พอผมรู้ว่าเพื่อนผมจะไปงานทอดกฐินเอื้ออาทรที่ จ.น่าน ผมก็รีบขอไปด้วยทันที ด้วยเป็นกฐินที่มีชื่อแปลกและสร้างสรรค์ ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ตลอดจนเป็นกฐินต่างจังหวัดในภาคเหนือ ที่ผมจะได้ไปร่วมงานบุญเป็นครั้งแรก..ในชีวิต
เพื่อนผมชื่อ..คุณแดง..เป็นผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทั่วไปของโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงของกรุงเทพฯ นัดหมายกันตอนตีห้าของวันศุกร์ที่ ๒๑ ตุลาคม โดยใช้รถยนต์ส่วนตัวของคุณแอน เพื่อนร่วมงานรุ่นน้องของคุณแดงเป็นคนขับ โดยมีเพื่อนของคุณแอน ชื่อคุณจุ๋ม ไปด้วย ทั้งสองสาวทำงานอยู่ฝ่ายการพยาบาล ที่เดียวกับคุณแดง
ทั้งคุณแอนและคุณจุ๋ม อายุยังน้อย จึงดูบุคลิกเหมือนสาววัยรุ่น ผมกับคุณแดง นั่งอยู่ด้านหลัง อายุเรามากกว่าสองสาวมาก จึงดูเหมือนลุงกับป้าขอติดตามหลานไปเที่ยวด้วยอย่างนั้นแหละ พอผมรู้ว่าคนขับรถทางไกลในครั้งนี้เป็นผู้หญิง ผมก็เริ่มรู้สึกไม่มั่นใจนัก..คิดว่าระหว่างการเดินทางยังไงก็คงหลับไม่ลงเป็นแน่แท้
แล้วก็จริงดังคาดแต่ผมหลับไม่ลงเพราะนั่งอย่างเพลิดเพลินไร้กังวล คุณแอนขับรถเก่งมากๆแบบมืออาชีพเลย อัตราเฉลี่ยอยู่ที่ ๑๒๐ กม.ต่อชั่วโมง แต่เธอนิ่งมาก จังหวะการเบรกหรือแซงไว้ใจได้ ไม่มีหวาดเสียว บนภูเขาที่คดเคี้ยว เธอใช้ความเร็ว ๖๐ – ๘๐ ได้อย่างสบาย ความมั่นใจในการขับรถของคุณแอนทำให้ผมแอบชื่นชมเธอตลอดการเดินทาง และคิดว่างานนี้ปลอดภัยอย่างแน่นอน...
ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจที่เวลา เก้าโมงเช้า รถเราก็ถึงนครสวรรค์แล้ว เที่ยงกว่าเข้าจังหวัดแพร่ และพอบ่ายสามกว่าๆถึง อ.นาน้อย จ.น่าน ซึ่งเป็นที่พักของเรา นี่ขนาดแวะทานข้าวกลางวันและแวะปั๊มเข้าห้องน้ำกันก็หลายครั้ง
กำหนดการนั้น วันที่ ๒๓ ตุลาคม ถึงจะเข้าร่วมพิธีถวายกฐินเอื้ออาทร ที่วัดภูมินทร์ ในตัวจังหวัด การมาก่อนล่วงหน้า ๒ วันเช่นนี้ก็เพื่อสัมผัสให้อิ่มเอมกับบรรยากาศเมืองน่าน โดยเริ่มต้นที่บ้านนาน้อยนี่แหละ
คุณแอนกับคุณจุ๋ม ส่งผมกับคุณแดงเข้าโรงแรมที่พักที่อยู่ใจกลางตลาดเล็กๆของ อ.นาน้อย ส่วนสองสาวขอไปปลีกวิเวก นอนเต็นท์กินลมชมวิว ที่ “ดอยเสมอดาว” บนอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ที่อยู่ห่างออกไปอีกราว ๒๔ กม.
