ผมทำงานในโรงพยาบาลชุมชนมา 13 ปี ตั้งใจไว้ตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 1 ว่าจะต้องออกมาอยู่โรงพยาบาลชุมชนในอำเภออย่างน้อยในช่วงแรกของการเป็นแพทย์ ผมใฝ่ฝันไว้ว่าอยากให้โรงพยาบาลเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนจริงๆ เป็นของชาวบ้านที่ชาวบ้านรักใคร่และเข้ามาร่วมดูแล เป้าหมายในการทำงานของผมในโรงพยาบาลชุมชนต้องการสร้างสมดุล 3 ด้านคือประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เจ้าหน้าที่มีความสุขและโรงพยาบาลอยู่รอด อยากให้โรงพยาบาลเป็นเหมือนศูนย์กระตุ้นการสร้างสุขภาพ (Healthy Complex) ที่ช่วยส่งกระแสการสร้างสุขภาพลงสู่ชุมชนอย่างสม่ำเสมอ เมื่ออยู่ใกล้โรงพยาบาลจะมีความซับซ้อน(Complexity)และเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสูง(High technology)และเมื่อออกห่างโรงพยาบาลเข้าใกล้ชุมชนความเชี่ยวชาญเฉพาะจะลดลงแต่ความทั่วไป ความธรรมดาที่สัมผัสได้จะสูงขึ้น(High touch) ยิ่งเข้าใกล้ชุมชน ใกล้ประชาชนยิ่งต้องการความง่าย (simplicity)มากขึ้น ในการจะทำให้ประชาชนสร้างสุขภาพตัวเองได้เมื่อคิดจากฐานของโรงพยาบาลที่จะต้องสร้างพันธมิตรระหว่างโรงพยาบาลกับชุมชน เราจะทำเป็น 5 ระยะ(Phasing) คือ


1.       เราทำเชิงรับให้เขา  เริ่มจากสร้างศรัทธาชาวบ้านโดยเน้นการรักษาให้ดีให้เขาเชื่อใจ ศรัทธา เชื่อถือ ความเจ็บป่วยถือเป็นทุกข์สำคัญที่ทำให้ประชาชนนึกถึงเรา หากแก้ทุกข์หรือลดทุกข์ให้ตรงใจเขาได้เขาก็จะประทับใจและเชื่อมั่นทำให้เราทำเรื่องอื่นๆได้ง่ายขึ้น อย่างน้อยๆแพทย์ตรวจตรงเวลา ลดการรอคอย พูดเพราะวาจาน่าฟัง เขาก็จะรู้สึกดีแล้ว
2.       เราทำเชิงรุกให้เขา เราออกไปส่งเสริมป้องกันโรคให้ชาวบ้านเพื่อบอกวิธีที่เขาจะไม่ป่วยซึ่งก็ทำให้อัตราเจ็บป่วยในโรคที่ป้องกันได้ลดน้อยลง
3.       เราและเขาทำเชิงรุก  เรากับชาวบ้านช่วยกันส่งเสริมป้องกันโรค  ช่วยกันทำกิจกรรมหรือโครงการสร้างสุขภาพร่วมกับท้องถิ่น ผู้นำชุมชน กลุ่มต่างๆของชุมชนโดยการใช้งบประมาณทั้งของเราและจากชุมชน
4.       เขาทำเราสนับสนุน  ชาวบ้านช่วยกันส่งเสริมป้องกันโรคโดยมีเราเป็นผู้สนับสนุนด้านความรู้และ
      เทคโนโลยี
