จะเป็นคริสต์, อิสลาม, ซิกข์, ชินโต, เชน และยูดาย แล้วศาสนาพุทธหละ? มันไม่ใช่เป็นศาสนาแรกที่เราจะพูดถึงเรื่องการเกลียดผู้หญิง

สมมติที่ว่าพุทธศาสนานั้นเป็นเรื่องการใช้เหตุผล, ทันสมัย, ไม่เชื่อพระเจ้า, และเสรีนิยมในเรื่องเพศสภาพ (gender) และความเป็นเพศ (sexuality) หนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าวางเขื่อนไขให้กับเราในการเชื่อว่าพระพุทธเจ้าที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศใดๆและบริสุทธิ์จะลักษณะไม่แบ่งแยกระหว่างชายหญิง, ไม่มีเพศ (เหมือนพรหม---ผู้แปล), ปราชญ์ที่อ่อนโยนมีแต่ยิ้มที่สวยงาม อย่างไรก็ตาม จะมีเอกสารที่มีระบบและอยู่ในยุคต้นในการปฏิเสธเพศหญิงซึ่งมาจากเอกสารที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะอย่างพระวินัย

พระวินัย หรือกฎในการเป็นพระ

ให้ลองพิจารณาสิ่งเหล่านี้

1. จะมีกฎที่มากมายสำหรับภิกษุณี (หญิงที่บวช) มากกว่าภิกษุ (ชายที่บวช) กฎของภิกษุณีมีถึง 311 ข้อ แต่กับภิกษุมีเพียง 227 ข้อ ในทางพุทธศาสนาแล้ว ทุกคนจะต้องควบคุมความปรารถนา (desires) แต่ผู้หญิงจะมีภาระที่ไม่ทำตนให้ยั่วกำหนัดผู้ชาย จึงมีกฎที่มากกว่า

2. พระต้องนอนหลับในที่ภายใน แต่ไม่ใช่ที่ภายนอก กฎนี้เกิดขึ้นมาจากสถานการณ์ที่ผู้หญิงมีความสัมพันธ์ทางเพศกับพระ ในตอนที่พระกำลังนอนหลับภายใต้ต้นไม้ ดูเหมือนว่าพระกำลังหลับ และไม่ลุ่มหลงกับการยั่วยวนให้มีความรู้สึกทางเพศกับผู้หญิง พระเป็นสิ่งที่ไร้เดียงสา และไม่ถูกขับออกจากคณะสงฆ์ โดยปกติแล้ว พระที่ลุ่มหลงและมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงต้องอาบัติปาราชิก

3. ในเรื่องของพระสุทิน (Sudinna) ที่เป็นพระหนุ่มและตกลงใจจะอยู่เป็นโสด ก่อนหน้านั้นพ่อแม่ขอให้เขาแต่งงาน แต่เขาปฏิเสธจนไม่สามารถให้ลูกมาสืบสกุลได้ เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นมา พระพุทธเจ้าให้ข้อคิดกับเขาว่า “เป็นการดีกว่าที่จะเอาความเป็นชาย (น่าจะหมายถึงองคชาติ---ผู้แปล) ไปอยู่ในปากงูพิษ หรือไม่ก็ถ่านเถ้าที่กำลังลุกโพลงอยู่ กว่าช่องคลอดของผู้หญิง

4. ในการสนทนาครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าได้กล่าวว่า “กลิ่นที่ทำให้ชายทั้งหมดเป็นทาส ไม่มีสิ่งใดที่ยิ่งกว่ากลิ่นผู้หญิง รสชาติที่ทำให้ชายทั้งหมดเป็นทาส ไม่มีรสใดยิ่งกว่ารสผู้หญิง เสียงที่ทำให้ชายทั้งหมดเป็นทาส ไม่มีเสียงใดที่ยิ่งกว่าเสียงผู้หญิง สัมผัสแห่งรักที่ชายต่างเป็นทาสทั้งหมด ไม่มีสิ่งใดที่ยิ่งกว่าผู้หญิง”

5. พระในพุทธศาสนา ซึ่งต่างพระในยุคสมัยนั้น ไม่อาจเดินเปลื้องผ้า เพราะอาจก่อให้เกิดความยั่วยวนและเสน่ห์แก่ผู้หญิง พระต้องมีความบริสุทธิ์และเป็นโสดเท่านั้น

