โครงการคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติฯ : Street ARCH (สโมสรนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ)

นี่คือวัฒนธรรมการผ่องถ่ายชุดความรู้ต่อกันและกันในแบบ “สอนงาน-สร้างทีม” มิใช่การต้องมาเริ่มต้นใหม่ในเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งเรื่องคน เรื่องแนวคิด หรือกระทั่งแนวปฏิบัติ เหมือนพายเรือวกวนอยู่ในอ่างไปไหนได้ไม่ไกลจากฝั่ง เพราะไม่มีฐานความรู้หรือการไม่รู้จักที่จะยกระดับความรู้จากอดีตที่เคยทำมา




ถึงแม้ว่าโครงการ Street ARCH จะได้เพียงรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในเวทีประกวดโครงงานคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติ ระดับอุดมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปีการศึกษา 2558 กระนั้นก็มีประเด็นชวนกล่าวถึงไม่แพ้โครงการที่ได้รางวัลชนะเลิศ ซึ่งเวทีดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหาสารคามกับมูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ ที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้นิสิตได้ตระหนักในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมผ่านการลงมือทำจริงในกิจกรรมนอกหลักสูตร หรือกิจกรรมเสริมหลักสูตร






เรื่องใกล้ตัว ...ต่อยอด ผลิตซ้ำ

โครงการ Street ARCH ไม่ใช่โครงการใหม่ถอดด้ามในวิถีโครงการคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติฯ เพราะเมื่อปีการศึกษา 2555 ครั้งนั้นสโมสรนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองนฤมิตศิลป์เคยได้ดำเนินการเรื่องทำนองนี้และถึงขั้นผงาดคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองอย่างสง่างามมาแล้ว ครั้งนั้นใช้ชื่อว่า Discipline Parking (เส้นปะที่อยู่ในหัวใจของสังคม) โดยเน้นการสร้างพื้นที่ต้นแบบในด้านวินัยจราจร เริ่มต้นจากอาณาบริเวณตึกคณะตนเองเป็นหลัก หากแต่ครั้งนั้นเป็นเรื่องที่มุ่งไปยังประเด็นวินัยรถจักรยานยนต์ จากนั้นปีการศึกษา 2557 ขยับมาเป็นรถยนต์และปีการศึกษา 2558 มุ่งบูรณาการองค์รวมทั้หมดของการใช้รถใช้ถนนอย่างมีวินัย -


นี่คือกระบวนการหยิบจับ “ปัญหาใกล้ตัว” หรือ “ปัญหาตัวเอง” มาเป็นแกนตั้งแล้วเสาะแสวงหาต้นเหตุของปัญหาและคลี่คลายปัญหาร่วมกัน เสมือนการปัดกวาดเช็ดถูบ้านตัวเองผ่านการมีส่วนร่วมของคนในบ้านเดียวกัน เป็นการผลิตซ้ำต่อยอดและต่อเนื่องเพื่อก่อให้เกิดมรรคผลอย่างเป็นรูปธรรมที่หมายถึงเข้มแข็งและยั่งยืน มิใช่ทำครั้งเดียวแล้วยกเลิก โดยไม่ประเมินว่าเกิดมรรคผลเช่นใด





ประเด็นดังกล่าวคณะทำงานได้วิเคราะห์โจทย์อันเป็นประเด็นปัญหาเรื่องวินัยจราจรภายในมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาสารคามโดยยึดพื้นที่อันเป็นคณะต้นสังกัดเป็นมณฑลขับเคลื่อน มีการวิเคราะห์ต้นเหตุปัญหาว่าเกิดจากปัจจัยภายใน กล่าวคือ การขาดความรับผิดชอบส่วนบุคคล เช่น ขับรถย้อนศร จอดรถไม่เป็นระเบียบ ขึ้นลงไม่ตรงป้าย ฯลฯ นอกจากนั้นยังวิเคราะห์ถึงปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวโยง เช่น จำนวนยวดยานพาหนะมีจำนวนมากไม่สมดุลกับพื้นที่การจอด สัญลักษณ์ หรือป้ายจราจรไม่ชัดเจน บ้างเลือนรางเสื่อมสภาพ ตลอดจนไม่มีป้ายบอกเตือนในจุดสำคัญๆ อันเป็นความเสี่ยง




ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่การขับเคลื่อนกิจกรรมจากภายนอกอันเป็นกายภาพกลับเข้าสู่ภายในตัวตนของผู้คน กล่าวคือระดมแกนนำและนิสิตในคณะมาช่วยกันออกแบบกิจกรรม โดยใช้ “วิชาชีพ” เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน เช่น ทาสีช่องทางเดินรถและหยุดรถประจำทาง ทาสีช่องจอดรถจักรยานยนต์ รถยนต์และจักรยานในแบบ “โซนนิ่ง” อย่างเป็นรูปธรรม ทำทางม้าลายเชื่อมระหว่างถนนหลักกับทางเข้าตึกคณะ รวมถึงการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ โปสเตอร์ คัทเอ้าท์ ป้ายสัญญาณจราจร –

ทั้งนี้รวมถึงการศึกษาผังการจราจรเพื่อนำไปสู่การออกแบบเส้นทางจราจรที่สะดวกต่อนิสิตที่ใช้รถจักรยานยนต์ รวมถึงการจัดกิจกรรมสันทนาและทำความสะอาดรอบคณะร่วมกันในแบบ Big Cleaning Day สู่การหนุนเสริมวาระ “มหาวิทยาลัยสีเขียว” ไปในตัว





เรียนรู้ด้วยตนเอง เปลี่ยนแปลงตัวเอง เคารพผู้อื่น

กระบวนการขับเคลื่อนข้างต้นสะท้อนถึงการใช้วิชาชีพของนิสิตมาเป็นเครื่องมืออย่างน่าประทับใจ ทั้งออกแบบป้าย ออกแบบผังจราจร การใช้สี ฯลฯ นี่คือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ชีวิตและเพิ่มพูนทั้ง Hard skills & Soft skills แก่นิสิต ยึดโยงไปยังเรื่องจิตสำนึกสาธารณะต่อส่วนร่วม เป็นการสร้างสรรค์ “สังคมต้นแบบ” ผ่าน “หน้าตักตนเอง” ที่หมายถึงการจัดโซนนิ่งให้คณะตนเองเป็นพื้นที่รณรงค์วินัยจราจร โดยไม่ได้เพ่งโทษตำหนิติติงคนอื่น แต่เริ่มที่ตัวเองเป็นอันดับแรก แก้ปัญหาตัวเองเป็นหัวใจหลัก เน้นการเปลี่ยนแปลงที่ตัวเองเป็นอันดับแรก เสมือนการโยนหินลงบึงน้ำโดยเชื่อว่าจะเกิดปรากฏการณ์แรงกระเพื่อมขยายวงกว้างไปยังบึงอื่นๆ ได้ในที่สุด

วิธีคิดเช่นนี้ถือเป็นกระบวนทัศน์แห่งการจัดการกับตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวเอง ใช้ตัวเองเป็นเครื่องหมายหรือสื่อสัญลักษณ์บอกกล่าวต่อสังคมอย่างสุภาพ เข้าทำนองว่า “ฉันจะทำ-ใครไม่ทำไม่ว่ากัน แต่เมื่อใดทีใครสัญจรมายังอาณาบริเวณนี้ก็ต้องให้ความเคารพครรลองของที่นี่” โดยสิ่งที่ขับเคลื่อนนั้นไม่ได้เลือกปฏิบัติ หากแต่สื่อสารสาธารณะครอบคลุมทั้งนิสิต อาจารย์ บุคลากรในคณะ บนฐานคิดแบบไทยๆ ว่า “เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม” ประหนึ่งหลิ่วตาไปหลิ่วตามา ท้ายที่สุดย่อมตกผลึกเป็นจิตสำนึกที่ดีได้เอง –





หลักคิดและหลักธรรม

โครงการ Street ARCH พบหลักคิดและหลักธรรมที่เด่นชัดในการขับเคลื่อนหลายประเด็น นับตั้งแต่การคลี่โจทย์ปัญหาภายใต้หลักอริยสัจ 4 พอถึงกระบวนการออกแบบกิจกรรมและการลงมือทำก็เน้นการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะนิสิตกับนิสิต เพราะถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในการขับขี่ยวดยานพาหนะ ทั้งที่เป็นจักรยานยนต์ จักรยาน รถโดยสารสองแถว หรือแม้แต่รถรางที่นิสิตมักขึ้นลงไม่ตรงป้าย

