​มช. แห่งศตวรรษที่ ๒๑


ทีมงานของสำนักงานสภามหาวิทยาลัยเชีบงใหม่ ต้องการบทความไปลงในจดหมายข่าว เพื่อสื่อสารกับประชาคม มช. ผมจึงเชียร์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดดังบทความข้างล่าง

มช. แห่งศตวรรษที่ ๒๑

วิจารณ์ พานิช

..............

ไม่ว่าจะมองในมุมใด มช. คือมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทยและของโลก คุณค่าของความเป็น มหาวิทยาลัยชั้นนำ ไม่ได้มีไว้โอ้อวด แต่มีไว้ทำประโยชน์แก่สังคม แก่มหาชน แก่ประเทศ และแก่โลก การนำศักยภาพของ มช. ออกทำประโยชน์ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จึงน่าจะเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ และเรื่องเร่งด่วน ที่จะต้องช่วยกันทำให้เกิดผล


ผมขอเสนอว่า จะให้ มช. ทำประโยชน์ยิ่งใหญ่ได้อย่างแท้จริง ประชาคม มช. ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ในการทำงาน เข้าสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยแห่งศตวรรษที่ ๒๑ และ มช. จะต้องพัฒนาโครงสร้างองค์กร (organization structure) และระบบการบริหาร (management system) ให้สอดคล้องเหมาะสม ต่อการเป็นมหาวิทยาลัยแห่งศตวรรษที่ ๒๑


เนื่องจากมีพื้นที่สำหรับบทความนี้จำกัด ผมจึงขอสื่อสารแลกเปลี่ยนความเห็นกับประชาคม มช. เพียง เรื่องเดียว คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์เพื่อทำหน้าที่สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำได้ถูกยุคสมัย และจะกล่าวเรื่อง กระบวนทัศน์เพียง ๓ ด้านคือ กระบวนทัศน์ว่าด้วยหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาในยุคศตวรรษ ที่ ๒๑ กระบวนทัศน์ว่าด้วยการทำงานวิชาการ และกระบวนทัศน์ว่าด้วยการเรียนรู้ ซึ่งทั้ง ๓ กระบวนทัศน์นี้ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน แยกกันไม่ออก



หน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาในยุคศตวรรษ ที่ ๒๑

อุดมศึกษาไทยยึดถือภารกิจหลัก ๔ ด้านมาช้านาน คือ ด้านผลิตบัณฑิต วิจัย บริการวิชาการ และทำนุบำรุงวัฒนธรรมและศิลปะ ภารกิจที่ ๔ นี้เน้นที่การเชื่อมอดีตสู่ปัจจุบัน ช่วยให้เกิดความราบรื่น ของการเปลี่ยนแปลง ผมตีความว่า นี่คือแนวคิดของอุดมศึกษาแห่งศตวรรษที่ ๒๐ หรือเก่ากว่า เราคงต้องคิดตีความความหมายหรือหน้าที่ของอุดมศึกษา ที่เหมาะสมต่อสภาพความเป็นจริงในยุคปัจจุบัน ที่เรามักพูดกันว่าเป็นยุคศตวรรษที่ ๒๑ และเร็วๆ นี้มีคนบอกว่าเป็นยุค “วูค่า” (V = Volatile, U = Uncertain, C = Complex, A = Ambiguous) ซึ่งอาจตีความต่อว่า เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และมีความไม่แน่นอนหรือความแปรผันสูง อุดมศึกษาต้องทำหน้าที่ในท่ามกลางความเป็นจริงนี้


ผมมีความเห็นว่า ในยุคปัจจุบัน อุดมศึกษาต้องหันมาพิจารณาหน้าที่ “เชื่อมปัจจุบันไปสู่อนาคต” ทำหน้าที่ร่วมมือกับส่วนต่างๆ ของสังคม ในการเตรียมความพร้อมที่จะเผชิญ “วูค่า” ทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต การทำหน้าที่นี้ ไม่มียุทธศาสตร์ใดทรงพลังเท่ากับการเข้าไปร่วมทำงานกับสภาพความเป็นจริงต่างๆ ในสังคม ในลักษณะของ “การผูกพันกับสังคม” (University Social Engagement) เท่ากับสถาบันอุดมศึกษาหันมาเน้น การเรียนรู้จากการปฏิบัติ เน้นการปฏิบัติในสภาพจริง เพื่อการเรียนรู้และการทำหน้าที่อื่นๆ รวมทั้งหน้าที่หลัก ๔ ประการของสถาบันอุดมศึกษา และที่สำคัญยิ่ง หน้าที่เชื่อมปัจจุบันสู่อนาคต คือการสร้างบัณฑิตที่มี คุณลักษณะเหมาะสมต่อการเป็นผู้นำแห่งอนาคต การสร้างความรู้ใหม่เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสังคม สู่อนาคตที่ดีกว่าเดิม การให้บริการวิชาการในลักษณะทำพันธกิจผูกพันกับสังคม ที่สังคม/ชุมชน มีการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองไปในเวลาเดียวกัน และ การทำนุบำรุงวัฒนธรรมและศิลปะ ในการใช้วิชาการด้านใน เพื่อ เชื่อมปัจจุบันไปสู่อนาคต


