มนุษย์เกิดมาในโลกนี้คงเป็นไปได้ยากที่ไม่ต้องพึ่งพิงหรืออาศัยกันและกัน ด้วยเพราะว่า "การดำเนินชีวิตในโลกนี้เป็นไปอย่างยากยิ่ง"

ในโลกของการใช้ชีวิต คงไม่เพียงแต่การยังชีพของตนด้วยปัจจัย สี่ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรคเท่านั้น ซึ่งเป็นที่พึ่งพิงทางด้านกาย หากแต่ยังคงต้องมีปัจจัยที่ต้องอาศัยนั้นคือ "ที่พึ่งพิงทางจิตวิญญาณ"อีกด้วยซึ่งเป็นอีกด้านของชีวิต

แต่สำหรับบางคนอาจคิดว่า การแสวงหาสิ่งเหล่านี้ บางคนแสวงหาด้านกายภาพให้ครบถ้วนเสียก่อนจึงจะเริ่มเเสวงหาอีกด้านหนึ่ง

แต่สำหรับบางคนนั้นเเสวงหาสองด้านควบคู่กันไป

แต่นั่นมิได้หมายความว่า ใครดีกว่าใคร หรือแม้แต่จะให้คิดว่า ใครถูกกว่า

อาจเป็นไปได้มีว่า "ชีวิต" นั้นเเปรเปลี่ยน มีแต่ "อนิจจัง"

ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ สำหรับการกล่าวถึงนี้ก็คือ ประเด็นว่าด้วย "หน้าที่: ความสัมพันธ์ระหว่างกุลบุตรและสมณพราหมณ์" ว่านั้นต้องเกื้อกูลเกื้อหนุนกัน ดังที่ปรากฎก็คือ


กุลบุตรพึงบำรุงสมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบนโดยหน้าที่ ๕ ประการ คือ

๑. จะทำสิ่งใด ก็ทำด้วยเมตตา

๒. จะพูดสิ่งใด ก็พูดด้วยเมตตา

๓. จะคิดสิ่งใด ก็คิดด้วยเมตตา

๔. เปิดประตูต้อนรับ

๕. ถวายปัจจัยเครื่องยังชีพ


สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบน กุลบุตรบำรุงโดยหน้าที่ ๕ ประการนี้แลย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยหน้าที่ ๖ ประการ คือ


๑. ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว

๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี

๓. อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันดีงาม

๔. ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

๕. อธิบายสิ่งที่เคยฟังแล้วให้เข้าใจแจ่มแจ้ง

๖. บอกทางสวรรค์ให้


คหบดีบุตร สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบน กุลบุตรบำรุงโดยหน้าที่ ๕ ประการนี้แล ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรโดยหน้าที่ ๖ ประการนี้ ทิศเบื้องบนนั้น เป็นอันชื่อว่ากุลบุตรได้ปิดป้อง ทำให้เกษมปลอดภัยแล้ว ด้วยประการฉะนี้”


เห็นได้ว่า หน้าที่ของแต่ละฝ่ายนั้นต้องพึ่งพิงอาศัยเกื้อกูลต่อกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า จะต้องพึ่งพิงกันเพียงด้านกายภาพหรือด้านวัตถุเท่านั้น หากแต่เป็นที่พึ่งพิงในสิ่งที่แตกต่างกันออกไป หากแต่ยังคงดำรงอยู่ในวิถีที่เข้าใจกัน

เมื่อคำสอนดังกล่าวของพุทธองค์ ผ่านกาลเวลามาแล้ว ยุคสมัยที่แปรเปลี่ยนไป การมองหลักคำสอนอาจจำเป็นหรือไม่และมากน้อยแค่ไหนที่การนำหลักธรรมดังกล่าวมาใช้ในวิถีของยุคและบริบทที่แตกต่างกัน..


.................................

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค

พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาฯ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑๑