ประชามติ, การระเบิด, และกระบวนการเพื่อสันติภาพ

นอกจากทางเหนือและอีศานแล้ว ยังมี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี, ยะลา, และนราธิวาส) ที่คนส่วนใหญ่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 สิงหาคม ปี 2016 (2559) จะต้องรู้ว่า 5 อำเภอ คนลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้มาลงคะแนน (fail to cast a ballot) ซึ่งคือ อ.โคกโพธิ์ในปัตตานี, เมือง และ อ.เบตงในยะลา, อ. สุไหงโกโลก และสุคีริน ในนราธิวาส

เหตุผลเบื้องหลังการลงประชามติจะนำเสนอโดยนักวิจารณ์ต่างๆ บางคนชี้ไปว่านี่คือความกลัวในเรื่องสถานะศาสนาอิสลาม เมื่อเทียบกับไทยพุทธเถรวาท คนอื่นๆชี้ไปที่ผลกระทบทางการศึกษาในการตัดการเงินต่อโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งนักเรียนโดยส่วนใหญ่เข้าเรียนที่โรงเรียนนี้มากกว่าโรงเรียนของรัฐบาล

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุผลเหล่านี้มีผลกับพฤติกรรมการโหวตแน่นอน อย่างไรก็ตามการจะรู้ที่เหตุผลจริงๆนั้นไม่มีความแน่นอน ฉันอยากจะบันทึกตรงนี้ไว้ว่าบรรยากาศในภูมิภาคนี้ก่อนที่จะลงประชามตินั้นคือความเงียบ การอภิปรายสาธารณะในเรื่องร่างแทบจะไม่เคยเกิดขึ้น และเมื่อจัดในมหาวิทยาลัยก็มีคนเข้าร่วมน้อยมากๆ นอกจากนี้เห็นได้ชัดเจนว่าการลงประชามติแบบด้านเดียว ที่จัดโดยกกต.นั้นมีความเสี่ยงในด้านการอภิปรายว่าเหตุใดจึงไม่เห็นชอบ

ในพื้นที่ ที่มีกฎหมายที่เคร่งครัด 2 ฉบับใช้อยู่ (กฎอัยการศึก และพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน) ที่อยู่กับพวกเรามากกว่า 12 ปีนั้น ย่อมเป็นที่รู้กันว่าผู้คนมีความเสี่ยงต่อกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งพวกเขาต้องการหลีกเลี่ยง ถึงแม้ว่าผู้ใหญ่บ้าน และผู้ช่วยจะได้รันรัฐธรรมนูญฉบับเต็ม แต่ก็ไม่เคยอธิบายถึงเนื้อหาให้ชาวบ้านฟัง สิ่งนี้สอดคล้องกับงานวิจัยได้ทำหลังจากการทำประชามติแล้วพบว่ามีคนเพียง 10 % ของประเทศที่ได้อ่านร่างก่อนลงประชามติ

ภายใต้สถานการณ์อย่างที่ว่า เราเพียงแต่คาดเดาเหตุผลเรื่องพฤติกรรมการโหวต และผลนั้นสามารถตีความได้หลายๆทาง นี่คือการตีความของฉัน

การไม่รับร่างทำได้ 2 วิธี ก็คือ การ โน โหวต (ซึ่งการไม่ลงประชามติ) และการโหวต โน (การลงประชามติแต่ไม่เห็นชอบ) กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบจะใช้เทคนิคประชาสัมพันธ์ที่ไม่ถูกกฎหมาย เช่น แขวนแผ่นป้าย หรือพ่นข้อความตามป้ายถนน ในแผ่นป้ายที่ได้พบในวันที่ 1 สิงหาคม ในที่ต่างๆเขียนว่า รัฐธรรมนูญไทย แล้วฆ่าด้วยสีแดง สิ่งนี้มิได้หมายความถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้เท่านั้น แต่หมายถึงรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับด้วย เพราะพวกเขาเห็นว่าตนเองปฏิเสธอำนาจของรัฐไทย ด้วยการไม่รวมความคิดเห็นและอุดมการณ์ที่แตกต่างจากรัฐ

