กระบวนการขับเคลื่อนโครงการคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ของแต่ละคณะจะมีคุณลักษณะที่เหมือนและต่างกันไปตามบริบทของแต่ละคณะ เช่นเดียวกับสโมสรนิสิตคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ก็มีแบบฉบับของตนเอง กล่าวคือเน้นการจัดกิจกรรมในแบบบริการสังคม โดยบูรณาการสาขาต่างๆ เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมในวิถีจิตสาธารณะที่สอดคล้องกับคำว่า "มนุษย" และ "สังคม" หรืออัตลักษณ์นิสิตที่กล่าวว่า “ผู้ช่วยเหลือสังคมและชุมชน”
ปีการศึกษา 2558 สโมสรนิสิตคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้ดำเนินโครงการคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ในชื่อ “ปันน้ำใจจากพี่สู่น้อง” เมื่อวันที่ 22-24 มกราคม 2559 ณ โรงเรียนบ้านโนนกราด ตำบลหนองสองห้อง อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น มีคณะกรรมการบริหารสโมสรนิสิตเป็นผู้รับผิดชอบหลัก แต่ดำเนินการแบบมีส่วนร่วมในลักษณะ “สหทีม” โดยจัดสรรโควตาการทำงานไปยังทุกสาขาๆ 4-5 คน ขณะที่ทางคณะก็ให้การสนับสนุนงบประมาณจำนวนหนึ่งเพื่อดำเนินการ รวมถึงการให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกผ่านฝ่ายพัฒนานิสิตของคณะ
โครงการครั้งนี้มีสถานะของการเป็นค่ายอาสาพัฒนา หรือค่ายคุณธรรมจริยธรรมในอีกลักษณะหนึ่ง แต่มิใช่ค่ายที่จัดในรูปแบบของการ “เข้าวัด-ฟังธรรม-ปฏิบัติธรรม” ตรงกันข้ามกลับออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องคุณธรรมจริยธรรมผ่านกระบวนการบริการสังคมทั้ง 4 ด้าน (4 กลไก) ดังนี้
- บำเพ็ญประโยชน์ เช่น ทาสีอุปกรณ์เด็กเล่น ปรับพื้นและจัดแต่งรั้วด้วยยางรถยนต์ ตลอดจนการมุงหลังคาลานสนามเด็กเล่น ทาสีอาคารเรียนและวาดภาพบนผนังอาคารเรียน ทาสีห้องสุขา ทำความสะอาดบริเวณโดยรอบโรงเรียน
- วิชาการ เช่น จัดตกแต่งห้องสมุดและหนังสือ จัดหมวดหมู่หนังสือ เพิ่มเต็มชั้นเก็บหนังสือ จัดทำบอร์ดให้ความรู้เรื่องภาษาและอาเซียน มอบอุปกรณ์การเรียน
- ศิลปวัฒนธรรม เช่น เรียนรู้วิถีวัฒนธรรมด้วยการเข้าพักอาศัยกับพ่อฮักและแม่ฮัก พิธีบายศรีสู่ขวัญและกินข้าวพาแลงร่วมกับชุมชน
- กีฬาและนันทนาการ เช่น มอบอุปกรณ์กีฬา กีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ กิจกรรมรอบกองไฟ
ทั้งนี้โดยส่วนตัวแล้วผมรู้สึกชื่นชมกิจกรรม“พ่อฮักแม่ฮัก” เป็นที่สุด เพราะสื่อให้เห็นมิติการจัดการเรียนรู้ในแบบ “เรียนรู้คู่บริการ” ผ่านการเข้าไป “กิน-นอน” อยู่ในครัวเรือนของพ่อฮักแม่ฮัก เพื่อสร้างการเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมชุมชนในแบบ “ฝังตัว”
กระบวนการดังกล่าวเป็นเสมือนสะพานที่ทอดตัวเชื่อมโยงให้นิสิตได้เข้าสู่การเรียนรู้และหยั่งรากลึกกับความเป็นคุณธรรมจริยธรรมในวิถีชุมชนอย่างแท้จริง เป็นการบ่มเพาะเรื่องคุณธรรมจริยธรรมผ่านความจริงอันเป็นวิถีชีวิตของชุมชน มิใช่การเรียนรู้ผ่านสังคมออนไลน์ที่เป็นโลกเสมือนจริงอันเต็มไปด้วยเรื่องราวและสถานการณ์ที่ยากยิ่งต่อการแยกแยะถึงความเป็นจริงและเท็จ –