นอกจากนั้นเป็นการเน้นหลักคิดการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ เน้นบริหารโครงงานด้วยหลัก PDCA และทั้งปวงนั้นก็สัมพันธ์หลักธรรมอีก 2 เรื่อง ได้แก่ สังคหวัตถุ 4 และสามัคคีธรรอันหมายถึงการร่วมแรงร่วมใจเพื่อประโยชน์ขององค์กร สอดรับกับพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ดังว่า

... ต่างคนต่างมีหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำเฉพาะหน้าที่นั้น เพราะว่าคนใดทำหน้าที่เฉพาะของ
ตัวโดยไม่มองคนอื่น งานก็ดำเนินไปไม่ได้ เพราะเหตุว่างานทุกงานจะต้อพาดพิงกัน จะต้องเกี่ยวโยง
กัน ฉะนั้นแต่ละคน จะต้องมีความรู้ถึงงานของผู้อื่นแล้วช่วยกันทำ ...






ปัญหาและอุปสรรค

โครงการ Street ARCH ดำเนินการระหว่างวันที่ 23-27 ธันวาคม 2558 เป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างคณะทำงานชุดใหม่กับคณะกรรมการชุดเดิมที่เคยขับเคลื่อนเรื่องนี้มาเมื่อปีการศึกษาที่แล้ว

นี่คือวัฒนธรรมการผ่องถ่ายชุดความรู้ต่อกันและกันในแบบ “สอนงาน-สร้างทีม” มิใช่การต้องมาเริ่มต้นใหม่ในเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งเรื่องคน เรื่องแนวคิด หรือกระทั่งแนวปฏิบัติ เหมือนพายเรือวกวนอยู่ในอ่างไปไหนได้ไม่ไกลจากฝั่ง เพราะไม่มีฐานความรู้หรือการไม่รู้จักที่จะยกระดับความรู้จากอดีตที่เคยทำมา




ในทำนองเดียวกันนี้ยังพบว่ามีกระบวนการขับเคลื่อนในแบบบูรณาการระหว่างทีมคณะกรรมการสโมสรนิสิตชุดปัจจุบันร่วมกับแกนนำนิสิตในแต่ละชั้นปีด้วยอีกต่างหาก สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปใช้กับทุกโครงการและทุกองค์กรอย่างไม่ต้องกังขา แถมยังซ่อนแนวคิดการเตรียมคนเพื่อรับช่วงภารกิจนี้ในปีถัดไปอย่างแนบเนียบด้วยเช่นกัน

ในทางตรงกันข้ามถนนสายนี้ก็ใช่จะราบเรียบและโรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบเสียทั้งหมด เพราะยังพบปัญหาและอุปสรรคในบางประการ แต่ได้สะท้อนถึงแนวทางการทำงานแบบ “ทำไป...เรียนรู้ไป” หรือ “ทำไป..แก้ปัญหาไป” อย่างเป็นจังหวะๆ เช่น การเตรียมงานที่ล่าช้าเนื่องจากผู้ร่วมกิจกรรมมีเวลาว่างไม่ตรงกัน ประกอบกับมีฝนตกติดต่อกันเป็นระยะๆ จนต้องปรับเปลี่ยนมาจัดในช่วงก่อนวันหยุดยาวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ยังผลให้นิสิตเข้าร่วมกิจกรรมในแต่ละวันไม่มากนัก รวมถึงค่าวัสดุอุปกรณ์ค่อนข้างมีราคาสูงทำให้จัดซื้อมาได้ด้วยจำนวนจำกัด แต่ก็สอนให้ได้เรียนรู้ที่จะบริหารจัดการทรัพยากรให้ได้ทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล





โดยสรุปแล้ว....

Street ARCH เป็นโครงการคุณธรรมจริยธรรมในวิถีกิจกรรมนอกหลักสูตรที่สะท้อนให้เห็นว่า “เกาได้ถูกที่คัน” ผ่านศาสตร์และศิลป์ของตนเอง มีกระบวนการพัฒนาโจทย์อย่างถูกวิธีโดยหยิบจับประเด็นปัญหาใกล้ตัวมาเป็นโจทย์ จากนั้นจึงขับเคลื่อนบนฐานการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของ "คนบ้านเดียวกัน” เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากตัวเองและเปลี่ยนแปลงจากจากบ้านตัวเองเป็นอันดับแรก ประหนึ่งการเพียรพยายามที่จะใช้การกระทำของตนเองเป็นบทเรียนสื่อสารกับสังคมมากกว่าการพร่ำสอนโดยที่ไม่ได้ลงมือทำ ซึ่งการสื่อสารที่ว่านั้นก็มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะการสื่อสารความสำเร็จ หากแต่มีการสื่อสารในมุมความล้มเหลวไปพร้อมกันอย่างไม่เขินอาย สอดรับกับวาทกรรม “การกระทำสำคัญกว่าคำพูด” อย่างไม่ผิดเพี้ยน