สถาบันอุดมศึกษาทำกิจการด้านความรู้ สถานการณ์ด้านความรู้ในโลกในช่วงเวลาเพียงไม่ถึง ๒๐ ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง โดยอิทธิพลของความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทำให้เวลานี้คนในโลกสามารถเข้าถึงความรู้ได้ง่ายมาก ความรู้กลายเป็นสิ่งที่หาง่าย เข้าถึงง่าย แต่ก็มีความยุ่งยาก ที่ความ “วูค่า” ของมัน สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ จึงต้องไม่หยุดอยู่แค่สาระความรู้ส่วนที่แจ้งชัด (Explicit) เท่านั้น ต้องเลยไปสู่ส่วนที่ “วูค่า” ของความรู้ อันได้แก่ความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) ต้องทำกิจกรรมส่วนของ การตรวจสอบ ตีความ และ นำไปสู่การ ทำประโยชน์ในชีวิตจริง


กิจการด้านความรู้ของสถาบันอุดมศึกษาในปัจจุบัน จึงต้องเปลี่ยนไปจากสภาพในยุคศตวรรษที่ ๒๐ อย่างสิ้นเชิง ในศตวรรษที่ ๒๐ สถาบันอุดมศึกษามีความรู้เป็นพลังอำนาจ (knowledge is power) ซึ่งเวลานี้เสื่อมมนต์ขลังแล้ว เพราะ “สาระความรู้” (knowledge content) ได้กลายเป็นสิ่งที่หาง่าย พลังอำนาจ ของสถาบันอุดมศึกษาในยุคปัจจุบันและอนาคตอยู่ที่ความสามารถในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของความรู้แต่ละชุด จากแต่ละแหล่ง และความสามารถในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้อย่างได้ผลตามความเป็นจริง ในแต่ละบริบท ในยุค “วูค่า” สถาบันอุดมศึกษาต้องขยับบทบาท ไปทำหน้าที่ในด้านการ ตีความ ประมวล ประเมิน และประยุกต์ความรู้ รวมทั้งทำหน้าที่ฝึกทักษะดังกล่าวให้แก่นักศึกษาและภาคี


พลังอำนาจของสถาบันอุดมศึกษาในยุคศตวรรษที่ ๒๑ อยู่ที่ “ทักษะกระบวนการ” เกี่ยวกับความรู้ (knowledge process) ไม่ได้อยู่ที่ “สาระความรู้” (knowledge content) อีกต่อไป


ตามกระบวนทัศน์ดังกล่าว สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำอย่าง มช. จึงต้องแสวงหาลู่ทางในการออกไป ประกอบกิจกรรมร่วมกับภาคชีวิตจริง ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งในระดับมหภาค (โครงการขนาดใหญ่) และในระดับจุลภาค (เช่น โครงงานเล็กๆ ของนักศึกษา) เพื่อฝึกฝน “ทักษะกระบวนการ” เกี่ยวกับความรู้ กิจกรรมเหล่านั้น มีได้ทั้งเพื่อการผลิตบัณฑิต, การวิจัย, การบริการวิชาการ, และ การทำนุบำรุงวัฒนธรรมและศิลปะ ซึ่งหากทำเป็น มช. จะเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไทย ไปสู่อนาคตที่ดี ในกระแส “วูค่า” รวมทั้งสามารถดำรงความเป็นเลิศในการประกอบกิจการด้านความรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑ ได้


มองอีกมุมหนึ่ง การทำงานภายใต้กระบวนทัศน์ดังกล่าว เท่ากับ มช. ร่วมมือกับรัฐบาล ในการขับเคลื่อน ประเทศไทย ๔.๐ ไปโดยปริยาย การมีเป้าหมายนี้ หาก มช. ทำงานเชิงรุก และมีการบริหารงานในระดับ มหาวิทยาลัยอย่างจริงจัง จะเป็นลู่ทางสร้างรายได้ และสร้างชื่อเสียง (visibility) ของ มช. ทั้งในสายตาของ รัฐบาล ของประชาชนทั่วไป และในวงการนานาชาติ อย่างมากมาย