  1. มีการแนะนำว่าพระต้องเดินตรงไป ให้มองข้างล่าง อย่ามองข้างบน เพราะพวกเขาอาจสายตาของผู้หญิงทำให้หวั่นไหวได้ พระไม่สมควรจะอยู่กับหญิงโสด หรือนั่งอยู่ท่ามกลางพวกผู้ชาย เพราะอาจถูกนินทาได้

7. ในการสนทนากับ Kassappa พระ Bakulla กล่าวว่าตอนอายุ 80 ปี ท่านไม่มีโอกาสจะมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังไม่เคยคิดล่วงเกินผู้หญิง หรือมองเธอ หรือพูดกับเธอเลย

8. ครั้งผู้หญิงหัวเราะและให้โอกาสแก่พระ Mahatissa แต่ตัวท่านไม่เคลื่อนไหว เมื่อถูกถามโดยสามีของหล่อนว่าหล่อนไม่น่าพึงพอใจหรือ พระ Mahatissa กลับบอกว่า เขามองไม่เห็นผู้หญิง เห็นแต่กองกระดูกเท่านั้น

9. ในเรื่องของพระ Sundarasammudha ที่ออกจากเรือนและไปเป็นพระ ภรรยาไปหาเขา และบอกเขาว่า สภาวะความเป็นอรหันต์ในศาสนาฮินดูเป็นสิ่งหลอกลวง ดังนั้นพวกเขาจึงควรมาครองชีวิตคู่ ตอนแก่ค่อยมาบวชในศาสนาพุทธเพื่อเข้าถึงนิพพานกัน แต่ท่านตอบว่าตนเองไม่ถูกล่อลวงไปอย่างนั้นแน่ๆ เพราะการไปเช่นนั้นคือหลุมพรางของความตาย

10. ตัวบท (น่าจะมาจากพระไตรปิฎก---ผู้แปล) อธิบายว่าพระที่ไม่แต่งงาน (น่าจะหมายถึงพระพุทธเจ้า---ผู้แปล) ได้เข้าถึงธรรมะแล้วนั้น ก็มีผู้หญิงที่มักมากในกามารมณ์ ซึ่งเป็นตัวแทนของสังสารวัฏ ที่หมายถึงการเกิดและการตายมาทดสอบพระที่ไม่แต่งงานคนนั้น

11. Sangamaji ได้ละทิ้งภรรยา และลูก มาเป็นพระสงฆ์ วันหนึ่งภรรยาและลูกมาหาเขา และขอให้เขาละทิ้งภาวะพระเสีย และเขาไม่ยินยอม และไม่มีสัญชาติญาณของความเป็นสามีและพ่ออีกต่อไป พระพุทธเจ้ายกย่องสิ่งนี้ เพราะได้เข้าถึงการละทิ้งและเข้าถึงการตรัสรู้อย่างแท้จริง พระที่แท้จริง คือสภาวะความเป็นผู้หญิงลดน้อยถอยลง เหมือนกับการกระพือปีกของริ้นต่อหน้าภูเขา

12. ประเภทคนที่มีลักษณะแปลกๆทางเพศต่างๆ (queers) ที่นิยามว่าไม่สามารถบวชได้ หรือ Pandakas เช่น คนที่มีสองเพศในคนเดียวกัน (hermaphrodites), คนข้ามเพศ (transsexual), ขันที (eunuchs), คนแต่งกายตรงข้ามกับเพศของตน (cross-dressers), และพวกเกย์ สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อพระถูกล่อลวง หรือแทะโลมโดยพวก Pandakas