กลุ่มบุคคลที่สนับสนุนแผ่นป้ายนี้น่าจะเป็นกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่เป็นคนท้องถิ่นซึ่งไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสร้างสันติภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อตกลงทั่วไปในเรื่องกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ซึ่งในนั้นประกาศอย่างชัดเจนว่า กระบวนการนั้นต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น ในบริบทนี้ กรอบโครงจะต้องอ้างอิงไปยังมาตราที่ 1 ที่บอกว่า ประเทศไทยต้องเป็นหนึ่ง ไม่สามารถแยกรัฐไทยออกเป็นส่วนๆได้ สารนี้ทำให้ผู้ที่รอคอยจากการเป็นอิสรภาพของปาตานีรู้สึกผิดหวัง การวาดภาพล้อ (graffiti) ตามป้ายถนน ซึ่งได้เมื่อ 2-3 วันถัดมา มีโครงสร้างแบบเดียวกัน แต่ครั้งนี้คำว่ารัฐธรรมนูญไทยมีการฆ่าทิ้ง สารนี้ยังมีธรรมชาติของความเป็นการเมืองอยู่มาก กล่าวคือปฏิเสธการลงประชามติที่จัดโดยคณะทหาร และเสนอให้ไป โน โหวตมัน

หลังจากเหตุการณ์เหล่านี้ ร้อยละของประชาชนที่สามารถไปโหวตในภูมิภาคนี้ยังไม่มีความแตกต่างจากค่าเฉลี่ยระดับชาตินัก ผู้โหวตหลายคนตั้งใจที่จะไม่ลงคะแนน แต่ก็มันก็ไกลจากความเป็นจริงที่อาจตีความว่าทั้งหมด หรือประชาชนเสียงข้างมากที่จะไม่ไปโหวตเพื่อรับร่าง ดังนั้นมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชาชนทั้งหมดจึงไปใช้สิทธิ์ลงประชามติ และอย่างคร่าวๆ ร้อยละ 60 ไม่เห็นชอบกับร่าง ซึ่งเห็นได้ชัดเจนแล้วว่าร่างนี้เป็นประชาธิปไตยน้อยกว่าฉบับที่แล้ว ด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมืองถูกลดทอน และภาระพูดพันในฐานะพลเมืองเพิ่มขึ้น และต้องกระทำโดยการใช้อำนาจ พวกเขาพบว่าสิ่งนี้ไม่สามารถยอมรับได้

ฉันมีแนวโน้มที่จะเชื่อมโยงผลการลงประชามติใน 3 จังหวัดนั้นกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการล้มการเลือกตั้งในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ผลของการเลือกตั้งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับอีก 11 จังหวัดในภาคใต้ อย่างที่รู้กันดี 3 จังหวัดเป็นที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์ และภายใต้อิทธิพลของกปปส. ที่รู้จักกันในนามม็อบนกหวีด

ถึงแม้ว่า 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะเลือกผู้แทนจากพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากปราบปรามที่โหดเหี้ยมภายใต้รัฐบาลทักษิณ แต่นี้ไม่ควรถูกตีความว่าพรรคที่ซื่อสัตย์พรรคนี้จะได้รับเสียงสนับสนุนเหมือนจังหวัดภาคใต้อื่นๆ สิ่งนี้น่าจะเป็นการลงโทษทางการเมืองกับพรรคที่ชูทักษิณขึ้นมาต่างหาก ก่อนหน้านี้ 3 จังหวัดจะเลือกผู้แทนจากกลุ่มวาดะห์ (Wadah group) มากกว่า หลังจากกลุ่มวาดะห์ถูกผนวกเข้าไปอยู่กับพลเอกชวลิต และต่อมาพลเอกชวลิตถูกผนวกเข้าไปอยู่กับทักษิณ สถานการณ์เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง กลุ่มวาดะห์นี้ ซึ่งมีวันมูฮัมหมัดนอร์ มะทา เป็นหัวหน้า กลับปิดปากเงียบ หลังจากมีการปฏิบัติที่โหดร้ายภายใต้คำสั่งของทักษิณ ทั้งจิตและใจของคนในท้องที่ละทิ้งกลุ่มนี้ไปเสียแล้ว ที่นั่งในพรรคประชาธิปัตย์มิใช่ชัยชนะ แต่เป็นการแก้เผ็ดกลุ่มที่ละเลยความห่วงใยกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่างหาก

