ชีวิตที่พอเพียง : 2809. ก้าวกระโดดจาก R2R สู่การจัดการงานวิจัยทางคลินิก ในมหาวิทยาลัย


ผมไปร่วมประชุม R2R Core Team ที่ศิริราชเดือนละครั้งมากว่า ๑๐ ปี ในช่วงแรกๆ เดือนละสองครั้ง ด้วยซ้ำ วันที่มีความสุขที่สุดคือวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ เพราะได้เห็นการผุดบังเกิด (emergence) ของวิธี จัดการงานวิจัยทางคลินิก ในมหาวิทยาลัย ที่ผมตั้งความหวังว่า จะแพร่กระจายไปทั่วประเทศ เกิดทักษะใหม่ ของการจัดการงานวิจัยในมหาวิทยาลัย เป็นแรงส่งมหาวิทยาลัยไทยสู่มหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก และที่สำคัญที่สุด เป็นแรงส่งประเทศไทยสู่ Thailand 4.0


ผู้สร้างสรรค์วิธีจัดการงานวิจัยที่เป็นนวัตกรรมนี้คือ ผศ. พญ. อรุโณทัย ศิริอัศวกุล แห่งภาควิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล


อาจารย์หมออรุโณทัยคลั่งใคล้งานวิจัยแบบเงียบๆ เธอทำงานในภาควิชาที่งานบริการหนักมาก อาจารย์ไม่มีเวลาทำงานวิจัย วัฒนธรรมองค์กรจึงพัฒนารอบๆ ความรังเกียจงานวิจัย และมองว่างานวิจัยเป็นสิ่งที่ทำเพื่อความก้าวหน้าส่วนตัวหรือส่วนบุคคล คนที่เอาเวลาไปทุ่มทำงานวิจัยจึงมักโดนกล่าวหาว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว


แต่โชคดีที่อาจารย์หมออรุโณทัยเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันกับอาจารย์หมออัครินทร์ นิมมานนิตย์ ผู้อำนวยการ R2R ของศิริราช อาจารย์หมออัครินทร์รู้ใจเพื่อน จึงชวน อ. หมออรุโณทัย มาทำหน้าที่ผู้ประสาน งาน R2R แก่ภาควิชาวิสัญญีฯ


อาจารย์หมออรุโณทัยจึงได้มีโอกาสมานั่งฟังเราเฮฮากันในการประชุม R2R Core Team ซึ่งเป็นบรรยากาศเฮฮาเพื่อขับเคลื่อนงานสร้างสรรค์ เต็มไปด้วยยุทธศาสตร์ “เข็นครกขึ้นภูเขา” หรือทำงานทวนกระแส เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่ส่วนรวม ฝ่าม่านหมอกมายา


อาจารย์หมออรุโณทัย มานั่งฟังเงียบๆ อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่เคยร่วมเฮฮา ยกเว้นเวลามีวาระให้เล่า ผลงานที่ได้รับรางวัล หรือเล่าความพยายามขับเคลื่อนการวางระบบสนับสนุนการวิจัยในภาควิชา เธอก็เล่าแบบเนิบๆ ตามสไตล์เฉพาะตัว แม้ตอนเหตุการณ์น่าตื่นเต้นเธอก็ยังคงระดับเสียงและความเนิบไว้อย่าง คงเส้นคงวา แต่ผมสังเกตความเอาจริงเอาจังที่อยู่ข้างใน ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า aggressive ที่ไม่ใช่เพื่อทะเลาะกับคนอื่น แต่เพื่อทำให้งานที่มุ่งมั่นสำเร็จ อาจารย์หมอประเวศสอนผมไว้เมื่อกว่าสี่สิบปีก่อนว่าสังคมเรา ต้องการคนที่ aggressive ในลักษณะนี้


การประชุมเริ่ม ๑๓.๓๐ น. เราเฮฮากันเรื่องโครงการนำเอา KM 3.0 ไปหนุน DHS (District Health System) ที่ สคส. จะได้รับทุนสนับสนุนจาก สสส. โดยคุณวิชุดา จาก สคส. ไปนำเสนอ จนเวลากว่าบ่ายสามโมงจึงได้เริ่มเรื่อง การขับเคลื่อนงานวิจัยในภาควิชาวิสัญญีวิทยา เชื่อมโยงกับ R2R ของ อ. หมออรุโณทัย ที่ผลของการขับเคลื่อนในช่วงเวลาประมาณ ๓ - ๔ ปีที่ผ่านมา นำไปสู่การสนับสนุนจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ให้ตั้งเป็น Research Excellence Center ของภาควิชา ที่เมื่อฟังวิธีการตั้งโจทย์ และขอบเขตของโจทย์วิจัยแล้ว เห็นชัดเจนว่าออกไปนอกขอบเขตงานของภาควิชาวิสัญญีฯ และความเชื่อมโยงนี้คือพลัง ศูนย์วิจัยนี้ จึงเป็นทั้งศูนย์ระดับภาควิชา และระดับคณะไปในเวลาเดียวกัน และในบางกรณีอาจต้องทำวิจัยข้ามคณะ หรือข้ามมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำไป


ฟัง อ. หมออรุโณทัยเล่า แล้วผมเห็นโจทย์วิจัยทางคลินิกเต็มไปหมด เป็นโจทย์ที่มีความสำคัญต่อการปรับปรุงงานให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์มากขึ้น ผมเชื่อว่าเมื่อทำไปตามแนวที่ท่านเสนอ จะยิ่งค้นพบโจทย์วิจัยดีๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย ไม่มีวันจบสิ้น


ผมบอกที่ประชุมว่า นี่คือสิ่งที่ผมฝันอยากเห็นมากว่ายี่สิบปี เมื่อผมทำงานที่ สกว. ได้สองสามปี ผมก็เห็นพลังของการจัดการงานวิจัย รวมทั้งรู้วิธีการจัดการทุนวิจัยภายนอก ให้เข้าไปหนุนความเข้มแข็ง ของมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และนักวิจัย ผมพยายามสื่อสารต่อสถาบันต่างๆ ว่าต้องมีการจัดการงานวิจัย ในระดับสถาบันที่ทำงานวิจัย เพื่อให้เกิดการวมพลังกันทำงานในโจทย์ใหญ่และทำอย่างต่อเนื่อง และผลการวิจัยมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อสังคมอย่างชัดเจน แต่ฝันของผมมันไม่ชัด ผมไม่มีทักษะการจัดการ ในระดับสถาบันดังกล่าว คือผมไม่รู้จริง การสื่อสารจึงไม่ได้ผล


บัดนี้ สิ่งที่ผมอยากเห็นมานานกว่าสองทศวรรษได้ผุดบังเกิดขึ้นเอง โดยฐานคิดและวิธีการของ R2R ช่วยเป็นเชื้อหรือ Knowledge Assets ให้ อ. หมออรุโณทัยนำไปทดลองทำ และค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็น Center of Excellence ของงานวิจัยทางคลินิก


วิจารณ์ พานิช

๑๑ พ.ย. ๕๙


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)