จิตรกรรมฝาผนังชั้นสูง

ผมเขียนไปร้องไห้ไป ร้องไห้ไม่สนใจใครเลย ทั้งที่พล็อตไม่ใช่เรื่องเศร้า ช่วงเช้า 13 ตุลาคม 2559 ผมอยู่หมอชิต กรุงเทพฯ ครูให้ไปหาผัสสะ เพื่อฝึกเขียนเรื่องเล่า กลับมาช่วงบ่ายๆ นั่งเขียนจวนเสร็จ ประมาณ 1 ทุ่ม ข่าวพ่อหลวงเสด็จสวรรคต ทำให้เขียนตอนจบไม่ได้ กลางคืนนั่งดูบรรยากาศเหงาๆ ของกรุงเทพฯ บนโรงแรมชั้น 14 ท้องฟ้าร้องไห้ไปกับผม ดูทีวีที่ถ่ายทอดเรื่องราวของพระองค์ ร้องไห้จนไม่รู้ว่า หลับตอนไหน ตอนเช้าวันรุ่ง ชีวิตเหมือนฝันที่แสนเปราะบาง ต้องส่งเรื่องให้ครูก่อนเที่ยง ห้าโมงเช้าบังคับมือให้พิมพ์จนเสร็จแบบงั้นๆ ครูบอกว่า อ่านให้ฟังเสียงดังๆ เพราะจะรู้ตัวว่า ผิดพลาดตรงไหน ผมอ่านตะกุกตะกักสะอึกสะอื้น ครูแอบร้องไห้ไปกับผม ทั้งที่ไม่ได้เป็นเรื่องเล่าที่แสนเศร้าเลย


เสียงประตูสวรรค์เปิดแง้มออกมา พร้อมกับร่างชายร่างท้วมวัยกลางคน หน้าตาเขาเป็นอย่างไรผมไม่ทันมองด้วยซ้ำเพราะรีบร้อนที่เข้าไปห้องเล็กๆ นั้นแทนที่เขา ผมเอื้อมมือล็อคประตู และค่อยๆ หย่อนหล่นก้นที่เปลือยเปล่าบนฝารองชักโครกกับครามเหนอะหนะชื่นใหม่ๆ กลิ่นจางๆ จากการปลดทุกข์ของเขา ผุดพร้อมกับกลิ่นตลบอบอวนที่เกิดขึ้นใหม่ของผมคลุ้มโขมงในห้องส้วมของสถานีขนส่งหมอชิต

ผมโล่งเบาสบายขึ้นหลังจากทรมานกับการรอคอยจากชายคนนั้น เขาไม่รู้เลยหรือว่าปล่อยให้ผมขนลุกซู่ทุกเส้น เหงื่อที่โซมเต็มหน้าผาก ริมปีปากประกบแน่นราวเอาปูนซีเมนต์มาปิดไว้ อาการบิดขาไขว้กันเหมือนขนมปังเกลียวแน่นๆ พร้อมกับสองมือที่กดแน่นลงที่ก้น เขาคงไม่ได้อ่านศิลปะศิลเปราะที่บรรดาเหล่าศิลปิน บรรจงเขียนถ้อยคำอันดึงดูดและสูงส่งแทบไม่มีตัวจับตรงหน้า ถ้าแหงนมองประตูจะมีประโยคหนึ่งโดดเด่นขึ้น “อย่านั่งนานสงสารคนอื่นที่รอบ้าง เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง ไรบ้าง” หรือไม่อย่างนั้น เขาคงมัวประทับใจการบริการ เพราะเมื่อผมมาหมอชิตครั้งสุดท้ายปีที่แล้ว ค่าบริการครั้งละ 3 บาท แต่ตอนนี้ฟรี

ผมแตะกดปุ่มชักโครกเพื่อเป็นก๊อกแรกก่อน ที่จะปลดทุกข์ก๊อกที่ 2 ทันใดนั้น ได้ยินเสียงแม่บ้านทำความสะอาดตะโกนเสียงดังผ่านประตูเข้าสองรูหู “กดแรงๆ เลย ไม่ลงนะคะ” ผมเห็นความเป็นมืออาชีพและผ่านประสบการณ์จากถ้อยคำที่ใส่ใจนั้น พร้อมกับเสียงผ้าถูกับพื้นกระทบกันเป็นจังหวะ เสียงรองเท้าบู้ทเดินไปเดินมา ผมโล่งสบายและหอมน้ำยาทำความสะอาด