ดังนั้น เมื่อกปปส. ตัดสินใจในการรณรงค์ไม่ให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งขัดขวางการบริหารของยิ่งลักษณ์ 3 จังหวัดจึงไม่ทำตามจังหวัดทางภาคใต้อื่นๆที่ได้รับอิทธิพลของกปปส. ถึงแม้ว่าสมาชิกของกปปส. (ส่วนหนึ่งเป็นมาเลย์)สามารถที่จะเดินรณรงค์ใน 3 จังหวัดภาคใต้เพื่อต่อต้านการเลือกตั้ง แต่พวกเขาไม่ได้สำเร็จอะไรเท่าใดนัก

เกือบทุกๆอำเภอใน 3 จังหวัด การเลือกตั้งดำเนินต่อไป เว้นไว้แต่ส่วนใหญ่ในภูมิภาค ซึ่งการลงคะแนนแบบปาร์ตี้ลิสต์ไม่สามารถกระทำได้ เพราะกระดาษการลงคะแนนถูกเก็บโดยสมาชิกกปปส. ในสงขลา (สิ่งนี้ไม่มีการกระทำทางกฎหมาย เพราะก่อให้เกิดความรุนแรงทางการเมือง) บางกลุ่มของคนในท้องถิ่นที่ฉันสัมภาษณ์บอกถึงความไม่พอใจ เพราะนี่คือขโมยในเรื่องสิทธิทางการเมือง

หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดที่สุดในเรื่องความแตกต่างทางภูมิการเมือง (geopolitical difference) ในระหว่างการเลือกตั้งที่ไม่เกิดผลอะไรเลยพบได้ในอำเภอบันนังสตาร์ จังหวัดยะลา ที่หน่วยเลือกตั้งถูกปิดโดยสมาชิกกปปส. ในช่วงการรณรงค์เรื่องการปิดทุกสิ่ง (shutdown rally) ประตูถูกปิด และคล้องด้วยสายกุญแจเพื่อปิดการโหวตก่อนการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามผู้นำทางบริหาร (กำนันและผู้ใหญ่บ้าน ทั้งหมดเป็นมุสลิมมาเลย์) ร่วมกันตัดกุญแจเปิดการลงคะแนนอีกครั้ง

ดังนั้นพฤติกรรมทางการเมืองของคนในท้องถิ่นในการลงประชามติก็คล้ายๆกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เสียงส่วนใหญ่ที่ลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญต้องการจะพิทักษ์กระแสประชาธิปไตยเอาไว้ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าการกระทำเช่นนี้อาจสะท้อนไปถึงความปรารถนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้ง การสัมพันธ์กับการแก้ไขทางการเมืองต่อข้อขัดแย้งที่ใช้อาวุธ สิ่งนี้คือความปรารถนาในการแก้ไขทางการเมืองโดยแท้ และการปฏิเสธระบบที่เป็นประชาธิปไตยน้องลง ซึ่งเสนอในร่าง และทำถูกริบสิทธิทางการเมือง คือสารที่สำคัญในการบอกว่าพวกเขาต้องงการจะแก้ปัญหาด้วยวิธีทางการเมือง และอยู่ในระบบที่สิทธิของพวกเขาได้รับการรับรอง

พฤติกรรมการโหวตไม่รับร่างสอดคล้องกับสถานการณ์ที่พวกเขาพบ ในการลงประชามติ จะมีการการกดดันทั้ง 2 ฝ่าย 1. คือรัฐบาล โดยเฉพาะกกต. ที่มีนายสมชัย ศรีสุทธิยากร (ถึงแม้ว่าเขาไม่ใช่หัวหน้าก็ตาม) อย่างที่เรารู้กัน ว่าการรณรงค์เป็นไปแบบด้านเดียว ซึ่งมีการห้ามไม่ให้มีการอภิปรายสาธารณะ ซึ่งอาจมีการไม่รับร่างรวมอยู่ด้วย 2. กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบเห็นได้อย่างชัดเจนว่าปฏิเสธร่าง หรือปฏิเสธรัฐธรรมนูญของไทย การกดดันทั้ง 2 ด้านมีผลต่อพฤติกรรมการโหวต แต่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้ยอมกับการกดดันทั้ง 2 อย่าง และหลายๆคนเลือกการลงประชามติไม่เห็นชอบ

เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์กับกระบวนการสร้างสันติภาพ ผลของการลงประชามติคือการกระตุ้นในเรื่องความพร้อมที่จะแก้ไขในระบอบประชาธิปไตย มากกว่าวิธีการทางเผด็จการหรือทางทหาร สารนี้ควรต้องถูกพิจารณาอย่างจริงจังโดยรัฐบาล เพราะว่าการเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทั้งในแง่จำนวนและความรุนแรงเรื่องเหตุการณ์ที่มีแต่ความโหดเหี้ยมคือการลังเลสงสัยของกลุ่มที่ติดอาวุธ ดังที่ Sascha Helbardt อธิบายในหนังสือของเขาชื่อ “Deciphering Southern Thailand’s Violence” มีใจความว่า กลุ่มเหล่านี้สื่อสารโดยการใช้ความรุนแรง

ตั้งแต่การระเบิดในวันแม่ในจังหวัดภาคใต้ตอนบน ความรุนแรงในภาคใต้กลับมาให้ความสนใจอีกครั้ง ทั้งในชาติและนาๆชาติ เพราะว่าเหตุการณ์เหล่านี้ใกล้เคียงกับกลุ่มติดอาวุธที่ดำเนินการในภาคใต้ อย่างไรก็ตาม จากคำอธิบายจากรายงานในภูมิภาคของ International Crisis Group มีใจความว่า การใช้ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นมาจากบทสนทนาเพื่อสันติภาพที่กำลังยันกันทั้งคู่

ตั้งแต่มีการลงประชามติ สถานการณ์โดยทั่วไปมีแนวโน้มจะตึงเครียดมากขึ้น วันก่อนลงประชามติ มีการระเบิดจำนวนมากเกิดในจังหวัดนราธิวาส ในวันลงประชามติ มีการระเบิดในอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี มีจุดมุ่งหมายที่เจ้าหน้าที่ ที่นำกล่องลงคะแนนไปที่นับคะแนน มีระเบิดขนาดใหญ่ที่รถพยาบาลที่ถูกขโมย ณ โรงแรมท้องถิ่นในจังหวัดปัตตานี วันที่ 23 สิงหาคม ทำให้ฆ่าพลเรือน 2 คน (คนหนึ่งตายในที่เกิดเหตุ และอีกคนตายในโรงพยาบาล) รวมทั้งทำให้คนบาดเจ็บ 30 คน ในวันที่ 30 สิงหาคม รถบรรทุกถูกขโมย เห็นได้ชัดเจนว่าน่าจะใส่ระเบิดเอาไว้ และในความเป็นจริงเพื่อการระเบิดด้วย แต่โชคดีมีการพบสิ่งนี้เสียก่อน โดยอำเภอแวง จังหวัดนราธิวาส วันที่ 2 กันยายน

สิ่งที่เราพอจะสรุปได้ก็คือผู้ก่อความไม่สงบไม่พอใจกับสถานการณ์ปัจจุบัน ระบอบประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความแคบลง ในกระบวนการสันติภาพ ถึงแม้ว่ากรอบโครงยังคงอยู่ แต่ทัศนคติของรัฐบาลไม่เคยมีความมั่นคงเลย การอภิปรายเรื่องขอบเขตของงาน (TOR) ในเรื่องการพูดกำลังดำเนินต่อ และการพบปะของทั้งสองฝ่ายก็มีการกำหนดไว้แล้ว แต่หัวหน้าของรัฐบาลไทยได้ขอให้กระบวนการให้ช้าลงกว่านี้ ดังนั้นวิธีการเดียวที่จะสื่อสารกับโลกภายนอกได้ก็มีเพียงการใช้ความรุนแรงเท่านั้น ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของเหตุการณ์เห็นได้ชัดเจนว่าเกิดขึ้นมาจากความลังเลใจ

