​เรื่อง “ทำไมต้องปฏิรูปประเทศไทย”


ไมต้องปฎิรูปเรื่อง “ทำไมต้องปฏิรูปประเทศไทย”

วันที่ ๒๔สิงหาคม ๒๕๕๘เวลา ๑๐.๐๐-๑๒.๐๐ น.

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

หลังจากที่ผมเอาหนังสือมาดูเจ้าหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของผมกระหืดกระหอบมาบอกว่า เขาจะเชิญท่านไปบรรยายเรื่องเกี่ยวกับหมอ ผมก็ตกใจว่าถ้าให้ผมไปพูดเรื่องหมอ ผมก็คงพูดไม่ได้ ยกเว้นจะพูดเรื่องหมอความ ภายหลังเอาหนังสือเชิญมาดูก็พบว่า เป็นการบรรยายในการประชุมเรื่องการแพทย์ฉุกเฉินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ของผมก็สงสัยหนักขึ้นไปอีกว่า เอ๊ะ เรื่องการแพทย์ฉุกเฉินน่าจะต้องเป็นของหมอ ทำไมถึงเป็นเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรื่องนี้ก็แสดงว่าสังคมไทยอาจจะยังไม่รับรู้ว่าบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีในด้านการแพทย์ฉุกเฉิน อาจจะเป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลาย อาจจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าทุกอย่างที่ทำให้ประชาชนมีความสุข มีความปลอดภัย เป็นหน้าที่ของท้องถิ่นทั้งนั้น ท้องถิ่นไม่ได้มีหน้าที่ทำเรื่องขยะ ทำเรื่องถนน ทำเรื่องตลาด วันนี้เรื่องพวกนั้นอยู่ตัวแล้ว แต่สิ่งที่จะต้องทำ คือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคน นั่นคือเรื่องการศึกษา การสาธารณสุข นั้นผมก็อาจจะโชคดีที่ไม่ต้องมาพูดเรื่องการแพทย์ฉุกเฉิน และก็ไม่ต้องมาพูดเรื่ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะว่าทางคณะผู้จัดได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาพูดในเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว ในส่วนของผมเองผู้จัดได้กำหนดหัวข้อว่าทำไมต้องปฏิรูปประเทศไทย ฟังครั้งแรกก็อาจจะรู้สึกว่าเป็นหัวข้อที่แปลกปลอมแทรกเข้ามาในการประชุมครั้งนี้ แต่ถ้าจะหาเรื่องให้มาเกี่ยวก็คงเกี่ยวกัน เพราะว่าคำขวัญของงานครั้งนี้ก็เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปว่า “พลังท้องถิ่นไทย สู่เส้นทางปฏิรูปการแพทย์ฉุกเฉินอย่างยั่งยืน” นั่นก็ว่าการฉุกเฉินก็ต้องการปฏิรูปซึ่งเป็นส่วนหนึ่งเสี้ยวหนึ่งของการปฏิรูปประเทศไทยซึ่งเป็นภาพใหญ่ ก็ทำให้เข้าใจการปฏิรูปฉุกเฉินได้ดีขึ้น เพราะในหลักการวิธีการ เสมือนว่าการปฏิรูปประเทศก็เหมือนฝาชีที่ครอบอาหาร เมื่อยกฝาชีออก ก็มีชามแกง มีหม้อข้าว มีถ้วยน้ำพริก พวกจาน ชาม ถ้วย โถที่อยู่ในฝาชีนั้นมีเรื่องเล็กเรื่องน้อย เช่น การปฏิรูปแพทย์ฉุกเฉิน การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปการปกครอง การปฏิรูปกฎหมาย อย่างที่เขาพูดกัน แต่ทั้งหมดที่อยู่ใต้ฝาชีนั้นคือการปฏิรูปประเทศ และสิ่งที่จะเน้นว่าสิ่งที่จะพูดต่อไปนี้คือ การปฏิรูปประเทศไทย หัวข้อตั้งเป็นคำถามว่าทำไมต้องปฏิรูปประเทศไทย ถ้าเอาคำถามนี้ไปถามคนเมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อน ว่าทำไมต้องปฏิรูปประเทศไทย ผมเชื่อว่าคำตอบก็คือ “ก็นั่นนะสิ ทำไมต้องปฏิรูป” แต่วันนี้ถ้าถามว่าทำไมต้องปฏิรูปประเทศไทย ผมเชื่อว่าทุกคนต้องมีคำตอบ ซึ่งคงไม่ใช่คำตอบเชิงประชด แต่เป็นคำตอบที่ชัดเจน อย่างน้อยหลังจากนี้ไปเกือบ ๑ ปี คนไทยเกือบทุกจังหวัดก็จะยกพวกองค์กรเพื่อการปฏิรูปในต่างประเทศหลายประเทศ ก็คือขนาดมีการรบราฆ่าฟันกันถึงเลือดถึงเนื้อ เพราะฉะนั้นมีคำตอบอยู่ในตัว ผมอยากเรียนเบื้องต้นก่อน เพราะเมื่อพูดๆ ไปนั้นคำตอบก็จะออกมาเอง การปฏิรูปที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Reform เป็นแบบใหม่ สรุปปฏิรูปคือการเปลี่ยนแปลง แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นเราเห็นทุกวัน เมื่อเช้าเราเปลี่ยนจากชุดนอนมาเป็นชุดประชุม ประชุมเลิกเราก็ถอดสูท ถอดเสื้อนอก ถอดเครื่องแบบ เปลี่ยนเป็นชุดธรรมดา ไปเดินเล่นตลาดกิมหยง มันก็เปลี่ยนครับ เมื่อวานเรากินข้างแกง พรุ่งนี้ก็กินขนมจีน นี่คือการเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนอย่างนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า Change แปลว่าเปลี่ยน แต่คำว่าปฏิรูปนั้นไม่ใช่ Change ไม่ใช่เปลี่ยนธรรมดา ภาษาอังกฤษจึงใช้คำว่า reform : re แปลว่า “ใหม่ อีกซ้ำ ทำแล้วทำอีก” form แปลว่า “แบบ” เช่นคำว่า แบบฟอร์ม เพราะฉะนั้นคำว่าปฏิรูปจึงแปลว่ารูปแบบ ส่วน re นั้นตรงกับภาษาบาลี คำว่า “ปฏิ” เพราะฉะนั้น ปฏิ ในภาษาต่างประเทศนั้นตรงกับภาษาไทย แปลว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่ ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเสื้อผ้าหรือว่าเป็นธรรมชาติ เช้านี้กินขนมจีบซาลาเปา เที่ยงนี้ยกมาให้ไม่เอาแล้ว แต่การปฏิรูปจะเปลี่ยนด้วยอารมณ์และความรู้สึกไม่ได้ ต้องมีกระบวนการที่ซับซ้อน มิฉะนั้นเค้าคงปฏิรูปกันทุกวันแล้ว และการปฏิรูปนั้นไม่ได้ทำได้ง่ายๆ แต่ยาก ขอเรียนไว้ก่อนเบื้องต้นตรงนี้ว่าการปฏิรูปให้สำเร็จนั้นคือ การปฏิรูปต้องอาศัย