จัดของในห้องพักเสร็จ ยังพอมีเวลาเที่ยวก่อนถึงอาหารมื้อเย็น เห็นข้อมูลสถานที่เที่ยวที่อยู่ใกล้ที่สุด คือ “เสาดินนาน้อย” ก็เลยว่าจ้างรถหน้าโรงแรมที่พักไปส่งให้ ระยะทาง ๖ กม. ขับช้าๆใช้เวลาไม่ถึง ๑๐ นาทีก็ถึงเสาดินนาน้อย เป็นช่วงเวลาที่พระอาทิตย์กำลังตกดินพอดี
เสาดินนาน้อย..เป็นเสาดินที่มีลักษณะแปลกตา เกิดจากดินตะกอนทับถม ถูกเลื่อนตัวสูงขึ้นจากผิวดิน ผ่านเวลานานหลายหมื่นปี ถูกน้ำและฝนกัดเซาะ จนทำให้เกิดรูปร่างประหลาด สันนิษฐานว่า ที่ตรงนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน เสาดินผสมหินที่เห็นเป็นสีแดงปนส้ม เป็นแท่งแหลมบ้าง แท่งมนกลมบ้าง คล้ายฉากคล้ายหลืบม่านก็มี บนเนื้อที่กว่า ๒๐ ไร่
บริเวณเสาดินนาน้อย มีต้นไม้ชื่อ “ต้นดิ๊กเดียม” เป็นต้นไม้มหัศจรรย์ดิ้นได้ ตั้งอยู่ด้านหน้าก่อนเดินถึงเสาดินนาน้อย ต้นดิ๊กเดียม เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง ถ้าถึงฤดูออกดอกจะออกดอกเป็นสีขาวอมเหลือง ซึ่งถ้าดูปกติก็เหมือนต้นไม้ทั่วไป แต่พอผมเอามือไปสะกิดเบาๆ หรือลูบที่ลำต้นเบาๆ กิ่งและใบของต้นดิ๊กเดียมจะกระดิก แกว่งสั่นไหวไปมา ราวกับว่าต้นไม้นั้นจั๊กจี๊ดิ้นได้อย่างนั้นแหละ
จัดเป็นต้นไม้ที่ใช้ทำยาสมุนไพรได้เป็นอย่างดี เพราะดอก ก็ใช้ฆ่าพยาธิ ใบ เอามาขยี้ทาแก้กลากเกลื้อนได้ ส่วนราก ช่วยแก้เสมหะเป็นพิษ และใบ ก็นำมาตำพอกรักษาแผลสด....
คนขับรถที่เราว่าจ้างไปบอกว่า ต้นดิ๊กเดียม พบเห็นอยู่ไม่กี่แห่งใน จ.น่าน แล้วผมก็กลับมาศึกษาดู จึงพบว่า ทางภาคกลางก็มี เรียกว่าต้นกระเบียน จ.ตาก เรียกว่าต้นกระดานพน จ.เลย เรียกว่า ต้นมุ่ยแดง ที่จังหวัดกาญจนบุรีที่ผมอยู่ก็มีครับ เรียกว่า ต้นมะกอกพราน
แต่ผมไม่เคยเห็นหรอกครับ ก็เพิ่งจะเคยเห็นที่.."เสาดินนาน้อย"ในวันนี้..นี่แหละ..ครับ
ชยันต์ เพชรศรีจันทร์
๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๙
เคยมาที่นาน้อยนี้สองสามครั้ง
เพราะมีบ้านของลูกศิษย์อยู่ที่นี่
ผู้คนที่นาน้อยนี้อัธยาศัยน่ารักมาก ๆ
เขาเคยพาไปดูภูเขาที่มีลักษณะคล้าย ๆ
เสานาน้อยนี่แหละ สังเกตเห็นว่า ที่นี่
จะมีเนินเขาลักษณะนี้อยู่หลายแห่ง
เหมือน " แพะเมืองผี " ของ แพร่น่ะแหละ
แต่พอนาน ๆ ไป เสาดินปนหินเหล่านี้
ก็จะเปลี่ยนสภาพไป ที่แพะเมืองผีก็
เปลี่ยนไปเยอะแล้ว
ที่แพะเมืองผีก็มีต้นดั๊กเดืยมเหมือนกันจ้
เกี่ยวกับคนนาน้อย..เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ติดตามตอนต่อไปด้วยนะครับ