เมื่อวันอังคารที่ 1 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา ดิฉันได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับอาจารย์และเพื่อนนักศึกษาสาขากิจกรรมบำบัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในรายวิชา PTOT333 Activity of Daily Living and Rehabilitation โดยก่อนหน้านั้นหนึ่งสัปดาห์ อาจารย์ได้มอบหมายให้นักศึกษาทุกคนไปทำการสัมภาษณ์บุคคลใกล้ชิดทุกช่วงวัย 1 ท่าน ประกอบด้วยประเด็นที่ต้องสัมภาษณ์คือ ปัญหา หรือความบกพร่องใดๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย หรือจิตใจ ทีเป็นประสบการณ์ในอดีต หรือปัจจุบัน แล้วส่งผลต่อการทำกิจวัตรประจำวัน เมื่อเกิดปัญหาแล้ว สามารถเรียนรู้ ช่วยเหลือตนเอง พึ่งพาตนเอง ให้ผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้อย่างไร

บุคคลใกล้ชิดที่ดิฉันได้ทำการสัมภาษณ์คือ เพื่อนของดิฉันเอง ที่ดิฉันเลือกสัมภาษณ์เพื่อนท่านนี้เป็นเพราะว่าดิฉันได้รับรู้เรื่องราวมาตั้งแต่ต้น ซึ่งในการเขียนบล็อกครั้งนี้ ดิฉันจะขอแทนชื่อเพื่อนของดิฉันว่า A


A มีปัญหากับมารดาและตัดสินใจกลับมาอยู่คนเดียวที่หอ ประกอบกับช่วงเวลานั้น A พึ่งเลิกกับแฟนที่คบกันมาได้ 6 ปี โดยสาเหตุของการเลิกรากันนั้นเป็นไปในทางลบ A จากการสัมภาษณ์ A เล่าว่าช่วงนั้นไม่มีอยากทานอาหาร นอนเฉยๆอยู่บนเตียงทั้งวัน พอถึงเวลากลางคืนที่ต้องนอนพักผ่อนก็นอนไม่หลับ


ในหนึ่งวัน A ร้องไห้บ่อยมาก และคิดถึงแต่เรื่องราวเก่าๆแต่ในขณะเดียวกันก็กังวลกับอนาคต ประกอบกับ A ทะเลาะกับมารดาจึงไม่มีคนคอยรับฟังหรือให้คำปรึกษา A รับประทานอาหารเพียงวันละ 1 มื้อ ทานได้มื้อละ 2-3 คำ นอนไม่หลับ A เล่าว่าช่วงนั้นนอนวันละประมาณ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น


A ใช้ชีวิตอยู่กับความเศร้าและความเครียดเป็นเวลา 1 อาทิตย์ A รู้สึกทนไม่ไหว ไม่อยากให้ตัวเองเป็นแบบนี้ จึงตัดสินใจไปพบจิตแพทย์เพื่อปรึกษาถึงสิ่งที่เกิดขึ้น A เปิดใจรับฟังคำแนะนำจากจิตแพทย์ เปลี่ยนมุมมองความคิดของตนเองใหม่ มองโลกในแง่บวก เรียนรู้ที่จะรักตัวเองและรักคนที่รักตัวเองมากที่สุด A เล่าว่าในทีแรกมันยาก แต่สุดท้ายแล้วเราก็ต้องยอมรับและอยู่กับมันให้ได้ เพราะมันคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่เราจัดการกับความคิดของตนเองได้


A เริ่มปรับความคิดโดยการมองทุกอย่างในแง่บวก มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประสบการณ์ A ทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ เพื่อให้ตัวเองไม่จมอยู่กับการคิดซ้ำไปซ้ำมาหรือคิดถึงเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น A กลับไปขอโทษมารดาและกลับไปอยู่บ้าน หลังจากที่ A ปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดและใช้เวลาอยู่กัตนเองและมารดามากขึ้น A พบว่าตนเองไม่ค่อยได้จมอยู่กับเรื่องในอดีตแล้ว อาจมีบ้างเป็นบางครั้ง แต่ไม่มากเท่ากับเมื่อก่อน ทานอาหารได้ครบทั้ง 3 มื้อ นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ เมื่อไม่มีความเครียด ความเศร้าโศกเสียใจ ก็ส่งผลให้ A มีจิตใจที่แจ่มใสมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน A สามารถเล่าเรื่องราวในอดีตได้โดยที่ไม่นึกเสียใจอีกแล้ว อีกทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ A มองว่าสิ่งนี้ทำให้ตนเองเข้าใจเรื่องราวของความรักและความสัมพันธ์มากขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น และประสบการณ์ในครั้งนี้สอนให่ตนเองเรียนรู้ที่จะรับมือ รวมถึงทราบวิธีที่จะแก้ปัญหา A รู้สึกว่าตนเองเติบโตขึ้นโดยการเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งหลังจากการสัมภาษณ์ A เป็นระยะเวลากว่า 30 นาที ดิฉันได้ถอดเรื่องราวที่ได้รับฟังมาทำเป็น Fact sheet ดังนี้


จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำให้ดิฉันได้เข้าใจความสำคัญของการเป็นผู้ฟัง คนเราทุกคนเมื่อถึงจุดหนึ่งที่มีเรื่องราวมากมายเกินที่จะรับไหว สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือใครสักคนที่สามารถรับฟังและเข้าใจเขาได้ในขณะนั้น ซึ่งสิ่งที่เราจะทำได้คือ การรับฟังเขาอย่างตั้งใจ ด้วยความเข้าใจและห่วงใย อาจจะดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่นี่คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เขารู้สึกสบายใจที่มีคนรับฟังและเข้าใจ รู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว

สุดท้ายนี้ดิฉันขอขอบคุณอาจารย์ที่เปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับอาจารย์และเพื่อนนักศึกษา และขอขอบคุณเพื่อนของดิฉัน (A) ที่อนุญาตให้ดิฉันได้สัมภาษณ์และถ่ายทอดเรื่องราวให้ดิฉันได้เรียนรู้ หากมีคำแนะนำหรือข้อผิดพลาดประการใด ดิฉันขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