ที่ตรงนี้ ขอเน้นไว้ด้วยว่ามาตรฐานรักษาความปลอดภัยจะอ่อนด้อยลง ซึ่งมีผลกับการป้องกันความรุนแรง แต่ผู้ก่อความไม่สงบใช้การรบแบบกองโจร (guerrilla warfare) มานาน จึงทำให้การรบแบบกองโจรไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ จากบทเรียนทำให้เราได้เรียนรู้แล้วว่า มีวิธีการเดียวที่จะออกจากความรุนแรงก็คือทางการเมือง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการพูดนั่นเอง

ฉันขอเน้นไปที่การหาประเด็นพื้นฐานเรื่องการพูดระหว่างทีม A และทีม B ซึ่งอยู่บนกระบวนการสันติสุขเท่านั้น ไม่ใช่กระบวนการหาความปลอดภัย ซึ่งมุ่งหมายแต่เพียงการหยุดความรุนแรงไว้ชั่วคราวเท่านั้น ในความเห็นส่วนตัว จุดประสงค์ที่แท้จริงของกระบวนการสันติภาพไม่ใช่การได้รับสันติภาพแบบถาวร ชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยข้อขัดแย้ง และข้อขัดแย้งเหล่านี้ หากจัดการไม่ดี ย่อมกลายเป็นความโหดเหี้ยมได้ เมื่อความขัดแย้งดำเนินการมาถึงขั้นนี้ ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับพลเมือง และการบาดเจ็บ ทั้งในแง่ของชีวิตและทรัพย์สิน

จุดประสงค์ที่แท้จริงของกระบวนการสันติภาพคือการเปลี่ยนแปลงข้อขัดแย้งอันรุนแรงให้มาสู่สิ่งที่สามารถจัดการได้ และมีอยู่อย่างพอสมควร เพื่อที่ว่าการไม่ลงรอยหรือการโต้เถียงสามารถทำให้จบลงได้ด้วยกระบวนการทางการเมือง โดยปราศจากคณะที่ขัดแย้งกันรู้สึกกระสันที่จะไปนำสู่ความรุนแรงอีกครั้ง ในการบรรลุถึงสิ่งนี้ กระบวนการสันติภาพควรจะเริ่มต้นสร้างเงื่อนไขเพื่อการสันติภาพเชิงบวกขึ้น คำนี้หมายถึงสาเหตุและเงื่อนไขที่จะสร้างไปสู่ข้อขัดแย้งสามารถที่จะตกลงด้วยสันติภาพ (ห้ามใช้กำลังเป็นอันขาด) และต้องไม่ใช่สันติภาพเชิงลบ ที่ทั้งคู่พร้อมที่จะฟาดฟันโดยการใช้ความรุนแรงเป็นช่วงๆ โดยที่สาเหตุและเงื่อนไขของความรุนแรงยังคงอยู่เหมือนเดิม ฉันขอเรียนกระบวนการสันติภาพในเชิงลบนี้คือกระบวนการเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น

ด้วยเหตุผลนี้ กระบวนการสันติภาพมีความสำคัญตรงที่การสื่อสารของกลุ่มที่ติดอาวุธ (ถึงแม้ว่าการคาดหมายภายหน้าจะอยู่น้อยก็ตาม) ความสัมพันธ์ระหว่างมาราปาตานี กับกลุ่มที่ติดอาวุธยังไม่มีความชัดเจน และกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบสายการเมืองที่สามารถคุมทหารของตนได้นั้นยังต้องพิสูจน์ต่อไป คนบางคนบอกว่ามาราปาตานีสามารถควบคุมกองทหารได้ ในขณะที่มาราบอกว่าพวกเขาสามารถทำได้เช่นเดียวกัน ฉันคาดเดาว่าสถานการณ์อยู่ในช่วงเข้าช่วงออก มาราสามารถคุมกองทหารได้ในพื้นที่บางส่วน แต่เราไม่รู้ว่ามีทหารจำนวนเท่าใด และพื้นที่ไหนบ้าง