  • คน การมีคน เช่น ท่านจะปฏิรูป อบจ.ของท่าน นายก อบจ.จะต้องคิดคนเดียว สองคน หรือสามคน ตอบได้เลยว่าไม่มีวันสำเร็จ ถ้าท่านไม่มีม้า รถ ทศพลมาช่วย คนจึงเป็นสิ่งสำคัญ แค่นี้ไม่พอต้องอาศัยประการที่ ๒
  • เวลา ต้องใช้เวลาที่ยาวนาน ประเภทที่ประกาศว่าขอเวลาหนึ่งปี ในประเภทที่ขอปฏิรูปข้ามคืนก็ไม่ได้ เป็นแค่การเปลี่ยนแปลง มันต้องยาวนาน ๕ ปี ๑๐ ปี จึงจะพอเพียง จึงจะประสบความสำเร็จ
  • ยุทธศาสตร์ หรือ มีแผน มีขั้นตอน ก่อนหลัง ทำอะไรในระยะก่อนหลัง ทำอะไรอย่างยั่งยืน หรือเขาเรียกว่าต้องมี roadmap เห็นอยู่แม็บๆ road แปลว่าถนน map แปลว่าแผนที่ รวมความแล้วคือเราต้องรู้ว่าเราจะไปที่ไหนซักที่ ซึ่งมีถนนไปหลายสาย แล้วเราจะไปสายไหน ทางที่จะไปมีอะไรบ้าง ผ่านคลอง ผ่านคู คลองที่จะต้องผ่าน ก็จะต้องมีแผนที่ เมื่อเอาคำสองคำนี้มารวมกัน การจะทำอะไรก็ตามจะต้องมีแผนและขั้นตอน เรียกเสียใหม่ว่ายุทธศาสตร์ ๓ เรื่องที่จะทำให้สำเร็จ คือต้องมีคนที่จะทำ ต้องมีเวลา ต้องมียุทธศาสตร์ที่มากำกับดูแล กำหนดทิศทางเป้าหมายได้ มันถึงจะถึงจุดหมายได้ จุดหมายก็คือการปฏิรูป ผมเคยไปดูงานต่างประเทศที่อเมริกา ผมถามเขาว่า ที่อเมริกามีการปฏิรูป มีวีการหรือขึ้นตอนที่จะทำให้สำเร็จอย่างไร เขาตอบว่าใช้หลัก PTR: P Person คือ บุคคล time คือ เวลา และก็ roadmap คือขั้นตอน ผมฟังแล้วก็ขนลุก คือการปฏิรูปอะไรก็ต้องมีคน ก็ต้องมีเวลา และมีขั้นตอนทำยุทธศาสตร์กันทั้งนั้น ซึ่งฝรั่งก็ยังบอกว่ามี person time และ road map ซึ่งใช้ตัวย่อว่า PTR และก็ยังเคยนึกเลยว่าฝรั่งยังใช้ตัวย่อ ของไทยก็น่าจะมีบ้าง ผมรู้ว่าเริ่มต้นด้วยคน คือ ค.ควาย ต่อจากนั้นก็ไม่กล้าย่อแล้ว เพราะว่าไปเจอ เวลา และยุทธศาสตร์เข้า ก็เลยหยุดและก็ไม่ย่อ ใครก็อย่าบังอาจย่อนะ เพราะผมรู้ว่าคุณคิดอะไรอยู่

การปฏิรูปในประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้วในอดีต อย่านึกว่าเพิ่งเกิด เพียงแต่สมัยก่อนอาจไม่ได้เรียกปฏิรูป แต่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า คำว่าปฏิรูปเพิ่งมี หรือว่า คสช.ใช้มา มันไม่ใช่คำใหม่เลย คำนี้เหลือเชื่อมั๊ย คำว่า ปฏิรูป พระพุทธเจ้าเคยพูด เคยสอนด้วย เรื่องปฏิรูปนี้ ถ้าใครก็ตามที่เป็นชาวพุทธเคยทำบุญ ขึ้นบ้านใหม่ จัดงานแต่งงาน แล้วนิมนต์พระมาสวด พอพระท่านนั่งประจำที่เสร็จ เจ้าภาพก็จะจุดเทียน บูชาพระรัตนตรัย พระทำโน่นทำนี่เสร็จเจ้าบ้านก็อาราธนาศีล อาราธนาพระประปริตร คำสวดทำบุญขึ้นบ้านใหม่ พระเริ่มสวดจะมีบทหนึ่งจะมีคนมาสะกิดเจ้าภาพให้ตื่นและเข้าไปจุดเทียนน้ำมนต์ และยกขันน้ำมนต์ประเคน จังหวะที่จะเข้าไปคือจังหวะที่พระเริ่มสวดมงคลสูตร ๓๘ ประการ ไม่ต้องสงสัยนะครับ ผมกำลังพูดเรื่องปฏิรูปอยู่ไม่ได้พาไปเรื่องอื่น เป็นพระสูตรสำคัญที่เกิดในสมัยพุทธกาล จากการถกของเทวดาว่า สิ่งที่เรียกว่าสิริมงคลเกิดจากอะไร บางคนบอกจากการไหว้เทวดา บางคนบอกว่าเกิดจากการไหว้พระอาทิตย์ บางคนบอกว่าเกิดจากการล้างหน้า หาที่ยุติไม่ได้ ถามพระพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ สิริมงคลมันเกิดได้อย่างไร พระพุทธเจ้าจึงสอนเรื่องนี้ จึงเป็นที่มาของการเกิดมงคลนั้นคือบทที่พระได้ใช้สวด เวลาทำบุญขึ้นบ้านใหม่ งานมงคล พระสวดมงคลสูตร แต่ถ้างานศพก็จะสวด “กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา...” คือการสวดให้คนตาย แต่ถ้าสวดให้คนเป็นฟังก็จะสวดให้เป็นสิริมงคล เริ่มต้นสวดด้วยคำว่า “อเสวนา จ พาลานํ ปณฑิตานญฺจ เสวนา...แปลว่าการไม่คบกับคนพาล การไม่เสวนากับคนพาล การคบกับบัณฑิต ไม่คบคนพาล การบูชาคนที่ควรบูชา “ปูชา จ ปูชะนียานํ” นี่คือมงคลอันประเสริฐ ๓ ข้อแรก และข้อที่ ๔ “ปฏิรูปเทสวาโส” การอยู่ในประเทศที่มีการปฏิรูป “ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา” การทำความดี “อตฺตสมฺ มาปณิธิ จ” การตั้งตนไว้ในทางที่ดีที่ถูก การตั้งตนในทางที่ดีที่ชอบ ปฏิรูปเทสวาโส ซึ่งเขียนง่ายในภาษาไทยคือ การปฏิรูปประเทศ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าการอยู่ในประเทศแว่นแคว้นที่มีการปฏิรูปเป็นมงคลอันประเสริฐ ดังนั้นการอยู่ในเมืององค์กรที่ไม่มีความคิดที่จะปฏิรูปอะไรเลย เป็นความซวยอย่างยิ่ง สิริมงคลมันจะเกิดก็คือมีการปฏิรูปประเทศไทยจึงมีการปฏิรูปเพื่อให้มีความสุข นี่คือคำตอบ จำเป็นต้องขยายความต่อไปคือ จำเป็นต้องมีการขยายความทางศาสนา การปฏิรูปนั้นเป็นความจริงในตัวเอง ต้องอธิบายว่าเป็นการอธิบายความตามศาสนา ศาสนาคริสต์ อิสลาม

การปฏิรูปประเทศไทยมีมาเนิ่นนาน แต่ไม่ใช้คำนี้ และการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องดี เมื่อรัชกาลที่ ๑ ย้ายเมืองหลวงจากฝั่งธนบุรีมายังกรุงเทพ ก็ทรงปฏิรูป แต่ไม่ได้เรียกว่าปฏิรูปเพราะอาจจะไม่ได้ทรงรู้จักคำนี้ แต่ทรงใช้คำว่าเป็นการฟื้นประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ทำไมต้องฟื้นประเทศเนื่องจากสมัยพระเจ้าตากสินต้องย้ายจากอยุธยากรุงธนบุรี ถูกพม่าเผาเมือง ๗ วัน ๗ คืน ทองหลอมละลาย พม่าก็โกยใส่ถุงนำไปพม่า วัดถูกทำลายเหี้ยนเตียนเมื่อกรุงแตกครั้งที่ ๒ หมดปัญญาที่จะซ่อมแซมให้เหมือนกับอยุธยา