13. พระพุทธเจ้าต้องการให้ลูกพี่ลูกน้องที่ชื่อ นันทะ (Nanda) ให้เข้ามาบวช แต่นันทะต้องการที่แต่งงานกับหญิงที่สวยที่สุดในแผ่นดิน และนันทะต้องการหล่อนมาก ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงแสดงให้เห็นถึงนางฟ้าที่อาศัยอยู่ในสวรรค์ และถามนันทะว่าระหว่างนางฟ้ากับหญิงที่ตนต้องการจะแต่งงานด้วยนั้นใครสวยกว่ากัน นันทะบอกว่าหญิงที่ตนต้องการแต่งงานด้วยเหมือนกับลิงพิการ พระพุททธเจ้าบอกนันทะว่า หากเธอเข้ามาบวช สุดท้ายเธอจะได้ขึ้นสวรรค์ และเจอนางฟ้าเหล่านั้น เพราะความเชื่อ นันทะจึงเข้ามาบวชด้วยความเต็มใจ เมื่อนันทะได้เข้าถึงธรรมะ ความปรารถนาต่อนางฟ้าจึงหายไป

14. กะเทยที่เหมือนผู้หญิง และกะเทยที่เหมือนผู้ชาย ไม่สามารถบวชเป็นพระและภิกษุณีได้

  1. กฎเหล่านี้เป็นการห้ามสำหรับการสมสู่ระหว่างคนกับสัตว์ด้วย (bestiality) เช่น พระไม่สามารถรักวัวตัวเมีย หรือลิงตัวเมียได้


อิทธิพลของวินัย

แรกเริ่มเดิมที ยังไม่มีกฎที่น่าปวดหัวเหล่านี้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ยังไม่มีพระวินัย แต่เมื่อผู้คนเริ่มเข้ามาในศาสนานี้มากเข้าๆ พวกเขาก็เริ่มที่จะปฏิบัติตนที่ไม่เคารพต่อพระ และบุคคลที่แสวหาการตรัสรู้ ผู้คนเริ่มทำให้วิถีของพุทธตลกมากขึ้น เพื่อการปกป้องชื่อเสียงของธรรมะ และสังฆะ พระพุทธเจ้าจึงเริ่มบัญญัติกฎเหล่านี้ขึ้น

กฎเหล่านี้เดิมทีเป็นการท่อง และเรียบเรียงโดยพระอุบาลีในที่ปฐมสังคายนาหลังจากพระพุทธเจ้านิพพาน สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อ 2,600 มาแล้ว พันปีที่ผ่านมา มีการทำกฎให้เป็นระบบ และรวมรวมโดย Buddhaghosha ณ Anuradhapura ในศรีลังกา

เมื่อศาสนาอิสลามมาถึง พุทธศาสนาเริ่มเสื่อมถอยในอินเดีย ความคิดของพุทธศาสนิกชนก็ไม่ยอมรับเพศของผู้หญิง และมีมลภาวะจากคณะฮินดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก Adi Shankara เขาเป็นคนที่ทำให้พุทธกับฮินดูมาอยู่คู่กัน ในนิกายของเขา ไม่มีแม่ชีอยู่เลย

หากเราเชื่อว่าเยซูคริสต์เคยมาอินเดีย กฎของพระในเรื่องการต่อต้านผู้หญิงก็ส่งผลต่ออินเดียและศาสนาคริสต์ด้วย ในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงละทิ้งมเหสี หรือนางยโสธรา เยซูก็ไม่เคยแต่งงาน นอกจากนี้ Buddhaghosa ยังอยู่รุ่นราวคราวเดียวกับนักบุญ Augustine แห่ง Hippo ที่เผยแพร่ในเรื่องการต่อต้านเรื่องทางเพศ และคำอุปมาการต่อต้านผู้หญิงในโบสถ์คริสต์