หนึ่งในบรรดาปัญหาที่ถูกถามมากสุด ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการพูดสันติภาพก็คือรัฐบาลกับคุยกับกลุ่มที่ใช่หรือไม่ ในที่นี้ก็มีความเห็นอันแตกต่างหลากหลายกับผู้ก่อความไม่สงบและตัวรัฐบาลเองด้วย มารา ปาตานีไม่ได้นำเสนอว่าถูกๆคนในกลุ่มเป็นกลุ่มที่ใช้อาวุธ แต่แน่นอนว่าหลายๆคนเป็นกองกำลังติดอาวุธ ฉันเห็นด้วยกับผู้ให้ความสะดวกชาวมาเลเซีย ที่บอกว่า มาราเป็นกลุ่มติดอาวุธที่พร้อมที่จะพูดคุยมากที่สุด ข้อเท็จจริงที่เห็นง่ายๆก็คือยิ่งมีการปฏิเสธกลุ่มมารา ปาตานี (ที่เกิดขึ้นโดย BRN) มากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งจะมีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมากขึ้นเท่านั้น ตามจากแหล่งข่าว (สมาชิก และสมาชิกพิเศษของผู้ติดอาวุธ) สมาชิก BRN ในกลุ่มไม่มีสิทธิพิเศษ หรือการปฏิเสธในฐานะที่เป็นผู้นำ พวกนี้มาเพื่อกระทำกระบวนการสันติภาพเท่านั้น ในขณะที่ BRN ติดตามเรื่องความก้าวหน้า หากกระบวนการ (ในอนาคต) ที่ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อการต่อสู้ของกลุ่ม (ซึ่งคือ องค์การBRN) พวกเขาจะนำกระบวนการสันติสุขเป็นนโยบายหลัก

การทำความคุ้นเคยที่ว่า มารา ปาตานีไม่สามารถควบคุมกองทหารใดๆได้ และพวกเขาไม่ได้เป็นสมาชิกของผู้ก่อความไม่สงบ ซึ่งไม่ได้เป็นตัวแทนของสิ่งใดเลย ก็ไร้เหตุผลเท่ากับพวกเขาสามารถควบคุมทหาร และพวกเขาเป็นตัวแทนของกลุ่มติดอาวุธนั่นแหละ แทนที่จะคิดว่าทีม B ขาดสิ่งนี้หรือไม่ก็สิ่งนั้น แต่ฉันเชื่อว่าจะเป็นการดีกว่าที่จะคิดถึงเรื่องที่สามารถสำเร็จได้ โดยใช้การสนทนาเพื่อสันติภาพ (peace dialogue) และวิธีการที่เราจะเขยิบไปจนถึงเรื่องกระบวนการสันติภาพที่ถูกต้องได้ เช่น การต่อรองเชิงสันติภาพ ซึ่งจุดประสงค์ของมันอยู่ที่การสร้างสันติภาพเชิงบวกในภูมิภาคนี้

นักวิจัย, นักวิเคราะห์, และเจ้าหน้าที่บางคนกล่าวว่ามารา ปาตานีไม่ได้เป็นตัวแทนของกลุ่มใด และเราจำเป็นต้องรอความสำเร็จต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องรอ และเราจำเป็นต้องทางใหม่ๆ เพื่อรัฐสามารถสื่อสารได้กับคนที่กระทำความโหดร้ายในภูมิภาค แต่ฉันอยากจะเตือนพวกเขาว่าลืมสิ่งนี้ไปเสียสนิท นั่นคือ การคุยกับมาราจะเป็นที่รับรู้แก่คนที่โหดเหี้ยมนั้นได้อย่างไร? คนที่ทำความโหดร้ายนั้นยากที่จะเข้าถึง ในขณะที่ทีม A ไม่เคยสร้างความไว้ใจซึ่งกันและกันกับทีม B แล้วสิ่งนี้จะทำให้พวกที่หลบซ่อนตัว และไม่เชื่ออะไรเลยได้อย่างไร? ในขณะที่รัฐบาลกับคุยอยู่กับมารา ปาตานี แล้วยังหักหลังมารา ปาตานี ด้วยการติดต่อกับทหารในสนามรบ ซึ่งนี้เป็นความลับ แล้วใครจะเชื่อถือรัฐบาลนี้กันหละ?