อีก ๑๕ ปีต่อมา พระพุทธยอดฟ้าก็ย้ายจากอยุธยา มาบางกอก เมื่อท่านมีโอกาสปราบดาภิเษก จึงมีคำกล่าวว่า “อยุธยายศล่มแล้วลอยสวรรค์ลงฤา แปลว่าอยุธยาล่มแล้ว มาเป็นกรุงเทพใหม่แล้ว ท่านจึงได้สร้างวัด วัดพระแก้ว สร้างวัง พระบรมมหาราชวัง และมีการขุดคลอง นั่นคือคลองมหานาคให้เหมือนกับคลองมหานาคที่อยุธยา อะไรที่อยุธยามี ก็เอามาใส่ในกรุงเทพ ก็ทำที่กรุงเทพ จะทำให้คิดว่านี่คือ การทำปฏิรูป ต่อมามีการปฏิรูปกฎหมาย ว่าแล้วท่านก็สังคายนาพระไตรปิฎก การที่ท่านทำแบบนี้ก็คือ การปฏิรูปพระพุทธศาสนา วิธีการคือท่านรู้ว่าคนพวกนี้มาบวชเพราะไม่อยากเป็นทหาร ท่านจึงจัดให้มีการสอบ โดยเฉพาะศาสนา ทำให้เกิด “สอบไล่” หมายถึง การสอบพระเพื่อที่จะไล่ออก หากไม่ดีให้ไล่ออก ถามว่ารัชกาลที่ ๑ ทำไมต้องปฏิรูปประเทศในเวลานั้น ทั้งการปกครอง และศาสนา คำตอบในสมัยนั้นคือการปฏิรูปเพื่อสร้างประเทศขึ้นมาให้คนมีขวัญและกำลังใจ ให้คนหดหู่ ท้อถอย หวั่นๆ ว่าพม่าจะขู่ขึ้นมาอีก จึงทำทั้งการปกครอง ศาสนา

อีกประมาณ ๑๐๐ กว่าปี ตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ ๑ ถึง สมัยรัชกาลที่ ๕ มีการปฏิรูปใหญ่ที่สุดที่ไม่เคยมีมาก่อนจนปัจจุบัน ทรงปฏิรูป สมัยรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๕ ใช้คำว่า “reform รีฟอร์ม” แปลว่า ปฏิรูป แล้วก็เหลือเชื่อว่าคนอย่าง สมัยรัชกาลที่ ๕ ท่านไม่เคยเรียนทางภาษา ท่านไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย ไม่เคยเรียนนิด้า ไม่เคยไปฮาร์วาร์ด ออกซฟอร์ด เพราะรัชกาลที่ ๔-๕ ฝรั่งเข้ามายึดประเทศรอบๆ ได้หมดแล้ว อังกฤษยึดจีน อังกฤษยึดอินเดีย อังกฤษยึดพม่าได้หมดทั้งประเทศ และยึดมลายูได้ ลาว เวียดนาม อินโดนีเซีย อเมริกา ยึดฟิลิปปินส์ได้ ถ้านึกในแผนที่จะเห็นวามีเจ้าของกันหมด ยกเว้นประเทศไทย แล้วคิดหรือว่าเขาจะไม่แตะต้อง พวกฝรั่งบอกว่าเขาเข้ามาเพราะประเทศไม่เจริญ ล้าหลัง จึงจะมาพัฒนาประเทศให้เจริญขึ้น เหมือนกับไปยึดประเทศไหนก็ทำให้ประเทศนั้นก้าวหน้า ฝรั่งเศสถึงกับส่งเรือรบมาปิดปากอ่าวไทย ก็จะยึดเรา แล้วก็จะเหมือนประเทศอื่นๆที่จะยึดเรา อังกฤษก็จะมายึดเรา ก็อาจจะแปลว่าเราเป็นเมืองขึ้นของสองประเทศอยู่ดี ฉะนั้นวิธีเดียวที่ทำให้เรารอดไม่เป็นเมืองขึ้นเขา คือเราก็บอกเขาว่าเราจะเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราบอกเขาแล้ว ไหนลองทำให้ดูซิ ทำไมพระเจ้าหลวงจึงต้องปฏิรูปประเทศไทย เพื่อให้เรารอดจากการเป็นเมืองขึ้น เพราะเราบอกเขาว่า อยู่นิ่งๆ แล้วเราก็ได้เริ่มวิธีการ คือการเลิกทาส วันที่รัชกาลที่ ๕ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ธรรมเนียมการเข้าพบพระเจ้าแผ่นดินสมัยก่อน คือการหมอบกราบ นึกภาพในภาพยนตร์ สุริโยทัย พระนเรศวร เพราะฉะนั้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นพระเจ้าแผ่นดินจึงได้เอ่ยขึ้นว่า “ทุกคนลุกขึ้นเถิด และให้ยืนเฝ้า หรือนั่งเก้าอี้เถิด เจ้านายไม่ยอมทำ พระองค์ทรงเข้าไปใกล้แล้วรับสั่งให้ยืนขึ้นได้ นี่คือการปฏิรูปครั้งที่ ๑ เรื่องที่ ๑ วาระที่ ๑ ท่านต้องการให้ขาดออกไป เริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ สยามกำลังปฏิรูปใหม่โดยเริ่มให้คนยืนเท่าพระเจ้าอยู่หัวได้ วาระที่ ๑ เพราะนี่คือสัญลักษณ์ส่งสัญญาณ แล้วท่านต้องการให้ข่าวออกไปทั่วโลกออกไปว่า ประเทศไทยเริ่มมีการปฏิรูป ปรากฏว่าวันนั้นทางหนังสือพิมพ์ในสิงคโปร์เข้ามาและบอกว่าสยามกำลังปฏิรูปใหญ่ โดยเริ่มจากเรื่องการยกเลิกการหมอบเฝ้า ให้คนลุกขึ้นยืนเท่ากับพระเจ้าแผ่นดินได้ นี่เป็นเรื่องใหญ่มากในเวลานั้น เพราะเราทำมาห้าร้อยปี สัญลักษณ์ ส่งสัญญาณ หลังจากนั้นท่านปฏิรูป ตั้ง ๑๒ กระทรวงเป็นครั้งแรกของประเทศไทยพวกนี้เกิดขึ้นวันเดียวกันหมด ตอนนั้นมีแค่กรมอยู่ ๔ กรม ท่านยกเลิกรมจตุสดมภ์ ๔ กรม ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา แล้วมาตั้งกระทรวง ท่านปฏิรูปการปกครอง ปฏิรูปท้องถิ่นตั้งสุขาภิบาลเป็นครั้งแรก และเริ่มเปลี่ยนแปลงเป็น อบต. เป็น อบจ. นอกจากปฏิรูปนี้แล้วจากรัชกาลที่ ๕ ท่านปฏิรูปการศึกษา เริ่มโรงเรียนวัดมหรรณพขึ้นเป็นแห่งแรก ให้เด็กไปเรียน ปรากฏว่าไม่มีใครเรียน เพราะคิดว่าไปเรียนแล้วเค้าจะเกณฑ์ไปเป็นทหาร รัชกาลที่ ๕ ปฏิรูปการสาธารณสุข ทรงตั้ง โรงพยาบาล เป็นครั้งแรกของประเทศไทย คือ โรงพยาบาลศิริราช ก่อนนั้นประเทศไทยไม่มี โรงพยาบาล มีแต่หมอผี แล้วยังทรงปฏิรูปพุทธศาสนา สร้างวัดให้พระสอบเปรียญ จัดการศึกษาตั้งมหาวิทยาลัยให้พระเรียนหนังสือ ตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นครั้งแรก ทั้งหมดนี้คือการปฏิรูป คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

แล้วการปฏิรูปทำให้สำเร็จ ทำไมต้องทำให้สำเร็จ คำตอบเพราะว่า มีปัจจัย ๓ ข้อย่อย คือ คน เวลา และยุทธศาสตร์ ในรัชกาลที่ ๕ ท่านมีลูกเยอะ ทำได้ เพราะมีคน มีลูก ๗๗ คน เมื่อลูกท่านโตขึ้น ท่านได้เอามาใช้งานด้านปฏิรูปเกือบทุกองค์ เข้ามาช่วยทำ ปฏิรูปการปกครองโดยมีน้องคือท่านกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และท่านก็คิดจะปฏิรูปทหารบก น้องท่านก็ได้ลูกท่าน กรมหลวงพระนครสวรรค์วรพินิต ปฏิรูปทหารเรือท่านก็ได้กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ด้านปฏิรูปกฎหมายคือกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ปฏิรูปด้านหมอด้านโรงพยาบาล ท่านมีลูกสองพระองค์ที่เรียนหมอคือ สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช และปฏิรูปสาธารณสุข สมเด็จกรหลวงชัยนาทนเรนทร กรมหลวงสงขลานครินทร์ไปเรียนหมอที่อังกฤษที่เยอรมันที่อเมริกา สมเด็จกรมหลวงชัยนาทนเรนทรไปเรียนแพทย์ที่เยอรมัน แล้วเมื่อจะปฏิรูปด้านศาสนาปรากฏว่า มีอีกจนได้เพราะท่านมีน้องชายท่านพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสบวชเป็นพระ

