พุทธคุณ ๙

"พุทธคุณ ๙"

ขอนอบน้อมด้วยเศียรเกล้าแด่ พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ธรรมะรับอรุณ ณ บ้านเย็นยิ้ม
วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม 2559


สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ควงต้นสะเดา อันเป็นที่อยู่ของนเฬรุยักษ์ เขตเมืองเวรัญชา พร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป เวรัญชพราหมณ์ได้ฟังข่าวว่า ท่านพระสมณโคดม เป็นศากยบุตร เสด็จออกผนวชจากศากยตระกูล ประทับอยู่ ณ ควงต้นสะเดา อันเป็นที่อยู่ของนเฬรุยักษ์ เขตเมืองเวรัญชา พร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป ท่านพระโคดมผู้เจริญนั้น มีกิตติศัพท์อันงามขจรไปอย่างนี้ว่า

แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น
เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ
เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้
อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของ
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค

เชิงอรรถ :
พระพุทธคุณ ทั้ง ๙ บทนี้ แต่ละบทมีอรรถอเนกประการ คือ
๑. ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ เพราะห่างไกลจากกิเลส, เพราะกำจัดข้าศึกคือกิเลส, เพราะหักซี่กำแห่งสังสารวัฏ คือ การเวียนว่ายตายเกิด, เพราะเป็นผู้ควรรับไทยธรรม, เพราะไม่ทำบาปในที่ลับ
๒. ชื่อว่า ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพราะตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบและด้วยพระองค์เอง
๓. ชื่อว่าเพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เพราะมีวิชชา ๓ และวิชชา ๘ ดังนี้

วิชชา ๓ คือ :-
(๑) ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ความรู้ที่ให้ระลึกชาติได้
(๒) จุตูปปาตญาณ ความรู้จุติ (ตาย) และอุบัติ (เกิด) ของสัตว์
(๓) อาสวักขยญาณ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ

วิชชา ๘ คือ :-
(๑) วิปัสสนาญาณ ญาณที่เป็นวิปัสสนา
(๒) มโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทางใจ
(๓) อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ
(๔) ทิพพโสต หูทิพย์
(๕) เจโตปริยญ รู้จักกำหนดจิตผู้อื่นได้
(๖) ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ความรู้ที่ให้ระลึกชาติได้
(๗) ทิพพจักขุ ตาทิพย์ (= จุตูปปาตญาณ)
(๘) อาสวักขยญาณ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ

พร้อมด้วย จรณะ ๑๕ คือ :-
(๑) สีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล
(๒) อินทรียสังวร การสำรวมอินทรีย์
(๓) โภชเนมัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค
(๔) ชาคริยานุโยค การหมั่นประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่น
(๕) มีศรัทธา
(๖) มีหิริ
(๗) มีโอตตัปปะ
(๘) เป็นพหูสูต
(๙) วิริยารัมภะ ปรารภความเพียร
(๑๐) มีสติมั่นคง
(๑๑) มีปัญญา
(๑๒) ปฐมฌาน
(๑๓) ทุติยฌาน
(๑๔) ตติยฌาน
(๑๕) จตุตถฌาน

๔. ชื่อว่า เสด็จไปดี เพราะมีการเสด็จไปงาม เพราะเสด็จไปสู่ฐานะที่ดี เพราะเสด็จไปโดยชอบ และเพราะตรัสไว้โดยชอบ
๕. ชื่อว่า รู้แจ้งโลก เพราะทรงรู้แจ้งโลก เหตุเกิดโลก ความดับโลก วิธีปฏิบัติให้ลุถึงความดับโลก (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) และทรงรู้แจ้งโลกทั้ง ๓ คือ สังขารโลก สัตวโลก โอกาสโลก
๖. ชื่อว่า เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะทรงฝึกฝนคนที่ควรฝึกฝน ทั้งเทวดา มนุษย์ อมนุษย์ สัตว์ดิรัจฉาน ด้วยอุบายต่างๆ
๗. ชื่อว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพราะทรงสั่งสอนเทวดาและมนุษย์ด้วยประโยชน์ในโลกนี้ ประโยชน์ในโลกหน้า และประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน ตามสมควรแก่ประโยชน์ที่เทวดา และมนุษย์จะพึงได้รับ และเพราะทรงช่วยพาหมู่สัตว์ ให้พ้นความกันดารคือความเกิด ดุจสัตถวาหะคือ หัวหน้ากองเกวียนพาบริวารข้ามทางกันดาร
๘. ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้า เพราะทรงรู้สิ่งที่ควรรู้ทั้งหมดด้วยพระองค์เอง และทรงสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม
๙. ชื่อว่า เป็นพระผู้มีพระภาค เพราะ
(๑) ทรงมีโชค
(๒) ทรงทำลายข้าศึกคือกิเลส
(๓) ทรงประกอบด้วยภคธรรม ๖ ประการ (คือ ความเป็นใหญ่เหนือจิตของตน, โลกุตตรธรรม, ยศ, สิริ, ความสำเร็จประโยชน์ตามต้องการ และความเพียร)
(๔) ทรงจำแนกแจกแจงธรรม
(๕) ทรงเสพอริยธรรม
(๖) ทรงคายตัณหาในภพทั้งสาม
(๗) ทรงเป็นที่เคารพของชาวโลก
(๘) ทรงอบรมพระองค์ดีแล้ว
(๙) ทรงมีส่วนแห่งปัจจัย ๔ เป็นต้น

- - - - - - - - - - - - -

พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณ (ปกสีฟ้า)
พระวินัยปิฎก, มหาวิภังค์ ภาค ๑


ธรรมะรักษา วิปัสสนาคุ้มครองค่ะ
อจ.พิณจ์ทอง แมนสุมิตร์ชัย (ฉัตรนะรัชต์)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธรรมะรับอรุณ ณ บ้านเย็นยิ้ม



ความเห็น (0)