ถังขยะโลหะแวววาวถูกตั้งบริเวณซ้ายมือผม ไม่มีถุงอะไรรองรับ ภายในนั้นบรรจุด้วยขวดน้ำเปล่า ถุงพลาสติก และกระดาษทิชชูใช้แล้วสีขาวผ่องของมันถึงมีเนื้อที่มากมาย แต่คราบสีเหลืองฉ่ำเข้มและเจือจาง เหมือนเหรียญ 10 บาท จำนวน 4-5 เหรียญ ที่เรียงรายกัน รู้สึกสะอิดสะเอือนขยะแขยงยิ่ง และเมื่อมองลงร่องระบายน้ำใต้ถังขยะ เห็นความสกปรกที่เต็มไปด้วยคราบขี้ไคลสีดำปื้นจับเต็ม พร้อมกับเศษปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และไอ้ชิ้นส่วนสาหร่ายดำ แค่คิดว่า มันเป็นอนุสรณ์จากชายคนนั้นทิ้งไว้ต่างหน้า ภายในท้องของผมเริ่มปั่นป่วนหนักหน่วง แทนที่มันจะปลดปล่อยลงที่ต่ำสุดกลับกลายทะลักขึ้นสู่หน้าอก ลูกกระเดียก อาเจียนที่ขมคอเกือบหวิดพุ่งออกจากปาก

แต่ผมขอบคุณชายคนนั้น ที่ทิ้งทิชชูไว้เกือบเต็มม้วนไว้ ผมเริ่มฉีกมันเพื่อปิดสีเหลืองเจิดจ้าพุ่งเด่น ค่อยยังชั่วขึ้น เมื่อผมไม่มองพื้นล่างอีก จึงได้อ่านถ้อยคำปลดทุกข์ทางกายและอารมณ์ ผมออกแรงเบ่งครั้งที่ 2 พร้อมอ่านเจอประโยค “ถ้าแน่จริง มึงอย่าเบ่ง” อารมณ์ดีขึ้นฉับพลัน และไล่อ่านอย่างจดจ่อเหมือนช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย

“กูไม่อยากเขียนหรอกกลัวสกปรก แต่จำเป็นต้องเขียนกลัวพวกมึงไม่รู้” “ห้องน้ำเขาทำมาให้พวกมึงขี้ แล้วพวกมึงขีดเขียน เหี้ย ไรว่ะ” “มึงก็เหี้ยมึงเขียน” ลายมืออีกคนเขียนด้วยปากกาต่างสี ลากลูกศรไปหาประโยคข้างบน ผมเริ่มเห็นภาพตัวเหี้ย ตัวเงิน ตัวทอง ยั้วเยี้ยเลื้อยคลานทั่วห้อง

“แล้วมึงเขียนหาพ่อมึงรือ ไอ้สัด” “พ่อแม่มึงเอาควยเลี้ยงรือชาติหมา” “ควาย-สลิม” “อ่านหาพ่อมึงเหรอควย! “อ้าวเฮ้ย ! ผมเริ่มจินตนาการเห็นสวนสัตว์ที่เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์มากมายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ นี้

เมื่อเที่ยวชมสวนสัตว์แล้ว ผมได้เดินทางมาถึงศาลาคนเศร้า บทรำพึงรำพัน และการร้องทุกข์ “ใครเก๋ามาเจอกู” “ขยันประหยัด มีคุณธรรม อดทน อยากมีเพื่อนดี เบอร์ 08X-XXXXXXX” “เสียวสุดลำ ใครสนใจ อยากลอง โทรมานะ แตกคาปาก” “เกย์น้อยซอยยิกยิก” “ใครต้องการยกเมียให้เพื่อนบ้างกำลังนั่งสมาธิกรรมฐาน โปรดพิจารณายกให้ ดร.อินทร์ ทำลายตบะ ดร.หน่อย” “กทม.-โขงเจียม Facebook น.ส.จงกล ขโมยทรัพย์สินปล้นผู้โดยสาร ถ้าผมไม่โดนคงไม่มาเขียนหรอก” อีกหลายประโยคที่เต็มไปด้วยคำหยาบราย อิโรติก และโรคจิต พร้อมกับรูปสัญลักษณ์ที่ไม่สามารถนำมาอธิบายได้

เสียงครากเสมหะ เสียงฉีดน้ำ เสียงชักโครก เสียงเปิดประตูเข้า-ออกดังกึกก้อง ทำให้ผมชะงักชั่วครู่ ใจเต้นแรงฮึกโหมขึ้น เมื่ออ่านประโยคเด็ดที่เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง “บ้านเมืองทั้งเหี้ยทั้งเลว” และถ้อยคำด่าทอรัฐบาล ความไม่ยุติธรรมของสังคม การเข้าใจสัจธรรมของชีวิตและนิพพาน ผมเห็นร่องรอยการลบของจิตรกรรมฝาผนังเหล่านั้น วินาทีนั้นรู้สึกสงสารแม่บ้านทำความสะอาดจับใจ

ผมรู้สึกสะดุดลงอีกครั้ง กับเสียงถูพื้นของแม่บ้านทำความสะอาดพูดกับชายคนหนึ่ง

“พี่เริ่มจะสบายแล้วนะ” แม่บ้านเล่าไปเรื่อยๆ ด้วยน้ำเสียงภูมิใจ ราวกับมีดอกกุหลาบสีแดงเต็มห้อง ผมจับประเด็นได้ว่า ลูกคนสาวโตจะจบปริญญาโท ลูกชายคนเล็กจะจบปริญญาตรี ตอนนี้อายุเกือบ 60 ปี ทำงานที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ลูกๆ เรียนชั้นอยู่อนุบาล อาศัยอยู่บ้านเช่าตั้งแต่เดือนละ 3,000 ปัจจุบัน 6,000 บาทแล้ว ลูกคนโตเรียนจบ จะไปทำงานที่บ้านเกิดจังหวัดมหาสารคาม แม่บ้านจะกลับไปอยู่บ้านกับลูกปล่อยให้สามีอยู่กรุงเทพฯ ต่อ เพราะเงินเดือนสูง เก่งภาษาอังกฤษ แม่บ้านป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง จึงได้ทำงานกะเช้าเริ่ม 6.00-14.00 น. แต่ก่อนอยู่สลับ 3 กะ กะเช้าถึงดูปลอดภัย แต่งานหนักที่สุด เพราะเวลาตีสามถึงรุ่งเช้า เป็นช่วงที่ต่อจากกะดึก ผู้โดยสารและผู้คนภายในหมอชิตมีจำนวนมากมายและพลุกพล่าน

“ผมยังลำบากอีกนาน” เสียงคำพูดที่ทุ้มก้องหูของชายที่สนทนากับแม่บ้าน

“ลำบากอะไรเป็นถึงข้าราชการวิสาหกิจ ตำแหน่งหัวหน้าชานชาลา อายุยังไม่ถึง 50 เงินเดือนสี่หมื่นกว่า ๆ เท่าๆ แฟนพี่”

“ผมต้องไปกลับสระบุรี ทุกวันนะพี่ แต่ดีที่ได้ขึ้นรถฟรี” ชายคนนั้นบรรยายถึงชีวิตและการบริการที่ต้องใจเย็น หน้าที่ช่วยแนะนำผู้โดยสาร ดูแลความสะดวกช่องตั๋ว มุ่งมั่นทำงานตามพันธกิจและค่านิยมของหน่วยงาน คือ ลูกค้าสำคัญ มุ่งมั่นพัฒนา รักษาคุณภาพ ทำงาน 4 วัน พัก 2 วัน มี 2 กะ ถ้าวันนี้เป็นกะเช้า ทำงานตี 5 ถึง บ่าย 2 ต้องตื่นตี 2 มาทำงาน แต่ถ้ากะบ่าย ทำงานบ่าย 2 ถึง 4 ทุ่ม ต้องวางแผนและผิดชอบชีวิตตนเองและครอบครัว

“พี่ได้อ่าน line ต้องคอยบอกแฟน บอกลูกๆ ให้ระวัง เพราะช่วงนี้บ้านเราไม่ปกติ และอ่อนไหวอันตราย” เสียงที่แฝงไปด้วยความอบอุ่นและห่วงใยที่เจือลงในนั้น

เมื่อเสียงของทั้งคู่เดินคล้อยออกไปจากห้อง ผมรู้สึกประทับใจกับแม่บ้านที่เป็นภรรยาที่ดี เป็นแม่ที่ดูแลลูกๆ จนประสบความสำเร็จ มีความตั้งใจและรักงานที่ทำ ซึ่งเป็นงานที่ช่วยกอบกู้ความทุกข์ และความสุขที่ได้ปลดปล่อย ในห้วงผัสสะของผมรับรู้ถึงฝีก้าวและฝีมือ พร้อมกลิ่นหอมสะอาดอย่างไม่หยุดหย่อน เมื่อมีคนเข้า-ออกห้องสุขา

