การปฐมนิเทศค่ายมีสถานะไม่ต่างอะไรจากการเตรียมนิสิตออกสู่โลกของการฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่ต้อง ‘ติดอาวุธทางปัญญา’ ให้กับนิสิตในแบบ ‘คม ชัด ลึก’ เพื่อให้นิสิตมีความรู้ติดตัวไปประยุกต์ใช้กับโลกแห่งความจริงที่ต้องรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคมมากกว่าความเป็นจริงของโลกในรั้วมหาวิทยาลัย ยิ่งหากสามารถหนุนเสริมความรู้และทักษะได้อย่างหลากหลายและมีประสิทธิภาพ ยิ่งจะช่วยให้นิสิตชาวค่ายมีแรงบันดาลใจและมากด้วยพลังที่จะขับเคลื่อนการ ‘เรียนรู้คู่บริการ’ ได้อย่างเป็นมรรคเป็นผล

ทุกครั้งของการปิดภาคเรียน “ชมรมสานฝันคนสร้างป่า” ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะ ‘ออกค่าย’ ในแบบฉบับของตนเอง หนึ่งในนั้นคือการ ‘ทำฝายชะลอน้ำ’ ในชุมชนและเขตอนุรักษ์ของหน่วยงานภาครัฐ






สำรวจค่าย -


ก่อนที่สายลมอันร้อนแล้งจะส่งมอบภารกิจสู่ต้นฝนของปีวอก ชมรมสานฝันคนสร้างป่าได้จัดโครงการ ‘ฅ.สร้างฝายครั้งที่ 5’ ขึ้นในระหว่างวันที่ 11-16 พฤษภาคม 2559 ณ บ้านวังกุ่ม ตำบลโป่ง อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ภายใต้ปรัชญา ‘เรียนรู้คู่บริการ’ ที่ยึดโยงเป็นหนึ่งเดียวทั้งต่อนิสิตและชุมชน เป็นต้นว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและการเสริมสร้างโอกาสให้นิสิตได้จัดกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม

ค่ายครั้งนี้กำหนดวาทกรรมยืดยาวเป็นสายน้ำในชื่อตอนว่า ‘คืนสายธารให้หลั่งไหล เพิ่มพงไพรให้หลากหลาย ผืนป่ามีมากมายด้วยสายใยในธารา’ โดยเริ่มต้นจากการสืบค้นข้อมูลอันเป็นสถานที่เป้าหมายผ่านชุดความรู้เดิมที่รุ่นพี่ได้ส่งมอบไว้ให้ รวมถึงการค้นคว้าผ่านอินเทอร์เน็ตและการแนะนำจากกัลยาณมิตรบนถนนสายกิจกรรม จากนั้นจึงจัดทัพตระเวนสำรวจค่ายเป็นระยะๆ ในเขตพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร สกลนคร เลย ชัยภูมิ โดยมีกฎเหล็กว่ากลุ่มสำรวจค่ายแต่ละกลุ่ม ต้องมีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่า 7 คน และต้องไม่มีแต่เฉพาะผู้หญิง ตรงกันข้ามในแต่ละกลุ่มต้องมีผู้ชายปะปนไปด้วย





ประเด็นดังกล่าวผมเคยได้ถามทักแกมหยิกหยอกนิสิตไปบ้างแล้วเหมือนกันว่า ‘ทำไมต้องไม่น้อยกว่า 7 คน’ ส่วนที่ต้องมีผู้ชายผสมปนเปไปด้วยนั้นผมพอทำความเข้าใจได้ ส่วนไปแล้วจะเป็นขุนพลนำทัพ หรือเป็นแค่พลทหารธรรมดาๆ หรือกระทั่งลูกหาบก็เถอะ ตรงนั้นผมไม่ติดใจ แต่ทุกครั้งเมื่อถามไปก็จะได้คำตอบคืนกลับมาในทำนองเดียวกันอย่างไม่ผิดเพี้ยนว่า ‘ไม่รู้...รู้เพียงแค่ว่าทำแบบนี้มานานแล้ว’