ท่านครองราชย์ เป็นเวลานานพอที่จะปฏิรูป เพราะฉะนั้นท่านจึงใช้เวลา ๔๒ ปี บางอย่างสำเร็จ บางอย่างไม่สำเร็จ ประเภทที่บอก “ขอเวลาอีกไม่นานนะ” ปฏิรูปไม่ได้ เริ่มนะได้ เริ่มในส่วนที่ควรทำทันทีแต่ไม่สำเร็จ ออกกฎบัตรกฎหมาย เรียกว่าทำในระยะต่อไป ส่วนอะไรที่ไม่มีวันจะทำได้ ต้องส่งต่อให้ทำในรัฐบาลต่อไป เรียกว่าการทำอย่างยั่งยืน ซึ่งที่ท่านนายกพลเอกประยุทธกล่าวว่า ทำทันที ทำต่อไป ทำยั่งยืน เพราะท่านก็รู้ว่าต้องใช้เวลา เวลาอีกไม่นานรับรองว่าเสร็จ บอกได้ว่าไม่เสร็จ เพราะเป็นเพียงแค่ขอเวลาอีกไม่ได้รับรองว่าได้เริ่ม คนสำคัญ เวลาก็สำคัญ ยุทธศาสตร์ก็สำคัญ คือ มีขึ้นตอนว่าต้องทำอะไรก่อน อะไรหลัง ถ้าไม่มีแผน คนงงไปกันหมด รัชกาลที่ ๕ ตอนที่ท่านปฏิรูป ท่านเก่งจริงๆ ท่านไม่เคยเรียนเมืองไทย ท่านไม่เคยเรียนรัฐศาสตร์ ท่านทำยังไง ก่อนที่ท่านจะปฏิรูป ท่านว่า ต้องเปลี่ยนแปลงกับข้าเถอะ เขียนหนังสืออธิบาย ถ้าเทียบสมัยนี้ก็เหมือนกับออกโทรทัศน์ทุกวันศุกร์ ท่านเก่ง ทรงรู้วาจะต้องแก้อย่างไร หนังสือ “พระบรมราชาธิบายการแก้ไขการปกครองแผ่นดิน” แล้วจะเห็นว่า รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระปรีชาสามารถจริงๆ ทรงรู้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอดีต ผมถือว่าเป็นตำราการปฏิรูปเล่มแรกของประเทศไทย รัชกาลที่ ๗ เอามาพิมพ์แจก ซึ่งนับเป็นหนังสือฉบับแรกที่กล่าวถึงการปฏิรูป สมัยพระพุทธเจ้าหลวง จะน้อยไปถ้าเรียกว่าเลิกทาส ควรจะเรียกว่าพลิกแผ่นดิน เลิกทาสยิ่งกว่าปฏิรูป คนไทยไม่เคยเรียนหนังสือ แต่อยู่ๆ ทุกคนได้เรียนหนังสือเท่าเทียมกันทุกคน การเลิกทาส การให้คนไทยทุกคนได้เรียนหนังสือ การดูแลจากกินยาบ้าน ยาหม้อไปสู่การเข้าโรงพยาบาล ฉีดยา ผ่าตัด ให้เลือด ในอีก ๕ ปีนะท่าน และอีก ๓ ปีต่อมา เป็นการปฏิรูปแบบพลิกแผ่นดิน ๑ เมษายน ๒๔๓๕ เป็นปฐมบทแห่งการพลิกแผ่นดิน

รัฐบาลปัจจุบันมองว่าการปฏิรูปต้องใช้เวลา แบ่งสิ่งที่ต้องปฏิรูปออกเป็นสิ่งที่ทำทันที ทำต่อไป ทำอย่างยั่งยืน ในช่วงก่อน คสช. คำว่าปฏิรูปเราก็พูดกันมาก ตีกันมั่ง คนถืออะไร ยึดสถานที่ราชการ แล้ววันหนึ่งก็มีคนเคลื่อนออกมา พอรัฐบาลตอนนั้นยุบสภา มี ๒ กลุ่ม ๒ แนวคิด เลือกตั้งก่อนปฏิรูป และปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง การปฏิรูปก่อนเลือกตั้งอาจต้องใช้เวลา คงต้องเปลี่ยนเป็น เริ่มปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง สส. สว. ท่านมัวแต่จ้องจะไปทำอย่างอื่น เพราะฉะนั้น อีกพวกบอกว่ารอไม่ได้ พวกนี้ไปปฏิรูปจะได้ตรงกับความต้องการของประชาชน เอาผู้แทนเข้ามาก่อน อันที่จริงก็ถูกด้วยกันทั้งคู่แหละ เพราะอะไร เพราะมันยาวนาน ๔๒ ปี ท่านยังทำไม่ได้เลย แต่ถ้าเริ่มก่อนระยะแรก เริ่มระยะที่สอง ส่วนทำยั่งยืนทำอย่างต่อเนื่องยาวนาน เพราะว่านี่กลัวว่าไปเลือกตั้ง รัชกาลที่ ๕ ใช้เวลา ๔๒ ปี ท่านสวรรคต ต่อมาใน รัชกาลที่ ๖ ก็ดำเนินการปฏิรูปต่อเนื่องอีก ๑๕ ปี และใน รัชกาลที่ ๗ อีก ทำบ้างไม่ทำบ้างจนเกิดการเปลี่ยนแปลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ รอดจากการเป็นเมืองขึ้น เขาถึงยอมถามว่า วันนี้ทำไมต้องปฏิรูปประเทศไทย ไม่ใช่ปฏิรูปเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ไม่ให้ใครมายึด

การปฏิรูปในปัจจุบันเป็นความจำเป็นเพราะการเมืองแย่ ท้องถิ่นแย่ สาธารณสุขแย่ นึกภาพทุจริต การศึกษาสอบ TOEFL ยังแพ้ลาวเลย ครูก็คุณภาพแย่ลง นี่ยังไม่พูดเรื่องครู การสาธารณสุขก็แย่ ส่วนดีก็ดี หมอไทยยังได้รับการยอมรับอยู่บ้างในต่างประเทศ แม้ว่าหมอเราเก่งหมอฝรั่งยกนิ้วให้ ในชนบท รวมความว่า