อดคิดไม่ได้ว่ามนุษย์ทุกคนคงมีคนที่ตัดใจลืมไม่ลง ผมจึงต้องการตอบแทนความรู้สึกที่งดงามของแม่บ้านมอบไว้ให้ในใจของผม เป็นความรู้สึกใหม่ที่จู่โจมเข้ามาจนตื้นตันแน่นหน้าอกไปหมด ผมเลยเกิดความคิดห่ามๆ ขึ้นมา ด้วยการเปิดเป้ของผมที่เตรียมตัวเดินทางกลับไปหาแม่ที่จังหวัดชัยภูมิ นานแล้วที่ผมไม่ได้ไปหา ผมหยิบขวดแอลกอฮอล์ขนาดเหมาะมือ เพราะชอบพกติดตัว อย่างน้อยเป็นการป้องกันเชื้อโรคและรักสะอาด นำมาราดบนกระดาษทิชชูที่พับหนาหลายชั้น เทลงหมดขวดและเช็ดข้อความ ประโยค และรูปภาพที่อุบาทว์ให้ลบเลือนมากที่สุด

ผมหยิบปากกาเมจิกสีน้ำเงิน เขียนข้อความสั้นๆ ว่า “ขอบคุณแม่บ้านด้วยหัวใจ และขอให้เมืองไทยพ้นความอันตราย” พร้อมวาดรูป “โปเกมอน” ตัวขนาดฝ่ามือเด็กแรกเกิด ความหมายแทนสวนสัตว์ได้ เพราะมีมากกว่า 700 สายพันธุ์

ภารกิจทั้งหมดของผมเสร็จสิ้น ใกล้เวลาจะต้องเตรียมขึ้นรถโดยสารปรับอากาศ โชคดีที่ผมไม่ได้ทำบาปเพราะไม่มีใครมารอคิวต่อจากผม ผมเดินออกจากห้องสุขา ถึงแม้เป็นเวลาชั่วขณะ ผมจดจำใบหน้ารูปลักษณ์ของแม่บ้านที่เดินสวนกันได้ทุกอณู ผมยิ้มให้แม่บ้านและแม่บ้านยิ้มตอบ ทำให้ผมรู้สึกเสียใจกับการกระทำของตนเอง แต่ก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ เวลายังคงทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ผมมองแผ่นหลังของแม่บ้านทำความสะอาดที่รีบเร่งร้อนรนเพื่อทำความสะอาดห้องที่ผมออกมา ภาพการเคลื่อนไหวของเราสองคนที่เคลื่อนห่างออกไปทีละก้าว ก่อนผมจะถอนหายใจยาวเบาๆ

แม้ขณะเวลาบริกรสาวเสียงหวานไพเราะดังขึ้น “ผู้โดยสารรับน้ำดื่มและขนมด้วยค่ะ” ผมยื่นมือออกไปรับอัตโนมัติ แต่ยังหลับตาและภาวนาอยู่ทุกขณะจิตว่า คงไม่มีศิลปินเอกคนไหน นำไอ้ชิ้นส่วนสาหร่ายดำ หรือทิชชูเหลืองอ่อยนั้น มาสร้างสรรค์แต่งแต้มโปเกมอนของผม ให้แม่บ้านแสนดีและงดงามผู้นั้นยุ่งยากและวุ่นวายลำบากในการขัดถูจิตรกรรมฝาผนังชั้นสูงอีกเลย สาธุ!

############

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า...รอยเท้า...ทางเดิน...เหินฟ้า



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

อ่านแล้วเห้นภาพชัดมากเลยครับคุณหมอ

ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

เล่านเรื่องได้ดีมากๆ ค่ะ ชื่นชม

คิดถึงน้องและครอบครัว เสมอๆ ค่ะ


เป็นกำลังใจ ให้กันและกัน ค่ะ

Image result for รูป เสียใจได้แต่อย่าละเลย หน้าที่

เขียนเมื่อ 

จิตร กรรม.จริง. แท้คือ. กิน ขี้ ซี่ นอน. . เลย เนอะ... คุณทิมดาบ. 5555...

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันนะจ๊

(ฮา) ขำตัวเอง คนอ่านนะคะ ไม่ใช่คนเขียน .. ช่วงนี้สับสน ไม่มีสมาธิเลย กว่าจะอ่านจบ ต้องอ่านซ้ำในแต่ละย่อหน้า อ่านกลับไปกลับมาหลายครั้ง .. ใครเป็นแบบนี้บ้าง