หลายต่อหลายครั้งผมเคยฝากให้นิสิตได้คิดเล่นๆ หรือกระทั่งท้าทายให้นิสิตได้ทำการ ‘ถอดรหัส’ กันอย่างจริงจังว่า ‘มีความหมายใดในเลข 7’ กันแน่ หรือจริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรลึกเร้นเป็นปรัชญาอันแสนวิเศษ เป็นแต่เพียงอารมณ์คิดสนุกๆ ที่แว๊บขึ้นมากลางวงโสเหล่แบบเก๋ๆ ชนิดไม่มีอะไรในกอไผ่

ไม่รู้สิ- สำหรับผมแล้ว นึกถึงเรื่องนี้คราใดยังอดที่จะ ‘คิดตาม’ ไม่ได้อยู่ดี รู้ทั้งรู้ว่าบางทีคำตอบอาจไม่ได้สำคัญไปกว่าคำถาม ที่สุดแล้วจึงอดที่จะตั้งคำถามทั้งต่อตนเองและนิสิตไม่ได้อยู่วันยังค่ำ เป็นการตั้งคำถามเพื่อปลุกเร้าให้เกิดการสังเกตและเรียนรู้บริบทของตัวเองอยู่ตลอดเวลา อย่างน้อยก็เคยได้สื่อสารกับนิสิตไปบ้างแล้วในทำนองว่า ‘นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งในวัฒนธรรมองค์กรของพวกเขาเองนั่นแหละ’ เพราะเท่าที่รู้มาก็ไม่ค่อยเห็นใครหัวดื้อและหาญกล้าที่จะ “แหวกขนบ” ออกสำรวจค่ายด้วยจำนวนสมาชิกที่น้อยกว่า 7 คน !






เลือกค่าย -


เช่นเดียวกับการ ‘เลือกค่าย” ชมรมสานฝันคนสร้างป่าจะมีแนวปฏิบัติอันเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ ‘เปิดกว้าง’ โดยเน้น ‘กระบวนการแบบมีส่วนร่วม’ ระหว่างคณะกรรมการบริหารชมรมกับสมาชิกชมรม รวมถึงผู้ที่สนใจทั่วไป อันหมายถึงผู้ที่เข้าร่วมในเวทีประชุมนั้นๆ ทุกคนจะได้รับศักดิ์และสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นและลงมติร่วมกันอย่างสง่าผ่าเผย

โดยปกติแล้วการลงมติเพื่อ ‘เลือกค่าย’ จะเกิดขึ้นหลังจากที่แกนนำกลุ่มสำรวจค่ายแต่ละกลุ่มได้นำเสนอข้อมูลผ่านการเล่าเรื่องและภาพถ่ายเสร็จสิ้นลง

การลงมติจะจัดขึ้นแบบง่ายๆ ผ่านการหลับตาและยกมือโหวตอย่างเป็นกันเอง – ผมคิดว่าเป็นอีกหนึ่งกระบวนการของการเรียนรู้อันง่ายงามในระบอบประชาธิปไตย ง่ายงามเพราะต่างล้วนได้เปิดใจเรียนรู้วิถีของผู้นำและผู้ตามที่ดีบนครรลองความคิดและวิธีการที่นิสิตกำหนดขึ้นเอง

หรือแม้กระทั่งกลุ่มที่ไปสำรวจค่ายก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าเป็นอีกหนึ่งกระบวนการของการพัฒนาศักยภาพของนิสิตอย่างไม่ผิดเพี้ยน เนื่องเพราะนิสิตแต่ละกลุ่มต้อง ‘ทำการบ้าน’ มาล่วงหน้าว่าจะนำเสนอประเด็นอะไรต่อที่ประชุม รวมถึงการออกแบบว่าจะนำเสนอประเด็นเหล่านั้นด้วยกลวิธีใดเพื่อทำความเข้าใจและโน้มนำสู่การลงมติ

ทั้งปวงคือ ‘การจัดการความรู้’ เพื่อการ ‘สื่อสารสร้างพลัง’ ทั้งต่อสมาชิกในกลุ่มและต่อมวลสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม สะท้อนถึงมิติการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างเป็นทีมและเป็นการเรียนรู้บนฐานของข้อมูลและความรู้ที่ง่ายงามแต่แฝงด้วยพลังที่พร้อมหนุเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ในตัวตนของนิสิตชาวค่าย