เช่นเดียวกับการผลิตซ้ำและต่อยอดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องในแต่ละปีการศึกษาก็นับเป็นอีกปัจจัยความสำเร็จที่ผ่านการสังเคราะห์ความรู้ในแต่ละปีแล้วนำมาสู่การปฏิบัติการซ้ำในแต่ละปีอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยเชื่อว่าจะเกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีพลังได้ในสักวันหนึ่ง พร้อมๆ กับการสร้างเครือข่ายทำงานไว้รองรับในแต่ละช่วงปีอย่างไม่สิ้นหวัง เสมือนการมอบภารกิจอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมขององค์กรจากรุ่นสู่รุ่นไปในตัว

นี่คืออีกหนึ่งความสำเร็จที่ง่ายงามและมีพลัง รวมถึงการเป็นต้นแบบของการเปลี่ยนแปลงสังคมผ่านการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างน่ายกย่องและเหมาะที่จะใช้เป็นกรณีศึกษาไม่แพ้เรื่องอื่นๆ



ชภัควัฒน์ จันทรประทิน : ผู้รับผิดชอบหลักโครงการฯ



"....

Street Arch ไม่ใช่กฎหรือกรอบที่เข้ามาควบคุมการดำเนินชีวิตของนิสิต แต่เป็นเพียงแนวปฏิบัติ คำแนะนำในการใช้รถใช้ถนนตามการจัดสรรพื้นที่ของมหาวิทยาลัยได้อย่างถูกต้อง ซึ่งส่วนใหญ่นิสิตค่อนข้างมีความเข้าใจในการใช้รถใช้ถนนดีอยู่แล้ว แต่ด้วยปัจจัยด้านเวลาในชั่วโมงเร่งด่วน หรือในด้านความไม่เพียงพอของพื้นที่ ทำให้ภาพการจราจรการจอดรถนั้นไม่เป็นระเบียบ ด้วยเหตุที่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะจัดการระบบการจัดสรรพื้นที่ที่เราได้เรียนรู้ในรายวิชา มาประยุกต์ใช้ผ่านเส้นสาย สื่อ และการปฏิบัติจริง

...."

ชภัควัฒน์ จันทรประทิน
นิสิตชั้นปีที่ 5 สาขาสถาปัตยกรรม
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์



หมายเหตุ :
ภาพ โดย สโมสรนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองนฤมติศิลป์
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

เชื่อว่าถึงผลิตซ้ำในปีต่อไป ความคิดที่ถ่ายทอดสู่รุ่นน้องคงลุ่มลึกขึ้น และอาจมีกิจกรรมเสริมให้พฤติกรรมติดตัวกลายเป็นจิตสำนึกที่ดีได้ตลอดไปจนเป็นผู้ใหญ่นะคะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

พี่หมอธิ

...

ประเด็นที่คุยภายในเชิงระบบที่กำลังจะขับเคลื่อนใหม่ คิดไว้เหมือนกันว่าการขับเคลื่อนเชิงกายภาพอาจต้องลดทอนลงแต่มาเน้นเชิงพฤติกรรม-ภายในให้มากขึ้น และจัดวางเข้าสู่วิถีวัฒนธรรมภายในของนิสิตเอง เพราะตอนนี้รูปธรรมภายนอกเด่นชัดแล้ว และทำมาสองถึงสามครั้งแล้ว ต้องหยั่งลึกกว่าเดิมแล้วครับ

คงต้องรอหารือแลกเปลี่ยนกับนิสิตและคณะทำงานในระดับคณะอีกรอบ และครั้งนี้คงทำให้เห็นความจริงถึงประสิทธิภาพ -ประสิทธิผล หรือความเข้มแข็งที่แท้จริงของกิจกรรมนี้ครับ