๑.ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะเสื่อมโทรม ยิ่งปล่อยไว้ยิ่งแย่ ถ้าการแพทย์ฉุกเฉินไม่เข้ามาช่วย ป่วย ช็อคตาย ไม่เว่อร์หรอกครับ ยกตัวอย่างให้ฟัง ทั้งเรื่องการศึกษา การสาธารณสุขในบางเรื่อง ในสมัยนายกอานันท์ เมื่อ ๒๕ ปีก่อน เรียกสำนักงบประมาณมาถามเรื่องค่าตอบแทนคนเป็นค่าจ้าง บำเหน็จ บำนาญ เบี้ยเลี้ยง เบี้ยประชุม เป็นเงินเท่าไร กี่เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๐๐ บาท สำนักงบประมาณตอบว่า ๓๐ วันนั้นรัฐบาลยังใจชื้นว่า ร้อยละ ๓๐ และ ๒๐ เป็นค่าดอกเบี้ยและผ่อนส่งเงินที่กู้มา กู้ธนาคารโลก๓๐ และ ๒๐ เหลืออีก ๕๐ บาท อีก ๓๐ เป็นงบบุคลากร อีก ๕๐ บาทที่เหลือเป็นงบลงทุน ในช่วง ๑๐ ปีต่อมา สมัยนายกทักษิณ ชินวัตร อย่าลืมนะว่า นายกอานันท์ นายกชวน นายกบรรหาร นายกเชาวลิต และนายกทักษิณ ถามสำนักงบประมาณ ถามคำถามเดียวกัน สำนักงบประมาณตอบว่า ๓๕ บาท ค่าตอบแทนเพิ่มเป็นร้อยละ ๓๕ เหลือร้อยละ ๔๕ ที่ใช้ในการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ ผมขอเรียนให้ทราบว่า เมื่อมาถึงนายกยิ่งลักษณ์จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน เงินที่จ่ายเป็นค่าตอบแทน ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๔๐ เหลืองบลงทุนเพียง ๔๐ ใน ๑๐ ปี วันที่ ๑ อนุมัติ ๒.๗ ล้านๆบาท เหมือนมาก แต่อย่าดีใจไปนะ เงินที่เหลือนั้น เนื่องจากในนั้นต้องจ่ายหนี้ เหลืออีกเพียง ๔๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีก ๑๐ ปีข้างหน้า ถ้าไม่ทำอะไรเลย ถ้าท่านนิพนธ์มาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่บอกนามสกุลอะไร อาจจะนิพนธ์ พร้อมพันธ์ อีก ๑๐ ปีข้างหน้า ถ้าเราไม่ทำอะไรอีก ทุกคำตอบผมเชื่อว่า สตง.จะตอบว่า เงินทุก ๑๐๐ บาท ค่าจ้าง ๕๐ บาท ใช้หนี้ต่างประเทศอีก ๒๐ หมดไปแล้ว ๗๐ เหลือไว้พัฒนาประเทศแค่ ๓๐เท่านั้น แล้วจะอยู่ได้มั๊ยครับ นี่คือเรื่องที่จะต้องปฏิรูป ที่ผมบอกว่า ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ นี่ยังไม่รวมการขึ้นเงินเดือน ตัวคูณมันเยอะ ข้างหน้ามีโอกาสที่งบค่าตอบแทนอาจเพิ่มเป็นร้อยละ ๕๐ เพราะเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ตัวคูณเยอะ ในประเทศไทย มีบุคลากรที่กินเงินเดือนอยู่ เช่น ครู สส. สว. ผู้บริหาร อปท. ทั้งหมดประมาณ ๓ ล้านคน ไม่รู้กี่ล้าน จากคนของรัฐ ๓ ล้านคน สส. สว. ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้าขึ้นคนละ ๑,๐๐๐ บาท ก็ไม่พอยาไส้ ดังนั้นถ้าอยากให้ระบบเงยหัวขึ้น ไม่ดิ่งลง มีโอกาสปรับเบี้ยเลี้ยง มีโอกาสเพิ่มเบี้ยประชุม ต้องเร่งให้ประเทศพัฒนาขึ้นต้องเร่งปฏิรูป ปฏิรูปอะไรก็ตามที่ทำให้เกิดการประหยัด ใช้คนให้คุ้ม ทำงานทั้งวัน ๕๐๐ เดินไปเดินมา ๑,๕๐๐ ต้องให้ได้เงินเดือนเพิ่ม คนที่ ๑ คนที่ ๒ คนที่ ๓ คนที่ ๔ ถามว่าทำไมต้องปฏิรูป เพื่อที่จะไม่ให้สถานการณ์มันเสื่อมโทรมลงมากกว่านี้