เขียนป้าย-ละเลงสี-


ก่อนการ ‘ไปค่าย’ หรือ ‘ออกค่าย’ ชมรมสานฝันคนสร้างป่าจะมีอัตลักษณ์การประชาสัมพันธ์ในแบบฉบับของตนเอง ไม่ใช่จ่อมจมฝากหวังไว้กับสังคม ‘เฟชบุ๊ค’ เสียทั้งหมด ตรงกันข้ามกลับนิยมชมชอบที่จะระดมคนเป็นมหกรรมมาช่วยกัน ‘เขียนป้าย-ละเลงสี’ จากนั้นจึงนำไปติดตั้งไว้ตามทำเลทองอันสะดุดหูสะดุดตา ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในโซนหอพักและโรงอาหาร หรือที่เรียกกันอย่างคุ้นชินว่า ‘ตลาดน้อย’


ว่าด้วยเรื่อง ‘เขียนป้าย-ละเลงสี’ - ผมมองเป็นประหนึ่งมรดกตกทอดจากรุ่นพี่ที่ส่งมอบไว้ให้กับรุ่นน้องในถนนสายกิจกรรม กอปรกับสมาชิกชมรมสานฝันฯ ในปัจจุบันต่างก็ ‘อิน’ ที่จะ ‘ทำ’ ส่งผลให้สิ่งเหล่านี้ยังคงมีที่เหยียบยืนทักทายและหยอกเล่นกับยุคสมัยอย่างไม่เขินอาย

ดังนั้นการคิดและการปฏิบัติเช่นนี้จึงเป็นธรรมดาที่ดูจะ ‘สวนทาง’ กับองค์กรหลายองค์กรที่บัดนี้ได้หันเหไปใช้บริการจาก ‘ร้านป้ายอิงค์เจ็ท’ อย่างล้นหลาม เพราะร้านป้ายฯ ที่ว่านั้นสามารถตอบโจทย์ประเด็นความสะดวก ความรวดเร็ว ความสุขสบายและความมีมาตรฐานได้เสร็จสรรพ โดยที่นิสิตไม่จำเป็นต้องถ่อสังขารมานั่งสุมหัวโสเหล่ร่วมคิดร่วมออกแบบป้ายให้เมื่อยสมอง รวมถึงการไม่จำเป็นต้องเสียเวลานั่งหลังขดหลังแข็งกับการลงแรงละเลงสี-เขียนคำ-วาดภาพและแบกป้ายไปติดตั้งให้มากความ






สารภาพกันตรงๆ กรณีดังกล่าวนี้ผมไม่กล้าฟันธงว่าแท้จริงแล้วคือกระบวนทัศน์ที่ว่าด้วยการอนุรักษ์นิยมหรือต่อต้านทุนนิยมอันใดหรือไม่ ไม่แน่ใจว่าเป็นปรัชญาการทำงานของชมรมฯ ในฐานะนักอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เช่นเดียวกับการไม่กล้าฟันธงว่านี่คือแนวคิดว่าด้วยแก่นสารของความสมถะพอเพียง หรือกระทั่งการเป็นยุทธวิธีเพื่อ ‘สอนงาน-สร้างทีม’ หรือไม่

ทั้งปวงนี้เป็นเรื่องที่ผมมองผ่าน ‘แว่นความคิด’ ของผมเอง จริงหรือเท็จผมไม่รู้ คงต้องโยนไมค์กลับไปให้ชมรมสานฝันฯ ได้ทำหน้าที่เฉลยด้วยตนเองดูน่าจะเหมาะกว่า ดีไม่ดีผมอาจคิดมากจนเกินไป เข้าข่ายหมกมุ่นอยู่กับการถอดรหัสความคิดของผู้คนมากจนเกินเหตุเสียแล้วก็เป็นได้

ไม่รู้สิ – ในฐานะนักเลงกิจกรรมรุ่นไม้ใกล้ฝั่งและเฉิ่มเชยอย่างผม – ผมกลับรู้สึกว่าการ ‘เขียนป้าย’ เป็นกระบวนการการเรียนรู้อันสุดแสนจะโรแมนติคและคลาสสิก เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ชวนเสพสัมผัสไม่แพ้กิจกรรมอื่นๆ ประหนึ่งคนในครอบครัวพกพาหัวใจกลับมา ‘ใช้ชีวิต’ และ ‘ลงแขก’ ในการงานอันเป็นที่รักร่วมกัน อารมณ์เดียวกับการที่คนในครอบครัวได้รับประทานอาหารเย็นอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา พ่วงพาสู่การบอกเล่าสาระทุกข์สุขดิบสู่กันฟัง ทั้งอดีตที่ผ่านพบ ปัจจุบันที่คงอยู่ หรือกระทั่งการผนึกกำลังสู่อนาคตที่กำลังย่างกรายมาเยือนร่วมกัน ...