5.       เราและเขาคือพวกเราช่วยกันทำ โดยรั้วโรงพยาบาลจะเป็นอาณาเขตของอำเภอ เตียงนอนที่บ้านชาวบ้านจะเป็นเตียงนอนของโรงพยาบาล  หมู่บ้านแต่ละหมู่จะเป็นหอผู้ป่วย  โดยมีญาติผู้ป่วยเป็นผู้ช่วยเหลือคนไข้  พ่อแม่พี่น้องในบ้านจะเป็นพยาบาลประจำตัวผู้ป่วย  อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านจะเป็นพยาบาลประจำตึก  เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต่างๆจะเป็นหมอที่ดูแลผู้ป่วย  แพทย์จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการรักษาผู้ป่วย และเมื่อนั้นการออกเยี่ยมผู้ป่วยตามบ้านก็จะเป็นการทำวอร์ดราว(Ward  Round)ที่สมานความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของโรงพยาบาลและชุมชนได้  เมื่อนั้นเราจะเป็นโรงพยาบาล 10,000 เตียง ที่แทรกอยู่เป็นเนื้อเดียวกับชาวบ้าน  เราคือชาวบ้าน ชาวบ้านคือเรา  โรงพยาบาลจะมีชาวบ้านเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง เป็นหุ้นส่วนที่ร่วมดูแลโดยการจัดตั้งเป็นมูลนิธิที่ดูแลโดยชาวบ้าน บริหารโดยชาวบ้าน  คุณภาพโรงพยาบาลก็จะตรงกับความต้องการของชาวบ้าน มีกรรมการบริหารจากชาวบ้านมาบริหารจัดการโรงพยาบาล เหมือนกับวัดที่เจริญได้ด้วยศรัทธาของชาวบ้าน ไม่ต้องมีงบประมาณก็อยู่ได้ ขยายได้ เจริญเติบโตได้  มีการสร้างเครือข่ายขึ้นมาโดยเริ่มต้นที่โรงเรียนเน้นนักเรียน ครู ผู้เกี่ยวข้อง ปรับพฤติกรรมสุขภาพเด็ก เชื่อมความรู้จากเด็กสู่ครอบครัวและเสริมสายใยรักภายในครอบครัว  ดูแลสุขภาพที่วัดเน้นให้เป็นที่สร้างสุขภาพทั้งพระ มัคทายก อุบาสก  ดูแลสุขภาพในครอบครัวที่บ้าน  รวมตัวเป็นเครือข่ายสร้างสุข(สหสาขาวิชาชีพสร้างสุข) ที่มี ครู(ศึกษา) – หมอ(สาธารณสุข) – พ่อ(ครอบครัว) – พระ(ศาสนา) เป็นแกนนำ   ภายใต้การสนับสนุนจากชุมชน ท้องถิ่น ราชการ เพื่อช่วยกันแก้ไขภาวะภูมิคุ้มกันทางสังคมบกพร่อง (Social Immunodeficiency Syndromes: SIDS) เน้นสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม (Social Immune)  3 อย่างเพื่อต่อต้านSocial Immunodeficiency virus(SIV)คือ
     1.  ความรู้(การเรียนรู้) สร้างโดยใช้การจัดการความรู้(Knowledge Management)
     2.  ความรัก สร้างโดยครอบครัวและชุมชน ทำให้รักตนเอง/ครอบครัว/ชุมชน
     3.  ความอดทน สร้างโดยครอบครัวและศาสนา  ให้อดทนต่อตนเอง ต่อผู้อื่น ต่อสิ่งเย้ายวนในทางเสื่อม
           ทำให้เกิดการขยายบทบาทหน้าที่และขอบเขตให้โรงพยาบาลที่มีขอบเขตของโรงพยาบาลเป็นขอบเขตของอำเภอ  งบประมาณทั้งอำเภอคืองบประมาณของโรงพยาบาลที่ใช้สำหรับสร้างสุขภาพหรือคุณภาพชีวิต ทำให้โรงพยาบาลเป็นศูนย์สาธิตการสร้างสุขภาพ(Healthy Complex) เป็นหนึ่งเดียวกับชุมชนและเป็นโรงพยาบาลใกล้บ้านใกล้ใจหรือ To be the hospital of choice อย่างแท้จริง