วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ผมนั่งฟังการประชุมคณะอนุกรรมการเครือข่ายพัฒนาอุดมศึกษา ไป ดูรายงานผลการเลือกตั้ง ปธน. สหรัฐไป ด้วยความแปลกใจที่สีแดงค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามรัฐต่างๆ ในแผนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

การประชุมคณะอนุกรรมการชุดนี้ครั้งที่แล้วประชุมเมื่อวันที่ ๑๔ธันวาคม ๒๕๕๘ ผมไม่ได้เข้าประชุม เพราะติดนัดอื่น ประชุมครั้งนี้ก็นัดค่อนข้างกระชั้น ตอนแรกผมคิดว่าจะไม่เข้าประชุมเพราะติดนัดแล้ว เช่นกัน แต่เมื่อพิเคราะห์วาระการประชุมแล้ว ก็คิดว่าผมน่าจะเป็นประโยชน์หากไปร่วมประชุม ในฐานะที่ปรึกษา ไม่ใช่กรรมการ โดยผมต้องขอขยับนัดอื่น


การประชุมนี้จัดไม่ดี ไม่มีการส่งแฟ้มประชุมล่วงหน้า และวิธีการจัดการของ สกอ. ก็อ่อนแอมาก น่าเป็นห่วงบ้านเมือง ที่ราชการใช้เงินภาษีของเราไปในกิจการต่างๆ แต่การจัดการอ่อนแอ การใช้เงินย่อม ก่อผลน้อย เมื่อหลายปีมาแล้วผมลาออกจากประธาน กกอ. ก็ด้วยเหตุผลนี้เป็นส่วนหนึ่ง คือ สกอ. ทำงาน จัดการระบบกำกับดูแลอุดมศึกษาไม่เป็น


แต่โครงการเครือข่ายพัฒนาอุดมศึกษานี้เป็นงานที่หากจัดการดี ประเทศชาติจะได้ประโยชน์มาก ผมมองว่า นี่คือหนึ่งในกลไก transform อุดมศึกษา transform ระบบอุดมศึกษา แต่ สกอ. จัดการแบบ ไม่เข้าใจคุณค่านี้ คุณค่าของการใช้งานเชิงสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือ transform อุดมศึกษา ให้มีจริต engage กับความเป็นไปในสังคม ผมมองเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Commmunity Engagement ให้แก่วงการ/สถาบัน อุดมศึกษา


เพราะงานที่เราหารือกันเป็นหลักในวันนั้นคือ โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาท้องถิ่น โดยมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นพี่เลี้ยง เป็นกิจกรรมที่เอื้อต่อการจัดการเพื่อสร้างนวภาพของอุดมศึกษา แต่ สกอ. จัดการแบบราชการ คือทำตามนโยบายของรัฐมนตรีเป็นหลัก สนองนาย ไม่ใช่สนองคุณค่าต่อบ้านเมือง


ผมคิดในใจว่า งานนี้ควรเอาไปให้สถาบันคลังสมองบริหารจะทำให้เงินงบประมาณปี ๒๕๖๐ ที่ตั้งไว้ ๑๐๕ ล้านบาท (ปี ๒๕๕๙ ใช้เงิน ๑๕ ล้านบาท) ก่อผลประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากกว่า สกอ. บริหารเองอย่าง มากมายหลายเท่า


ที่สำคัญคือผลประโยชน์ในส่วนการเปลี่ยนแปลง (transform) จิตวิญญาณของอุดมศึกษา เพื่อรับใช้ Thailand 4.0 การบริหารแบบที่ สกอ. ทำอยู่จะไม่มีผลด้านนี้เลย เพราะบริหารแบบทื่อๆ ไม่เข้าใจคุณค่าของโครงการ และจัดการให้เกิดคุณค่าไม่เป็น


ผมเสนอแบบแผ่นเสียงตกร่อง ในวาระการประชุม ๓ วาระเกี่ยวกับโครงการนี้ว่า หัวใจคือต้องจับเป้าหมายให้ชัดว่า การพัฒนาคุณภาพการศึกษาต้องวัดที่ ผลลัพธ์การเรียนรู้ (learning outcome) ของนักเรียน และต้องมอง learning outcome แบบ holistic ไม่มองเฉพาะด้านคะแนนสอบ หรือ cognitive outcome ต้องเอาใจใส่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของ 21st Century Learning คือ 21st Century Skills


ผมเสนอให้มีมาตรติดตามผล โดยหน่วยงานและทีมงานแยกต่างหาก และเสนอให้ใช้สถาบันคลังสมอง ทำงานนี้ จะช่วยให้ผลลัพธ์จากโครงการเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย โดยต้องสวมวิญญาณประเมินแบบ ประเมินเพื่อพัฒนา” (formative assessment) และประเมินเพื่อสร้างพลัง (empowerment evaluation)


ผมหวังว่าการใช้เวลา ๓ ชั่วโมงในชีวิตโดยมุ่งหวังทำคุณประโยชน์แก่บ้านเมือง ไปเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์นี้ จะไม่เพียงอยู่ในรายงานการประชุม จะมีการนำไปปฏิบัติ หากปีต่อไปยังบริหารแบบเดิม ผมคงไม่ไปประชุมอีก เพราะเสียทั้งเวลาเสียทั้งเงินของตัวเอง เบี้ยประชุม ๑,๐๐๐ บาท ไม่คุ้มค่าน้ำมันรถ และค่าทางด่วน ที่ไปก็เพราะหวังผลต่อบ้านเมือง


วิจารณ์ พานิช

๑๐ พ.ย. ๕๙