่า การปล่อยสินเชื่อนอกระบบของพนักงานสหกรณ์น่าจะส่งผลให้เกิดเหตุการณ์นี้ เพราะ พนักงานผู้ไร้จรรยาบรรณส่วนน้อยเหล่านั้น ห่วงลาภอันมิควรได้ อันเป็นประโยชน์ของตนเอง


วิธีแก้ปัญหา และป้องกัน การปล่อยสินเชื่อนอกระบบโดยพนักงานสหกรณ์ไม่ให้เกิดขึ้นอีก ในระยะสั้น

1. สมาชิกสหกรณ์นั้นเป็นเจ้าของและผู้ใช้บริการ ต้องช่วยกันสอดส่อง ตรวจติดตาม ป้องกันมิให้พนักงานผู้ไร้จรรยาบรรณนำข้อมูลความต้องการสินเชื่อของสมาชิกไปให้ประโยชน์ในทางมิชอบ เพราะการกระทำการลักษณะดังกล่าวเป็นการทำลายระบบสหกรณ์ไทย

2. ผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ หรือผู้แทนเจ้าของสหกรณ์ ทั้ง กรรมการ ผู้ตรวสอบกิจการสหกรณ์ ต้องช่วยสอดส่องป้องกัน ไม่ให้เกิดเหตุกาณ์ดังกล่าวขึ้น

3. หน่วยงานส่งเสริมสหกรณ์ คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องช่วยสอดส่องป้องกันมิให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น

4. หากมีข้อสงสัย จัดการไม่ได้ ต้องให้เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ตรวจสอบเส้นทางการเงินพนักงานสหกรณ์ ผู้ต้องสงสัย หรือตรวจสอบการใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม ของสมาชิกผู้ใช้บริการเงินกู้ในรายที่ต้องสงสัย ดูจากกล้องวงจรปิดเครื่อง เอทีเอ็ม ว่าใครเป็นผู้กดเงินออกจากตู้ พนักงานสหกรณ์หรือ สมาชิกสหกรณ์ผู้กู้ ในจำนวนเงินที่ต้องสงสัย

5. ให้พนักงานสหกรณ์ เป็นเพียงสมาชิกสหกรณ์แบบสมทบเพื่อใช้บริการในสหกรณ์เพียงเท่านั้น และให้พนักงานราชการเข้าเป็นสมาชิกแบบสามัญเพื่อได้เข้ามามีโอกาสในการตัดสินใจในการร่วมบริหารสหกรณ์ และสามารถเข้าถึงบริการสินเชื่อของสหกรณ์ได้อย่างสมาชิกสหกรณ์สามัญ เพื่อใช้บริการสหกรณ์ในการสร้างครอบครัว ตามความจำเป็น


การป้องกันในระยะยาว


สมาชิกสหกรณ์ ทุกรูปทุกนาม ปฏิบัติตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ห่วง 1. ใช้จ่ายเงินอย่างมีเหตุผล
ห่วง 2. ใช้จ่ายเงินอย่างพอประมาณ
ห่วง 3. ใช้จ่ายเงินอย่างมีภูมิคุ้มกัน


เงื่อนไข 1 . ใช้จ่ายเงินตามหลักวิชาการเงิน การถือเงินเป็น 3 ส่วน ในสัดส่วนที่เหมาะสม พอเพียง
4.1 ถือเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (transaction demand for money)
4.2 ถือเงินสดในกรณีฉุกเฉิน(Precaution Demand for Money)
4.3 ถือเงินเพื่อเก็งกำไร (Speculative Demand for Money)


เงื่อนไข 2 . ใช้จ่ายเงินตามหลักธรรม สมชีวิตา แปลว่า ความเลี้ยงชีพตามสมควร หมายความว่า รู้จักใช้จ่ายทรัพย์เลี้ยงชีพให้พอดี ไม่จ่ายน้อยเกินไปถึงกับอดอยาก ไม่สุรุ่ยสุร่ายจ่ายมากเกินไป รู้จักประมาณฐานะของตนว่ารายรับเท่าไร รายจ่ายเท่าไรและควรจ่ายเท่าไรจึงจะดี

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้แบ่งเงินเป็น 4 ส่วน คือ
ใช้หนี้เก่า
คือ ให้พ่อแม่ ท่านให้กำเนิดและเลี้ยงเรามา เราเป็นหนี้บุญคุณท่าน ต้องตอบแทน
ใช้หนี้ใหม่ คือ ให้ลูก ลูกเป็นเจ้าหนี้ที่เราสร้างขึ้นมาทีหลัง เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ที่เราต้องชดใช้
ฝังไว้ คือ ทำบุญ เพื่อฝังไว้เป็นอริยะทรัพย์ สำหรับใช้ในการเดินทางไปใน สังสารวัฏ
ทิ้งเหว คือ เที่ยวกินใช้ไป พระองค์ทรงเปรียบท้องคนเราเป็นเหวลึก กินเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่เคยเต็ม


พีระพงศ์ วาระเสน
วันพระ แรม 14 ค่ำ เดือน 1
วันที่ 28 ธันวาคม 2559

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกความคิดของ Peeraphong Varasen



ความเห็น (0)