ปฐมนิเทศค่าย -


ส่วนใหญ่ผมมักจะเห็นมวลสมาชิกชมรมสานฝันฯ นั่งโสเหล่-เสวนาเป็นระยะๆ บริเวณด้านข้างอาคาร “พลาซ่า” หรือไม่ก็ยึดเอาลานจอดรถอาคารพัฒนานิสิตเป็นยุทธศาสตร์หลักของการประชุม ซ้อมเพลง จัดกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ในหมู่มวลสมาชิกสานฝันฯ รวมถึงจัดกิจกรรม ‘ปฐมนิเทศค่าย’

การปฐมนิเทศค่าย ฅ.สร้างฝาย ครั้งที่ 5 ไม่ได้มีอะไรพิเศษพิสดารเหนือการปฐมนิเทศค่ายครั้งก่อนๆ กล่าวคือกระบวนการทั้งปวงจะเริ่มอย่างเป็นทางการต่อเมื่อพระอาทิตย์ได้ลาลับขอบฟ้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้คนที่มาร่วมปฐมนิเทศมีทั้งที่ตัดสินใจแล้วว่าจะ ‘ไปค่าย’ และอยู่ระหว่างการตัดสินใจว่า ‘จะไป’ หรือ ‘ไม่ไปดี’





การปฐมนิเทศค่ายจะมุ่งสื่อสาร ‘ภาพรวมของค่าย’ ที่กำลังจะมีขึ้น อาทิเช่น วัตถุประสงค์ รูปแบบกิจกรรม เป้าหมายการเรียนรู้ บริบทชุมชน กฎกติกาค่าย ไม่เว้นแม้กระทั่งการเชื้อเชิญผู้คนไปช่วย ‘ตรียมค่าย’ รวมถึงธรรมเนียมปฏิบัติอันคุ้นเคยเฉกเช่นองค์กรอื่นๆ นั่นคือการแนะนำคณะกรรมการชมรม ยึดโยงไปถึงการเปิดตัวแกนหลักของค่าย (คณะกรรมการบริหารค่าย) พร้อมๆ กับการมอบหมายภารกิจล่วงหน้าให้แต่ละคนได้มีส่วนที่จะรับผิดชอบร่วมกันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะพึงเป็นไปได้

แต่ครั้งนี้ก็ได้รับการยืนยันตรงกันว่าการปฐมนิเทศค่ายให้ความสำคัญกับ ‘บริบทชุมชน’ มากเป็นพิเศษ เพราะได้เรียนรู้จากค่ายที่ผ่านมาว่า ‘การเรียนรู้บนฐานชุมชน’ หรือ ‘ชุมชนเป็นห้องเรียน’ นั้นสำคัญอย่างยิ่งยวด อย่างน้อยก็เป็นต้นน้ำของโจทย์ที่ต้อง ‘ทำค่าย’ และร้อยรัดไปยังประเด็นการมีส่วนร่วมของชุมชน

และที่ลืมไม่ได้เหมือนทุกๆ ครั้งของการปฐมนิเทศก็คือการย้ำเน้นในเรื่องกำหนดการการออกเดินทางจากมหาวิทยาลัยไปยังชุมชม หรือที่เรียกกันตามภาษาชาวค่าย ‘ล้อหมุน’ ที่อาบอวลด้วยน้ำเสียงอันจริงจังและปนฮาอยู่ในที แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกเรื่องวินัยที่ว่าด้วยการตรงต่อเวลาของคนค่ายดีๆ นั่นเอง