การทำงานวิชาการในศตวรรษที่ ๒๑

ดังกล่าวแล้วในตอนก่อน ว่าวิชาการแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ควรเป็นวิชาการแห่งชีวิตจริง ใช้การทำงานในชีวิตจริงเป็นเครื่องมือสร้างสรรค์วิชาการ เน้นการสร้างสรรค์เพื่อเชื่อมต่อปัจจุบันไปสู่อนาคตจากโจทย์จริง โดยที่คนมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน คุ้นเคยกับการวิจัยสร้างความรู้ใหม่ ซึ่งก็ยังคงต้องทำต่อไป แต่ควรสนใจ และส่งเสริมวิชาการแนวประยุกต์ใช้ความรู้ ที่เรียกว่า implementation research / implementation science เพื่อใช้ ความรู้ก่อผลที่ต้องการในบริบทที่จำเพาะ งานวิชาการก็จะไม่ลอยหรือแยกออกจากชีวิตจริง ซึ่งก็จะเชื่อมโยง กับหลักการพันธกิจมหาวิทยาลัยผูกพันกับชุมชน (University – Community Engagement) นั่นเอง


วิชาการประยุกต์ดังกล่าว เน้นใช้ประเด็นปัญหา หรือประเด็นพัฒนาในสังคมเป็นตัวตั้ง การทำงาน วิชาการเพื่อสนองประเด็นดังกล่าว จึงมักต้องการใช้ความรู้จากหลายสาขาวิชา วิชาการประยุกต์จึงต้องเป็น วิชาการสหสาขา (Multidisciplinary) ในขณะที่การจัดองค์กรในสถาบันอุดมศึกษาไทย เน้นแบ่งตามสาขาวิชาทั้งสิ้น จึงเป็นจุดอ่อนที่ มช. จะต้องแก้ไข หากต้องการสร้างความเข้มแข็งด้านวิชาการแนวประยุกต์ใช้ความรู้ คือจะต้องร่วมกันสร้างวิธีจัดระบบองค์กรแบบใหม่ ที่เน้นการที่คนในต่างศาสตร์มาร่วมกันทำงานเพื่อสนอง เป้าหมายการพัฒนา หรือการแก้ปัญหาเฉพาะประเด็น


วิชาการประยุกต์ดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะด้านการวิจัย ยังเชื่อมโยงไปสู่การผลิตบัณฑิตหรือการเรียนการสอน การบริการวิชาการแก่สังคม และการทำนุบำรุงวัฒนธรรมและศิลปะ หรืออาจกล่าวได้ว่า กระบวนทัศน์ใหม่ของวิชาการแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ทำให้ภารกิจหลัก ๔ ประการของอุดมศึกษาตามแนวคิดเดิม เชื่อมโยงเข้าหากัน เป็นข้อท้าทายการจัดโครงสร้างองค์กรแนวใหม่ และการจัดการแบบใหม่ ที่จะทำให้การทำหน้าที่หลักของสถาบันอุดมศึกษาเกิดการเสริมพลัง (synergy) กัน ไม่ใช่ขัดกันอย่างในอดีต และปัจจุบัน


งานวิชาการสำหรับอุดมศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ จึงต้องมีมิติของการจัดโครงสร้าง และจัดระบบ การบริหารงานวิชาการสหสาขา และบูรณาการภารกิจหลัก ๔ ด้านเข้าด้วยกัน เพื่อโยงสู่วิชาการที่เน้น การเชื่อมปัจจุบันสู่อนาคต



จัดกระบวนการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑

ความก้าวหน้าของผลงานวิจัยด้าน neuroscience และ cognitive psychology บอกว่า การเรียนรู้ไม่ได้เกิดจากการรับถ่ายทอดความรู้สำเร็จรูปจากภายนอก แต่เกิดจากการปฏิบัติ สังเกตหรือเก็บข้อมูลจากการปฏิบัตินั้น แล้วคิด จึงจะเกิดการสร้างความรู้ขึ้นภายในตัวเอง การเรียนรู้จึงเป็นการสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยเรียนจากการปฏิบัติ ตามด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิด (reflection) ที่เรียกว่า active learning หรือ activity-based learning มช. ได้ดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้ จากเน้นถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักศึกษา (passive learning หรือ lecture-based learning) มาเป็นเน้น active learning มาระยะหนึ่งแล้ว ควรหาทางวัดผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่นักศึกษา เพื่อยืนยันแก่อาจารย์ที่ยังยึดมั่นถือมั่นในการสอนแบบเดิม ให้เปลี่ยนรูปแบบการสอนเป็น active learning ให้ทั่วทั้งมหาวิทยาลัย


