บทความวิชาการเรื่อง P4 medicine : how systems medicine will transform the healthcare sector and society เขียนโดย Mauricio Flores และคณะ ลงพิมพ์ใน Per Med. 2013; 10 (6) : 565 – 576. อ่านได้ ที่นี่ บอกว่าคำทำนายเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว ว่าจะมีการ เปลี่ยนแปลงใหญ่ด้านการแพทย์ ประกอบด้วย 4P คือ predictive, preventive, personalized, และ participatory เริ่มเกิดผลตามคำทำนาย
เพราะว่าความก้าวหน้าด้าน จีโนมิกส์ ช่วยให้สามารถตรวจลำดับเบสในจีโนมของคนได้ในเวลาเร็ว และราคาถูก (๑ พันดอลล่าร์สหรัฐ) ตรวจได้ว่าในแต่ละปัจเจกที่เป็นโรค ใช้ยาอะไรจึงจะบำบัดโรคได้ และไม่แพ้ยา
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น มันช่วยให้สามารถบอกพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะต่อการสร้างเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล เพราะความก้าวหน้าดังกล่าวจะช่วยบอกว่า ปัจเจกบุคคลแต่ละคน มีความโ้มเอียงที่จะเป็นโรคเรื้อรัง ที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพไม่เหมาะสมโรคใดบ้าง (อย่างที่ผมเป็นอยู่ใน ปัจจุบันคือ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และต่อมลูกหมากโต) ก็ดำเนินการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ ตนเอง เพื่อป้องกันโรคที่ตนเองมีความเสี่ยงสูง
อ่านบทความที่อ้างถึงแล้ว จะเห็นว่าสหรัฐอเมริกาเขามีระบบ หรือกลไกเชิงสถาบัน เพื่อช่วยให้ ประเทศขับเคลื่อนสู่อนาคตที่พัฒนาขึ้นกว่าเดิมได้ ซึ่งในกรณีนี้คือ IOM (Institute of Medicine) : ซึ่งเวลานี้ยกระดับเป็น National Academy of Medicine (NAM) ไปแล้ว ในบทความ P4 Medicine เอ่ยถึงรายงาน ๔ ชิ้นของ IOM ที่เสนอแนะแนวทางพัฒนา 4P ซึ่งเป็นกรอบความคิดในการพัฒนา 4P โดย healthcare provider จากพลังของ genomics ผสานกับ ICT ในช่วง ทศวรรษแรก
บทความ P4 Medicine นี้เสนอเพิ่มว่า ในการที่จะทำให้ 4P พัฒนาต่อไปอีก ต้องแสวงความร่วมมือจาก healthcare consumer ในการที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพของตนเอง โดยใช้พลังของ ICT ในการ รวมตัวกันของ consumer ให้เกิดพลังทางสังคม เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง
แต่ผมเห็นต่าง ผมตีความว่าบทความ P4 Medicine นี้เขียนด้วยกระบวนทัศน์และวาทกรรมของ ลัทธิผู้บริโภคอย่างเต็มที่ ซึ่งผมไม่ชอบนัก ผมคิดว่าเรามีแนวทาง/กระบวนทัศน์เชิงสังคม ที่ผู้คนจะรวมตัวกันทำตัวเป็น “ผู้ผลิต” แทนที่จะเน้นการเป็น “ ผู้บริโภค” ร่วมกันผลิตระบบสังคมที่กระตุ้นและหนุนเสริม พฤติกรรมสุขภาพด้วยวิธีการ/มาตรการต่างๆ หลากหลายมาตรการประกอบกัน เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมสุขภาพ โดยที่เราไม่ควรเน้นเฉพาะ personalized medicine เท่านั้น เราควรเน้น community-based predictive & participatory health promotion ซึ่งน่าจะช่วยให้ประเทศไทยใช้งบประมาณด้านสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าการใช้ 4P Medicine ในระดับปัจเจกบุคคลเท่านั้น
เมื่ออ่านบทความ ที่กล่าวถึงไปเรื่อยๆ เขาก็ไปลงเอยที่ P4 Healthcare เช่นเดียวกัน
สสส. น่าจะเป็นกลไกสำคัญที่จะหนุนเสริมการพัฒนาระบบสุขภาพไทย แนว “4P Health” นี้
ผมเคยลงลิ้งค์เรื่องทำนองนี้ ที่นี่
วิจารณ์ พานิช
๓๐ ต.ค. ๕๙