ด้วยเหตุนี้การปฐมนิเทศก่อนการออกค่ายจึงมีความสำคัญอย่างมหาศาลต่อชมรมสานฝันฯ หรือกระทั่งองค์กรอื่นๆ ก็ไม่เว้น เพราะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่จะช่วยให้ชาวค่าย (คนค่าย) ได้ ‘รู้ตัวตนโครงการ’ อย่างแจ่มชัดมากขึ้น ไม่ใช่เดินทางไปออกค่ายในแบบลมๆ แล้งๆ หรือเดินตัวเปล่าไปแบบไปตายเอาดาบน้ำ หรือไม่ก็หวังน้ำบ่อหน้า โดยไม่สนใจฝารู้ที่จะขวนขวายหาเสบียงความรู้ติดตัวไปด้วย

ในที่นี้การ ‘รู้ตัวตนโครงการ’ เป็น 1 ใน 9 หลักคิดที่ผมสังเคราะห์ไว้เป็นแนวทางการจัดกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ใช้สอนในรายวิชาการพัฒนานิสิตและวิชาภาวะผู้นำ รวมถึงการหนุนเสริมเติมเต็มต่อบรรดานักกิจกรรมของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประกอบด้วยหลักคิดง่ายๆ เป็นต้นว่า รับรู้และเข้าใจว่าต้องไปทำอะไร ทำที่ไหน ทำอย่างไร ทำเพื่อใคร ซึ่งฟังดูก็คล้ายกับทฤษฎี W6H นั่นแหละ





โดยส่วนตัวผมมองว่าการปฐมนิเทศค่ายมีสถานะไม่ต่างอะไรจากการเตรียมนิสิตออกสู่โลกของการฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่ต้อง‘ติดอาวุธทางปัญญา’ ให้กับนิสิตในแบบ ‘คม ชัด ลึก’ เพื่อให้นิสิตมีความรู้ติดตัวไปประยุกต์ใช้กับโลกแห่งความจริงที่ต้องรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคมมากกว่าความเป็นจริงของโลกในรั้วมหาวิทยาลัย ยิ่งหากสามารถหนุนเสริมความรู้และทักษะได้อย่างหลากหลายและมีประสิทธิภาพ ยิ่งจะช่วยให้นิสิตชาวค่ายมีแรงบันดาลใจและมากด้วยพลังที่จะขับเคลื่อนการ ‘เรียนรู้คู่บริการ’ ได้อย่างเป็นมรรคเป็นผล ยกตัวอย่างเช่น

  • เติมแนวคิดการประเมินความคาดหวัง (ปรับความคาดหวัง)
  • สำรวจข้อมูลเบื้องต้นของชาวค่ายทั้งที่เป็นศักยภาพและปัญหาสุขภาพของแต่ละคน
  • เติมเต็มสาระความรู้ที่ว่าด้วยศาสตร์และศิลป์การทำงานค่าย
  • ปรับกระบวนทัศน์ว่าด้วยเรื่องศตวรรษที่ 21
  • บอกเล่าและแบ่งปันประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการออกค่าย หรือการเรียนรู้คู่บริการแบบมีส่วนร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน

กระบวนการทั้งปวงนี้คือการจัดการกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างการออกค่าย เป็นการป้องกันในลักษณะของการพยากรณ์ล่วงหน้า แต่เป็นการพยากรณ์บนฐานข้อมูลอันเป็นชุดประสบการณ์เดิมทั้งที่เป็นความสำเร็จและความล้มเหลวที่เคยได้สัมผัสมา มิใช่พยากรณ์แบบ ‘ยกเมฆ’ หรือหลับหูหลับตาขับเคลื่อนแบบมือใหม่หัดขับเสียทั้งหมด หากพยากรณ์ได้ใกล้เคียงกับความจริงและออกแบบกิจกรรมได้อย่างสมดุล การปฐมนิเทศค่ายดังที่กล่าวจึงย่อมมีสถานะเป็น ‘ปัจจัยความสำเร็จ’ และสอดรับกับวาทกรรมเชิงกลยุทธว่า ‘เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง’




ภาพ : ชมรมสานฝันคนสร้างป่า
ต้นเรื่อง : สุนทร ธรรมวงษ์ มาริษา มูลอุดม เทวิน ไชยโชค พรรณิดา ราชรี อาภัสรา โพนพุฒ รจนา ป้องปิ่น ชลธิชา อ่อนนอก รุ่งฤทธิ์ หนูแก้ว
ปิยวัช ศรีปัญญฤทธิ์ / ชมรมสานฝันคนสร้างป่า / ชุมชน