มช. ต้องผลิตบัณฑิตออกไปเป็นผู้นำในภาคส่วนต่างๆ การผลิตบัณฑิตด้วยการเรียนรู้แบบ passive learning จะไม่สามารถสร้างผู้นำแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ได้ แต่จะสร้างบัณฑิตที่เป็นผู้ตามแห่งศตวรรษที่ ๒๐ เพราะการเรียนแบบ passive learning ไม่นำไปสู่ transformative learning ซึ่งเป็นการเรียนรู้เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent) การศึกษาในยุคปัจจุบันต้องมุ่งพัฒนาทักษะภาวะผู้นำในทุกคน เพื่อให้ออกไปใช้ชีวิต ทำหน้าที่การงาน พร้อมกับร่วมทำหน้าที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงในบริบทที่ตนทำงาน หรือดำรงชีวิต รูปแบบการเรียนรู้ที่ มช. จัดให้แก่นักศึกษา จึงต้องให้มั่นใจว่าเป็น transformative learning เพื่อสร้างบัณฑิตออกไปเป็นผู้นำ การเรียนรู้ตามเป้าหมายนี้ ต้องเป็นการเรียนรู้โดยการปฏิบัติเป็นทีม ตามด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิดร่วมกัน (group reflection) และการเรียนรู้ที่มีพลังคือการเรียนรู้จากการปฏิบัติในสภาพจริง


ในโลกยุค “วูค่า” และโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงพลิกผัน คนที่เป็นผู้นำ และคนที่จะมีชีวิตที่ดีได้ ต้องมีฉันทะและทักษะเพื่อการเรียนรู้ มช. จึงต้องฝึกฝนงอกงามฉันทะและทักษะดังกล่าว ให้แก่นักศึกษาของตน กิจกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ ต้องบูรณาการอยู่ในการเรียนรู้ทุกรายวิชา ทุกหลักสูตร และในทุกกิจกรรม ทั้งกิจกรรมในหลักสูตร และกิจกรรมนอกหลักสูตร การฝึกฝนนี้บูรณาการอยู่ในการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ตามด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิด นั่นเอง


ปัจจัยสำคัญที่สุด ต่อความสำเร็จในชีวิตคนเรา ไม่ใช่ผลสำเร็จด้านการเรียนวิชา แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาอุปนิสัย (characters) หรือคุณลักษณะด้านความเป็นคนดี มีคุณธรรม รู้จักเห็นแก่คนอื่นและเห็นแก่ส่วนรวม มช. จึงต้องจัดบรรยากาศ และจัดกระบวนการของการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากร งอกงามอุปนิสัย หรือคุณลักษณะที่ดีเหล่านั้น เป็นบรรยกาศและกิจกรรมทั้งในและนอกหลักสูตร


เนื่องจากศตวรรษที่ ๒๑ เป็นยุคแห่ง “วูค่า” และการเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วพลิกผัน บรรยากาศในสถาบันอุดมศึกษาจึงต้องตั้งอยู่บนฐานความจริงนี้ นั่นคือทุกคน ทุกภาคส่วน และทุกกิจกรรมของ มช. ต้องมีการเรียนรู้ต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑ จึงต้องเป็นของทุกภาคส่วน เป็นของทุกคนใน มช. รวมทั้งคณาจารย์ทั้งหลาย การจัดโครงสร้าง และการจัดระบบบริหาร มช. จึงต้องจัดให้เอื้อต่ออุดมการณ์นี้


มช. จะเพิ่มผลงานต่อสังคมได้อีกมาก หากประชาคม มช. ร่วมกันแสวงหา และทดลองการจัด โครงสร้างองค์กรแบบใหม่ รวมทั้งระบบการบริหารแบบใหม่ เข้ามาเสริมรูปแบบเก่า และในบางกรณี ทดแทนรูปแบบเก่าที่เห็นชัดเจนว่าล้าสมัย ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นในโครงสร้างองค์กร และวิธีการบริหาร มหาวิทยาลัยแห่งศตวรรษที่ ๒๐ ประชาคม มช. จะบรรลุเป้าหมายการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง และเชิงรูปแบบการบริหารสถาบันได้ สมาชิกของประชาคมจะต้องร่วมกันจัดปฏิสัมพันธ์กัน สู่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในประเด็นสำคัญ ๓ ประเด็นคือ กระบวนทัศน์ว่าด้วยหน้าที่ของสถาบันอุดมศึกษาในยุคศตวรรษ ที่ ๒๑ กระบวนทัศน์ว่าด้วยการทำงานวิชาการ และกระบวนทัศน์ว่าด้วยการเรียนรู้ เมื่อมีคนจำนวนมากเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จนถึง tipping point การเปลี่ยนแปลงใหญ่จึงจะเกิดขึ้นได้ในระดับมหาวิทยาลัย


ผมขอตั้งความหวังว่า มช. จะก้าวสู่สภาพ university transformation เพื่อการทำประโยชน์ยิ่งใหญ่ ได้แบบก้าวกระโดด (quantum jump) ในไม่ช้า


…………………….


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)