การพูดคุยกับบุคคลในสนามที่พร้อมที่จะพูดคุยนั้นไม่มีปัญหาใดๆ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นอดีตนักโทษทางการเมือง, อดีตคนที่ได้รับการจับกุม, และคนที่ยอมแพ้ไปแล้ว แต่สิ่งนี้ไม่ควรจะถือว่ามาแทนกระบวนการเพื่อสันติภาพได้ กระบวนการเพื่อสันติภาพที่ประสบความสำเร็จคือการรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน แต่การงอกหรือการเจริญเติบโตของสิ่งที่ไร้คำสั่ง และทำแต่สิ่งที่ผิดๆย่อมนำไปสู่สภาวะไร้ระเบียบ สุดท้ายความไร้ระเบียบย่อมสร้างสภาวะที่ไร้หวังในกระบวนการเพื่อสันติภาพที่มีความหมาย

สถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน และการขาดความพร้อมของมารา ปาตานี (ขาดเอกภาพ, ขาดอำนาจจากกลุ่มที่ใช้กำลัง, และเหตุผลที่พวกเขาไม่สามารถคุมทหารในสนามได้) ทำให้ไม่สามารถจะดำเนินไปในเรื่องการสนทนาเพื่อสันติภาพ และขาดการประสบความสำเร็จในข้อตกลงเพื่อยุติข้อขัดแย้งได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีสัก 2-3 สิ่งที่พอได้รับความสำเร็จ

หนึ่งในความสำเร็จระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย คือการเพิ่มพื้นที่ความปลอดภัย (safety zones) ความปลอดภัยเป็นเรื่องที่จริงจังสำหรับคนท้องถิ่น และพวกเขาจะคุ้นเคยอยู่กับเรื่องความปลอดภัยในหมู่พลเมือง และพื้นที่การปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ประชาชนบางคนต้องการพื้นที่ปลอดภัยนี้ทั้งนั้น ถึงแม้ว่าความต้องการของพวกเขาเป็นที่เข้าใจได้ แต่ความต้องการที่ไม่มีการจัดการ, ไม่มีการวางแผน, เป็นไปด้านเดียว จะประสบผลสำเร็จยาก สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนก็คือเรื่องพื้นที่ปลอดภัยนี้ควรจะอยู่ในกระบวนการสันติภาพ และอภิปรายอย่างกว้างขวางโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน การปฏิบัติการย่อมต้องมีความละเอียดอ่อน แต่เป็นช่วงเวลาที่ดี เพราะทหารเป็นผู้นำรัฐบาล

แน่นอนว่าการสร้างความไว้ใจเป็นสิ่งที่ใช้เวลาในการสร้าง แต่การทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มต่างๆที่มีความขัดแย้งกันในพื้นที่เล็กๆก็ไม่ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ พวกเราต้องสาปแช่งความโหดร้ายทารุณตลอดเวลา แต่ในเวลาเดียวกัน นี่คือการกระทำของผู้มีเหตุผล ไม่ใช่การกระทำที่บกพร่องอย่างผู้ก่อการร้าย พวกเราต้องช่วยพวกเขาโดยการให้พวกเขาละทิ้งความเชื่อที่ว่าความรุนแรงเป็นเครื่องมือการต่อรองทางการเมืองที่มีอำนาจในตัวสูงยิ่ง

บุคคลที่เข้าร่วมในกระบวนการสันติภาพจำเป็นต้องช่วยเหลือจาก 2 ฝ่าย ซึ่งก็เป็นตัวรัฐ และด้านที่ไม่ใช่รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือมากกว่า แน่นอนว่าจำเป็นต้องมีการวิจารณ์ แต่การดูถูกดูหมิ่นที่ต่อเนื่องของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียย่อมไม่นำพาเราไปไหน ทั้งคู่ต้องรับคำวิจารณ์ และพวกเขาควรได้รับการช่วยเหลือเมื่อต้องการ กล่าวอย่างง่ายๆก็คือการประณามทุกฝ่ายเพื่อบางสิ่งบางอย่างนั้นไม่ใช่เจตคติที่ถูกต้องในกระบวนการเพื่อสันติภาพ การทำสิ่งนี้ก็โดยคนที่ไม่อยู่ในพื้นที่เท่านั้น

แปลและเรียบเรียงจาก

Hara Shintaro. Referendum, Bombing, and Peace Process.

http://prachatai.org/english/node/6550

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การวิจารณ์เพลง หนัง หนังสือ และสังคมร่วมสมัย



ความเห็น (0)