คำตอบข้อที่ ๒ การปฏิรูปประเทศมีความจำเป็นเพื่อจะต้องเพิ่มศักยภาพแปลว่าการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ ทำไมต้องไปแข่งขันกับเขา ก็ปล่อยเค้าไปซิ ไม่ได้ครับ ลองคิดดูว่า คนไทยคิดผลิตอะไรมาได้สักอย่าง แล้วของอย่างเดียวกัน แล้วเวียดนามก็ผลิตได้ ต้นทุนเวียดนามต่ำกว่าไทย เราก็คิดของอันนั้นชิ้นนั้นแบบเราคิด ๕๐๐ บาท แล้วเวียดนามถูก ภาษีมันน้อยกว่า แล้วพอส่งไปขายที่อังกฤษถูกกว่าไทย นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำไมต้องปฏิรูป เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน มีผลในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ตอนเที่ยงคืน วันนั้น และรุ่งขึ้นวันที่ AEC ทันที AEC ไม่ได้เริ่ม ๑ มกรานะ แต่เริ่มวันที่ ๓๑ นะ วันนั้น ๑๐ ประเทศที่อยู่ในอาเซียน เมื่อนั้นแหละบรูไน แม้ว่าจะร่วมมือกัน ลดภาษีหมด ถ้าประเทศไหนต้นทุนแพง ผลิตของไม่มีคุณภาพแล้วก็จะขายใครก็ขายไม่ได้ เราเคยภูมิใจ วันก่อนไปงานทุเรียน ภูมิใจ ทุเรียนจากไทยแลนด์ เจ้าหน้าที่กระซิบไม่ใช่ของออสเตรเลีย ถ้าเราไม่ปฏิรูปภาษี ไม่ปฏิรูป ทำยังไงถึงจะสู้ได้ การปฏิรูปเป็นคำตอบ ในแต่ละยุคแต่ละสมัย คำตอบมันจะแตกต่างกัน รัชกาลที่ ๕ เราปฏิรูปเพื่อไม่ให้เสื่อมลงกว่าเดิม ต้องผลิตสินค้าที่มีต้นทุนต่ำ “จงเร่งปฏิรูป ตัวท่านก่อนคนอื่นจะมาปฏิรูปท่าน” ถ้าเราไม่ ฝรั่งก็มาบีบบังคับเรา ถ้าเราปฏิรูปเองเราเลือกได้ อปท.ที่ไม่คิดจะปฏิรูปจะถูกคนอื่นปฏิรูปโดยการยุบ อปท. รู้ดีรู้ชั่ว อย่ากลับมาอีกเลย รับบัญชาท่านนายกให้เขียนคำสั่ง มากถึงขนาดนั้นเชียวหรือ ยังมีอีกเป็นร้อย เมื่อสอบสวนดูแล้วการอยู่ในตำแหน่ง ข้าราชการผู้น้อย อธิบดี บางกระทรวง ปลดทั้งกระทรวงอย่างนี่ละครับ แล้วจะไม่ปฏิรูปไหวหรือ จำเป็นจะต้องปฏิรูป จำเป็นต้องปฏิรูปวัด จำเป็นต้องปฏิรูปพระ ได้กราบนมัสการ อย่าเพิ่งดีใจ สังคม เปลี่ยนเสียเอง ถ้าท่านไม่ทำอะไร คนอื่นจะมาเปลี่ยนท่านจะปฏิรูปอะไร กำหนด roadmap ว่าจะทำอะไรก่อนอะไรหลัง สำหรับการแพทย์ฉุกเฉิน การมีพระราชบัญญัติ ๒๕๕๑ ออกมา นั่นคือ การปฏิรูปของ การแพทย์ฉุกเฉิน กำลังเสื่อมโทรมเต็มที่ ๗ ปีผ่านไป ทำแล้ว ถ้าไม่ได้ทำไรต่อ การแพทย์ฉุกเฉินจะไม่ได้รับการยอมรับ ผมถึงดีใจ ชอบใจคำขวัญว่า “พลังท้องถิ่นไทย สู่เส้นทางปฏิรูปการแพทย์ฉุกเฉินอย่างยั่งยืน” ชอบใจคำว่าปฏิรูป อย่างยั่งยืน วันนี้ คสช.ก็ดี รัฐบาลก็ดี ปฏิรูปประเทศกันทั้งนั้น เสียดายที่แต่ละฝ่ายจะปฏิรูปคนละเรื่อง คสช.มีหัวข้อที่จะปฏิรูป ๑๑ ด้าน ครม.มีเรื่องที่จะปฏิรูปตามที่แถลงนโยบาย ๑๑ เรื่อง แต่ไม่มีเรื่องไหนเหมือนกันเลยซักเรื่อง ๘ ปฏิรูปสิ่งแวดล้อม ๑๑ ของคสช.อย่างหนึ่ง ๓๘ เรื่อง คำถามก็คือเมื่อไรมันจะเสร็จซักเรื่อง มอบให้สภาใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ชี้เป็นชี้ตายประเทศ เอาไม่เอารัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเอาหรือไม่เอาก็จะถูกยุบ เกิดสภาใหม่เป็นสภาปฏิรูปประเทศ เลือกมาสี่ห้าเรื่อง เอาเท่านี้แล้วส่งให้สภาพัฒน์แต่งตั้ง ๒๐๐ คน ทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศ ซ้ายหันขวาหัน ผมถามคำถามว่า ถ้าประเทศไทยจะปฏิรูป ควรจะทำอะไรเป็นอันดับแรก ปฏิรูปคุณธรรม ปฏิรูปจิตใจ ปฏิรูปจิตสำนึก ปฏิรูปการเมืองการปกครอง มีใครคิด ผมนี่แหละปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ทันนะ ท้องถิ่นต้องทำไปพลาง คิดช้าอยู่ประเดี๋ยวมีใครมาเปลี่ยนให้ กระจายอำนาจพยายามกระจายเรื่องไปให้ท้องถิ่นทำ ส่วนกลางไม่ยอมให้ใช้ บางครั้งส่วนกลางกระจายลงไปแต่ท้องถิ่นไม่รับ มันเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ โรงเรียนไปให้ท้องถิ่นทำ วันนี้วาระปฏิรูปที่สำคัญที่ผมไม่กล้าบอกว่าเป็นอันดับหนึ่ง อันดับสองคือ ปฏิรูปคน ญี่ปุ่นเมื่อเขาจะปฏิรูปประเทศเขาเริ่มจากการปฏิรูปมีคุณภาพคน ท่านเคยเห็นภาพมั๊ย เห็นแล้วสะเทือนใจ เห็นแล้วปลื้มใจ คนเอาข้าวเอาของมาบริจาค หนึ่งเขาเข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อยที่ยาก ตัวท่านเองถ้าไม่ถูกตะลุมบอนถือว่ามีพระดี มีคนขนของมาบริจาค เอาถุงขนมไปให้เด็กคนนั้น เอาไปก่อนแล้วกลับบ้าน เด็กคนนั้นโค้ง รับ วิ่งไปให้เจ้าหน้าที่ที่หัวแถวแล้ววิ่งกลับมาเข้าแถว ขอชมญี่ปุ่น แต่มันสะท้อนใจว่า เมื่อไรเราจะเป็นเช่นนั้นบ้าง เข้าแถวขึ้นรถเมล์ เข้าแถวตักอาหารบุบเฟ่ต์ ยังน้อยอยู่ เมื่อไรที่ตู้โทรศัพท์ที่เป็นของหลวงถูกเอาสีไปพ่น ปฏิรูปทำไปเถอะ ทำไปพร้อมๆ กัน อีกหนึ่งที่จำเป็นคือการปฏิรูป ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ความต้องการอันใหญ่หลวงคือการ government reform แต่ส่วนมาก ความต้องการอย่างใหญ่หลวงของประเทศนี้คือ government reform เหลือเชื่อมั๊ยครับ สมัยท่านนายกทักษิณ ผมขอถ่ายคำพูด “ใครวะลอกนโยบายผม” ผมต้อง “เอ้า นี่รัชกาลที่ ๕ นี่หว่า” ท่านตกใจนะ การทำ government reform ถ้าตราบใดที่ยังไม่ทำ government reform อย่าหวังว่า ไม่มีระบบใดที่มีเงินเอาไว้ใช้อย่างมหาศาลเท่าระบบราชการ ระบบราชการมีคนเยอะ มีเงินเยอะ และมีอำนาจใดๆ ศาลอยู่ในระบบราชการ มีระบบอะไร ทำให้จนลงก็ได้ ระบบราชการทำให้คนที่จนๆ รวยขึ้นมาได้ เช่น แจกเงิน ระบบที่มีอำนาจเราพอใจระบบราชการหรือยัง ถามว่าวันนี้ประชาชนพอใจระบบราชการหรือยัง ท่านว่า ต้องปฏิรูป นึกภาพที่ท่านไปทำพาสปอร์ต นึกภาพที่ท่านตั้งโรงงาน ต้องให้ดีขึ้นไปกว่านี้ รัฐมนตรี ธนาคาร ไปสำรวจทั่วโลกว่าประเทศไหนน่าลงทุน ไทยอยู่ในระดับกลางๆ สิงคโปร์เป็นอันดับหนึ่ง ต้องมีคำถาม ว่าวัดจากไหน การค้า การขออนุญาตตั้งโรงงานในประเทศไทยใช้เวลานาน ยื่นไปสองปีก็ยังไม่ได้ คสช.เข้ามาวันแรกเอามาดู ๒๐,๐๐๐ กว่าราย ท่านพอใจเมื่อขอติดตั้งประปามั๊ย การคืนเงินภาษีมั๊ย ไม่พอใจ รวมแล้ว ๑๐ กว่าข้อ แล้วท่านคิดว่าอย่างนี้แล้วฝรั่งมีเงินพันล้าน ห้าพันล้าน เขาคิดจะมาลงทุนในประเทศไทยมั๊ย ในเมื่อเห็นอยู่แล้วว่าอันนั้นใช้เวลาสองเดือน อันนี้ใช้เวลาหกเดือน สี่เดือน ขณะที่สิงโปร์ขออนุญาตตั้งโรงงาน ๗ วันได้ ติดตั้งไฟฟ้า น้ำประปา ๑ ชั่วโมงได้ ขอคืนเงินภาษี ยื่นวันนี้ พรุ่งนี้ได้ สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลที่ต้องปฏิรูประบบราชการให้ระบบราชการเล็กลง การที่มีคนเยอะๆ พูดกันตรงๆ ว่าไม่มีทางได้ขึ้นเงินเดือนเพราะตัวคูณมันเยอะ แล้วจะลดข้าราชการยังไง จะเอาไปฆ่าเหรอ เมื่อกี้ผมบอกว่างานนิดเดียวมีกันอยู่ ๒๐ คน ลดลงเหลือ ๕ คน แล้วอีก ๑๕ คนเอาไปไหน เอาไปฆ่าหรือครับ ไม่ใช่ ก็เอาไปทำอย่างอื่น หน่วยอื่นที่เขาขาดคน แล้วอะไรที่รัฐไม่จำเป็นต้องทำให้ท้องถิ่นทำ อะไรที่ท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องทำให้เอกชนเอาไปทำบ้าง แม้แต่รัฐเองก็อาจจะเอางานบางอย่างไปให้เอกชนทำ วันนี้งานบางอย่างก็ให้เอกชนทำบ้างแล้ว แต่ขอโทษทีเถอะ งานเรื่องคนขับรถ ตัดหญ้า เป็นยาม สมัยก่อนงานพวกนี้เป็นข้าราชการหมด วันนี้เขา outsource คือให้บริษัทเอกชน outsource รับเหมาไปทำ ก็ประหยัดดี งานใหญ่ๆ ก็ outsource ได้ outsource เป็นภาษาอังกฤษแปลว่า ส่งออกไปให้คนอื่นทำ วันนี้ตรวจสภาพรถ outsource ให้เอกชนทำได้ รังวัดที่ดินไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่รังวัดของที่ดินแล้ว เอาบริษัทเอกชนไปทำรับทำรังวัดได้รังวัดเอกชน เพราะฉะนั้นที่เบี้ยน้อยหอยน้อยรอรัฐบาลเพียงแต่รังวัดซื้อที่ขายที่รอไปเถอะ ๓ เดือน ถ้าให้เอกชนรังวัด ๗ วันก็เสร็จ แต่จ่ายแพง ไม่ได้ขายเพราะคนซื้อรอไม่ได้ ระบบราชการจริงๆ ต้องเล็กลงเพื่อต่อไปจะได้ขึ้นเงินเดือนได้ ระบบราชการต้องเล็กเพราะจะได้ประหยัดเงินของรัฐ ระบบราชการต้องเล็กลงเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมีสายป่านยาวเกินไป เรื่องบางเรื่องเวลาไปขออนุญาตผ่านตั้ง ๗ โต๊ะ ผมไปเดินดูไม่เห็นทำอะไรเลยซักโต๊ะ ในยุคที่มีการทุจริต ต้องเสียเงินใต้โต๊ะ ๗ ครั้ง ยุบให้มันเหลือ ๒ โต๊ะได้มั๊ย เรื่องอย่างนี้ท้องถิ่นก็ทำได้ เพราะอยู่ในงานท่าน แล้วอะไรก็ตามที่สามารถเป็น one stop service คำนี้เป็นภาษาอังกฤษ แปลว่า ตั้งศูนย์ขึ้นมาหนึ่งศูนย์ ใครอยากติดต่ออะไรก็มาติดต่อได้แล้วที่นี้จะทำให้ วันนี้ใครจะทำอะไรซักอย่างต้องไปขออนุญาตที่กรมแรงงานพอได้ใบอนุญาตก็ไปขออนุญาตกรมป่าไม้ เสร็จแล้วก็ไปขออนุญาตกรมอุทยาน แล้วก็ไปขอกรมปศุสัตว์ แล้วก็ไปขอกระทรวงมหาดไทย เวลาจะสร้างก็ไปขออนุญาตกรมควบคุมอาคาร กว่าจะได้ตั้งโรงงานทำปลากระป๋องขึ้นซักโรงล่อไป ๗ กระทรวง ๙ กรม แล้วกรมหนึ่งก็ใช้เวลาเป็นเดือนๆ แล้วใครอยากจะมาลงทุนตั้งโรงงานในเมืองไทยแล้วที่ตั้งๆ อยู่ไม่เห็นกลัวเลยหรือหนึ่ง สอง ผมไม่รู้ว่ามีการจ่ายเงินใต้โต๊ะด้วยหรือเปล่า สามบางทีไม่รอใครอนุญาตแล้ว ใครอยากจับก็มาจับ เป็นโรงงานเถื่อน ทำไมเป็นโรงงานเถื่อน ผมไม่เชื่อว่าพวกนี้อยากหนีกฎหมาย คำตอบคือเขาใช้กฎหมายแล้วเขาไม่สะดวก ไม่เอาแล้วกฎหมายจ่ายค่าปรับก็ปรับ เคยได้ยินโรงงานแห่งหนึ่งบอกว่าแกต้องเสียค่าปรับโดยถูกกฎหมายทุกวันทุกวัน ผมถามว่าค่าปรับอะไรทุกวัน แกบอกว่าแกทำผิดตั้งโรงงานโดยไม่ขออนุญาต บังเอิญแกเก่ง เค้าไม่จำคุก เค้าเปลี่ยนเป็นปรับ ตอนนี้เสียค่าปรับไป ๕๐,๐๐๐ บาทตามหลักต้องรื้อ พรุ่งนี้ถ้าไม่รื้อก็ปรับอีก ๕๐,๐๐๐ มะรืนไม่รื้อก็ปรับอีก ลงทุนตั้ง ๑๐ ล้าน ถามว่าคุณอยู่ได้หรือ คุณจ่ายวันละ ๕๐,๐๐๐ แกบอกว่าเดี๋ยวนี้อยู่ได้ ผมอยู่ได้ตลอด เพราะบวกลบคูณหารแล้วยังมีกำไรอยู่ได้ คือผลิตได้ คือกำไร เราจะยอมให้ประเทศไทยเป็นอย่างนี้หรือ เมื่อสิบปีที่แล้วผมไปดูงานปฏิรูปที่ออสเตรเลีย ไปฟังเขาอธิบายอะไรต่อมิอะไร ผมนั่งฟังหลับๆ ตื่นๆ เขาบอกว่าเอาหละต่อไปนี้ไปดูงาน เหมือนกับพวกท่านที่มาประชุมการแพทย์ฉุกเฉินนี่ เดี๋ยวเขาก็จะพาท่านไปดูงานศูนย์อะไร ตอนผมไปออสเตรเลียไปดูงานเรื่องปฏิรูปเขาพาไปดูเรือนจำไปดูคุก เขาบอกคุกนี่เป็นตัวอย่างของการปฏิรูป ถามว่าเป็นตัวอย่างยังไง เขาบอกคุกเป็นของราชการ เป็นของหลวงเอกชนสร้างคุกไม่ได้ เมื่อก่อนข้าราชการมีคนดูแลคุก ๒๐ คนเรียกว่า พัศดีเรือนจำ สมัยโบราณเรียกว่าพระธรรมรงค์บิดาของท่านนายกพลเอกเปรมเคยเป็นหัวหน้าพระธรรมรงค์เรือนจำสงขลา ออสเตรเลียบอกว่าเมื่อก่อนนี้มีพัศดีหรือพระธรรมรงค์ ๒๐ คน วันนี้เหลือคนเดียว อีก ๑๙ คน ไปอยู่ที่อื่นหมดแล้ว นี่แหละการปฏิรูป เขาพูดไปเจ้าหน้าที่ยังเดินกันเต็ม โกหกหรือเปล่า ว่าลดจาก ๒๐ มาเหลือ ๑๐ เขาบอกไม่ใช่ มีคนเดียวที่เป็นราชการคือ คนที่ถือปืน ๑ คน ที่เหลือทั้งหมดเป็นพนักงานบริษัท เขา outsource โอนการดูแลเรือนจำให้บริษัทเอกชนมาประมูลแข่งกันแล้วใครชนะก็ได้มาดูแลเรือนจำแห่งนี้ ปีต่อปี เพราะฉะนั้นอาหารนักโทษบริษัททำ การดูแลผู้คุมบริษัทจัดทำหมด หลวงเลยไม่ต้องจ้างข้าราชการ ถ้าจ้างข้าราชการต้องจ่ายเงินเดือน จ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง จ่ายบำเหน็จ จ่ายบำนาญ จ่ายค่ารักษาพยาบาล จ่ายค่าดูแลบุตร จ้างบริษัทมาไม่ต้องจ่ายเลย จ่ายค่าจ้างบริษัทจบ ถ้าพนักงานคนไหนของบริษัทอยู่ไปป่วยซักห้าวัน บริษัทก็หาคนใหม่มาแทน ของเราข้าราชการป่วยซัก ๕ คน งานหยุดหมด ผมถามว่าถ้างั้นเก่งจริงทำไมไม่เปลี่ยนทั้งหมด เหลือไว้คนเดียวทำไม เขาบอกว่า เพราะคนที่ถือปืนเอาไว้ยิงนักโทษแหกคุก เพราะพนักงานบริษัทยิงนักโทษไม่ได้ เลยเหลืออยู่คนเดียวถือปืนไว้ยิงนักโทษแหกคุก แต่อยู่มาเป็นปียังไม่เคยมีใครแหกคุก เจ้านั่นเลยนั่งถือปืนพ่นบุหรี่สบาย เขาพาผมไปสัมภาษณ์นักโทษ ผมถามว่าลุงติดคุกมากี่ปี แกบอกว่า ๑๐ ปี เป็นยังไงบ้าง แกบอกว่าแต่ก่อนแย่ เมื่อก่อนเสื่อมโทรม ถามว่าเดี๋ยวนี้เป็นยังไงลุง ตั้งแต่บริษัทดูแลดีขึ้นมาก เมื่อก่อนนอนพื้นอัดกันสามสี่สิบคน เดี๋ยวนี้ทุกคนนอนเตียง ทำไมแค่เรื่องจัดให้นอนเตียงรัฐบาลจัดไม่เป็น เมื่อก่อนอาหารเป็นซี่โครงไก่ต้มฟัก ซี่โครงไก่ต้มผักกาดดอง วันนี้ กินสปาเกตตี้ กินมะกะโรนี ยิ่งพอไปถึงเดือนธันวาได้กินไก่เคนตักกี้ฟรายชิคเก้น ผมถามเขาว่า ทำไมต้องเดือนธันวาถึงจะได้กินดี สิ้นเดือนธันวาเข้าต้องประเมินว่าควรจะอยู่ต่อหรือจ้างบริษัทใหม่ แล้วก็ให้นักโทษทั้งหมดประเมิน จริงๆ เขาก็กินดีมาทุกเดือน แต่ธันวากินดีเป็นพิเศษ ๓๑ ธันวา สิ้นปีบริษัทมีของขวัญมาแจกนักโทษทุกคนด้วย นี่ติดสินบนี่หว่า เพราะว่าวันที่ ๑ ก็ประเมินแล้ว ถ้าประเมินแล้วบริษัทชุ่ยๆ ปีหน้าเขาก็เอาบริษัทอื่น ถ้าประเมินแล้วบริษัทนี่ดีก็ได้ต่ออีกปี นี่คือ outsource เดี๋ยวนี้เขา outsource เรือนจำกันแล้ว เมื่อไม่นานนี้ผมเชิญอธิบดีกรมราชทัณฑ์มาพบ เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง ถามว่าอธิบดีจะทำแบบนี้บ้างได้มั๊ย ไม่ต้องเอาเอกชนมาทั้งหมด เอามาผสมกับข้าราชการ แล้วให้เขาลดข้าราชการลง เขาบอกไม่ได้เพราะกฎหมายไม่อนุญาต จริงของเขา แสดงว่าอุปสรรคของการปฏิรูปคือ หนึ่ง กฎหมาย เราจึงต้องแก้กฎหมาย สอง อุปสรรคของการที่จะปฏิรูปอะไรก็ตามคือ งบประมาณ ผมรู้ว่า อปท.ท่านก็อยากปฏิรูป ผมรู้ว่าทุกคนอยากทำเพื่อการแพทย์ฉุกเฉินให้มันดีเหมือนสงขลา แต่ทุกคนบอกว่าก็เอาเงินมาซิ เมื่อเราไม่สามารถ รัฐไม่สามารถจัดงบประมาณให้ได้ มันก็เลยติด หนึ่งเรื่องกฎหมายเหมือนเรื่องกระจายอำนาจ หลายเรื่องกระจายไม่ได้ สมัยหนึ่งเมื่อสิบกว่าปี ผมเป็นประธานทำเรื่องการโอนสถานีขนส่งให้ท้องถิ่น ถามว่าส่วนกลางอยากโอนมั๊ย อยาก ถามว่าท้องถิ่นอยากได้มั๊ย อยาก แล้วทำไมโอนไม่ได้เพราะติดที่กฎหมาย การออกใบอนุญาต เราตั้งใจเมื่อสิบปีที่แล้วว่าจะโอนให้ท้องถิ่นเพราะเขารู้ดี บางเรื่องหนักไปกว่านั้น ตลาดมาก โอนได้ กฎหมายไม่ห้าม ว่าแล้วก็โอน แต่เมื่อใครมาติดต่อเรื่องมันต้องเสียค่าธรรมเนียม ตามกฎหมายค่าธรรมเนียมยังต้องให้ส่วนกลาง ในขณะที่ท้องถิ่นต้องทำงานแต่ค่าธรรมเนียมไม่เป็นรายได้ท้องถิ่นแต่ให้ส่วนกลาง เพราะกฎหมายเขียนอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นอุปสรรคในการปฏิรูปหนึ่งติดที่กฎหมาย สองติดที่งบประมาณ อันที่สามคือที่ความคิด คือไม่รู้จะปฏิรูปอะไร ผมทราบว่าหน่วยงานบางแห่งมีเงิน แล้วก็กฎหมายไม่มีปัญหา แต่ก็ไม่รู้จะปฏิรูปอะไร ทุกอย่างมันดูดีไปหมด เมื่อจะปฏิรูปเวลาคิดต้องระดมความคิดจากข้างนอกมาด้วย ภาษาอังกฤษที่คุณทักษิณชอบใช้บ่อยๆ มีว่าทุกอย่างต้อง Outside in ต้องมองจากข้างนอกเข้ามาข้างใน เราดุตนเองเราไม่รู้หรอกว่าขี้ริ้วขี้เหร่ คนนอกมองถึงจะเห็น ขนาดสโนไวน์ แม่มดยังต้องใช้กระจกมาบอกใช้กระมาส่องเลย ว่ากระจกวิเศษบอกข้าเถิด ใครงามเลิศในปฐพี เก่งจริงเอ็งต้องมองเอง ทำไมต้องพึ่งกระจก ท่านเองก็ไม่เก่ง ท่านต้องอาศัยเสียงข้างนอกมาบอก เสียงประชาชน แต่ท่านต้องทำอย่าให้คนอื่นทำ แล้วก็อย่าลืมนะครับประการสุดท้าย ปฏิรูปอะไรกันหนักหนาเลยเที่ยงแล้ว ประการสุดท้ายสิ่งที่ท่านต้องไม่ลืมคือ สิ่งที่ผมเริ่มต้นพูดไว้ข้างต้น คือการปฏิรูปจะต้องดี และต้องอาศัยคนเป็นตัวช่วยคิดช่วยทำ ต้องอาศัยเวลา อดทน เพราะมันต้องใช้เวลานาน แต่เมื่อคิดว่านานแล้วไม่ทำอะไรเลยไม่ได้ ยิ่งรู้ว่านานยิ่งต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าวัดบวรเมื่อห้าหกสิบปีที่แล้ว ที่เป็นพระอุปัชฌาย์พระเจ้าอยู่หัวตอนที่ออกผนวช ท่านสมเด็กพระสังฆราชเจ้าวชิรญาณวงศ์ วันหนึ่งมีคนเอาต้นไม้ต้นเล็กๆ สูงซักคืบมาให้ปลูกในวัดบวร