พุทธศาสนาดี และฮินดูเลว

มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะกล่าวว่างานเขียนทั้งหมดที่เกี่ยวกับปิตาธิปไตย (patriarchy) และลัทธิเกลียดผู้หญิง (misogyny)จึงต้องเกี่ยวข้องกับอินเดีย นักวิชาการได้อ้างอิงถึง Ramayana และ Manu Smriti แต่ในทางประวัติศาสตร์แล้ว ทั้งสองเล่มแต่งขึ้นหลังพระวินัยทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าอยู่ในก่อนสมัยอารยัน (pre- Mauryan) ในขณะที่ Ramayana ซึ่งเกี่ยวข้องกับลำดับชื่อของพระราชาเขียนขึ้นหลังสมัยอารยัน (post- Mauryan) ข้อเสนอที่มาจากประเพณีการเล่าปากต่อปาก และเวลาการนับทางโหราศาสตร์ที่วาง Ramayana ไว้ก่อนพุทธศาสนานั้นเป็นเพียงเรื่องชาตินิยม แต่ไม่ถูกทางประวัติศาสตร์Manu Smriti และ dharmashastra เขียนขึ้นในยุค Gupta ในขณะที่พราหมณ์มีบทบาทหลักในการให้อำนาจความชอบธรรมในการขึ้นครองราชย์ในคาบสมุทรอินเดีย พิธีกรรมทางพระเวทก่อนศาสนาพุทธนั้นพูดถึงผู้หญิงในแง่บวก เพราะเพศหญิงเกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ และรุ่นที่มั่งคั่ง คัมภีร์ Upanishands ที่มาก่อนพุทธศาสนานั้นไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับความแตกต่างทางเพศสภาพมากนัก แต่จะเกี่ยวข้องกับอภิปรัชญามากกว่า วรรณกรรมพุทธศาสนาจำนวนมากนนั้นได้เรียบเรียงกันมาก่อนตัวบททางสันสกฤตเสียอีก สิ่งนี้ทำให้งานเขียนทางพุทธนั้นเป็นจุดเปลี่ยน ทำให้สภาพความเป็นหญิงนั้นเป็นอุปสรรคที่มีมลภาวะต่อวิถีทางในการตรัสรู้

แน่นอนว่าพวกเราอาจโต้เถียงได้ว่าชาวพุทธที่มีการศึกษาในระดับสูง (น่าจะหมายถึงอรรถกถาจารย์) เคยเป็นพราหมณ์มาก่อนเปลี่ยนเป็นชาวพุทธ ดังนั้นจึงน่าจะนำปิตาธิปไตยของฮินดูมาอยู่ในพุทธศาสนา จริงๆแล้วพระพุทธเจ้าไม่มีจุดมุ่งหมายเช่นนั้น พวกเรายืนยันได้ว่าพระเวท และมีเพียงพระเวทเท่านั้นที่มีคติแบบเกลียดผู้หญิง สิ่งนี้ทำให้เราคิดได้แต่ว่าพุทธดี แต่ฮินดูไม่ดี ที่เราสามารถพบในงานเขียนทางวิชาการแบบอาณานิคม และหลังอาณานิคม

ความเงียบในเรื่องลัทธิเกลียดผู้หญิงที่ค่อยๆคืบคลานมาที่คัมภีร์ศาสนาพุทธ และสามารถย้อนกลับไปหาพระพุทธเจ้านั้นเป็นสิ่งที่รู้สึกได้ งานวิจัยในเรื่องนี้แพร่หลายไปทั่ง แต่ถูกจำกัดในวงวิชาการ เช่น หนังสือชื่อ Buddhism after Patriarchy โดย Rita Gross และ Bull of a Man โดย John Powers แต่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการอธิบายเกินเลยไปกว่าปิตาธิปไตย มากกว่าจะเน้นเฉพาะที่ ที่เป็นดังนี้เพราะนักวิชาการรู้สึกโกรธหรือฉุนเฉียว และอายที่ข้อเท็จจริงมาแทรกแซงการรับรู้ของตนเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า

การละทิ้งเรื่องทางเพศ ซึ่งหมายถึงการละทิ้งผู้หญิง เพื่อจุดประสงค์ที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรัสรู้, จิตวิญญาณอันสูงส่ง, หรือการรับใช้ชาติ ได้กลายมาเป็นโมเดลที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะอยู่ในลัทธิ และองค์การทางการเมือง เช่น Rashtriya Swayamsevak Sangh มันเป็นสิ่งที่ทรงเสน่ห์ และกล้าหาญในฐานะที่เป็นสิ่งบ่งชี้สูงสุดในความเป็นชาย และความบริสุทธิ์ เราสามารถแกะรอย อย่างน้อยก็ในความคิดที่แบ่งปันไปไกลในพระวินัยที่สั่งสอนโดยพระพุทธเจ้า ผู้ที่ละทิ้งภรรยา แม้ว่าหล่อนจะไม่เห็นชอบด้วยก็ตาม