กรณีการออกแบบให้นิสิตได้เรียนรู้และสัมผัสจริงในแบบฝังตัวเช่นนั้น เป็นความท้าทายของการเรียนรู้อย่างไม่ตกสงสัย แต่ก็จำต้องละเอียดอ่อนต่อการเลือกชุมชนหรือครัวเรือนในการนำนิสิตเข้าไปกินนอนอยู่กับชาวบ้าน ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่นิสิตจะเลือกชุมชนอันเป็นบ้านเกิดของนิสิตในทีมทำงานเป็นฐานการเรียนรู้ เพราะหมายถึงความพร้อมและความปลอดภัยที่จะเกื้อหนุนให้การเรียนรู้คู่บริการในครั้งนี้ทะลุมิติอันเป็น “บวร” ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
อย่างไรก็ดี ผมมองว่าโครงการครั้งนี้ไม่ได้หวังผลแค่เรื่องคุณธรรมจริยธรรมเท่านั้น หากแต่ปักหมุดสู่การเพิ่มพูนความรู้และทักษะเรื่องการเรียนรู้คู่บริการชุมชนอย่างเสร็จสรรพในตัวเอง เพื่อให้นิสิตในสังกัดคณะได้เข้าใจความเป็น “มนุษย์” และ “สังคม” เฉกเช่นชื่อคณะต้นสังกัดของตนเอง
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้จึงพอจะสรุปได้ว่าโครงการดังกล่าวมีสถานะของการเป็น “ค่ายคุณธรรมจริยธรรม” ในอีกมิติหนึ่งที่เชื่อมโยงอยู่กับการจัดการเรียนรู้คู่บริการในครรลองของกิจรรมนอกหลักสูตรที่มุ่งบ่มเพาะให้นิสิตเกิดภาวะของจิตอาสา หรือจิตสาธารณะผ่านกลไกหลักธรรมสำคัญๆ ที่เริ่มต้นจากการค้นหาปัญหาและคลี่คลายอย่างสร้างสรรค์ (อริยสัจ 4) การเป็นผู้ให้ที่อาทรด้วยความจริงใจ (สังคหวัตถุ 4) และการอยู่ร่วมกันฉันญาติมิตร (พรหมวิหาร 4) มิหนำซ้ำยังช่วยให้นิสิตแต่ละสาขาได้รู้จักกันมากขึ้น ได้รู้จักอัตลักษณ์เฉพาะทางของแต่ละสาขาในคณะต้นสังกัดของตนเอง มิใช่รู้จักแต่เฉพาะเรื่องราวสาขาของตนเอง - อยู่แต่กับโลกใบเล็กของตนเองโดยไม่แยแสต่อปรัชญามหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน) และอัตลักษณ์นิสิต (ช่วยเหลือสังคมและชุมชน)
นี่คือหลักคิดและหลักธรรมที่เป็นปลายทางแห่งการเรียนรู้อันน่าสนใจในวิถีของค่ายฯ ครั้งนี้
เสียงจากนิสิต ...
|
ถึงแม้จะเป็นค่ายที่ชุมชนไม่ได้ช่วยเหลือในด้านงบประมาณที่ชัดเจน แต่ชุมชนก็มีส่วนร่วมที่จะช่วยเหลือ ในด้านอื่นๆ เช่น การให้ที่พักอาหารการกิน ทำอาหารมาเลี้ยงชาวค่าย ให้คำแนะนำในเรื่องการทำงาน ช่วยตัดไม้และพาเราทำสนามเด็กเล่นเพราะชาวค่ายส่วนใหญ่มีแต่ผู้หญิง รวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับวิถีวัฒนธรรมและคุณธรรมในชีวิตประจำวัน ในส่วนของปัญหานั้นก็มีบ้างแต่ก็เป็นปัจจัยภายนอกที่เกินควบคุมของเรา เช่น สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน มีฝนตกและอากาศหนาวจัดทำให้การทำงานต้องหยุดชะงักในวันสุดท้าย ส่งผลให้เรามุงหลังคาสนามเด็กเล่นไม่เสร็จ
ชลธิสา บุตรพรม |
ต้นเรื่อง : ชลธิสา บุตรพรม และสโมสรนิสิตคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
ภาพ " สโมสรนิสิตคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
เรียบเรียง : พนัส ปรีวาสนา (29 พฤศจิกายน 2559)