ประการสุดท้ายสิ่งที่ท่านต้องไม่ลืม คือ สิ่งที่ผมเริ่มต้นพูดไว้ คือการปฏิรูปจะต้องอาศัย คน คือตัวช่วยคิด ช่วยทำ ต้องอาศัยเวลา ต้องใช้เวลานาน แต่พอคิดแล้วยังไม่เริ่มอะไรเลยไม่ได้ ยิ่งรู้ว่านาน ยิ่งต้องเริ่มวันนี้ อดีตเจ้าอาวาสวัดบวรฯ เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้วมีวันหนึ่งมีคนมาปลูกต้นไม้ในวัดบวรฯ ท่านถามว่า “ว่าแต่ต้นนี้ต้นอะไรหละโยม” คนที่เอามาให้ก็บอกชื่อนั้นชื่อนี้ แล้วเมื่อไรมันถึงจะออกดอกออกผลให้ร่วมเงาหละ คนที่เอาต้นไม้สูงคืบมาถวายท่านก็ทูลท่านว่า เร็วที่สุดประมาณ ๕๐ ปี ท่านลุกขึ้นคว้าเอาต้นไม้ไป ลงมือปลูก “พระพุทธเจ้าสอนว่าจงเริ่มทำความเพียรเสียแต่วันนี้ อะไรที่ทำวันสองวันก็ได้ไม่เป็นไรค่อยลงมือก็ได้ ถ้าใช้เวลา ๕๐ ปี แล้วไม่รู้จักเริ่มโดยเร็วนับหนึ่ง แล้วเมื่อไรมันจะถึง ๕๐ ข้านะไม่ได้มีโอกาสเห็นต้นไม้นี้โตหรอก แต่ต้องรีบปลูกเพื่อที่ว่าคนต่อจากข้าจะได้เห็น ถ้าเก็บไว้ รอไว้ คนที่ต่อจากข้าสามสี่รุ่นก็จะยังคงไม่ได้เห็นเพราะไม่ลงมือปลุกซักที” เพราะฉะนั้นอย่าลืม คน เวลา และสุดท้าย คือ ยุทธศาสตร์ และทั้งหมดก็คือคามสำเร็จ นี่คือคำตอบทั้งหลายสำหรับคำถามที่ว่า ทำไมต้องปฏิรูปประเทศไทย ขอบพระคุณมากครับ


หมายเลขบันทึก: 617424เขียนเมื่อ 25 ตุลาคม 2016 16:09 น. ()แก้ไขเมื่อ 25 ตุลาคม 2016 16:09 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี