เวทมนตร์...บนเกาะไต้หวัน

เรื่องเล่าระหว่างทำงานของผม เมื่อปลายปี 2558 ผมเห็นเรื่องราวอื่นๆ นอกเหนือมิติสุขภาพ....

“ชาติ” (นามสมมติ)

อายุ 40 ปี

แรงงานชาย


“ผมรู้ว่าผมจะเดินทางไปที่ไหน ผมนั่งรถบ้าง เดินไปบ้าง ไปเรื่อย ๆ มองไปทางไหนเห็นแต่เจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่มาก ๆ ท่านยิ้มบนท้องฟ้าให้ผมทุกเส้นทาง รู้สึกมีความสุข ได้เห็นเสียงพ่อจากชาติที่แล้ว เรียกให้ผมไปหา ได้ยินเสียงคนนั้นคนนี้ ที่มีปัญหาเรื่องครอบครัว การเงิน และเรื่องต่าง ๆ มาปรึกษากับผม อยู่ไกลกันมาก เช่น ในไตหวัน เมืองไทย แม้แต่น้องชายที่ทำงานเกาหลี ก็ได้พูดคุยกัน เหมือนมีสัมผัสวิเศษที่เกิดขึ้นกับตัวผม ผมรู้สึกดีมาก ๆ มีความสุข ที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น ๆ”

นับเป็นการเปิดฉากการเล่าเรื่องงานของชีวิตแรงงานต่างแดนคนหนึ่งที่แสนตื่นเต้น ปนด้วยความสงสาร และความงงงวย จนยากจะอธิบายได้หมดจากใจที่ต้องการสื่อสาร “ชาติ” ชายหนุ่มที่ไปทำงานไต้หวันมาแล้ว 2 ครั้ง หรือภาษาของชาติคือ 2 แท็คๆ ( tract หรือสัญญาครั้งละ 3 ปี) และครั้งนี้ชาติได้เดินทางไปทำงานอีกครั้งแต่ยังไม่ครบ 2 ปีเลย ชาติขอเอเยนต์ และนายจ้างกลับมาเมืองไทยกลับบ้านก่อน เพราะคิดถึงบ้านกะทันหัน โดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งชาติเอง รู้สึกกระวนกระวายในใจว่า ที่บ้านจะมีเรื่องเดือดร้อนเรื่องไม่ดีขึ้นเกิดที่บ้าน เห็นภาพอนาคตว่า ที่บ้านจะเกิดไฟไหม้ และแม่ไม่จะล้มป่วยลงในไม่ช้านี้

“ออย” สาวชาวกาฬสินธุ์ภรรยาของชาติ เล่าถึงชีวิตของชาติและตนเองที่ได้พบกันและได้ตกลงใช้ชีวิตร่วมกันเป็นครอบครัว โดยครั้งแรกที่ชาติไปทำงานที่ไต้หวัน เมื่อปี 2544-2546 ครั้งที่สองของชาติ แต่เป็นการเดินทางมาครั้งแรกของออย เมื่อปี 2547-2549 ทั้งคู่พบกันที่ไทจง ทำงานที่โรงงานทอผ้าแห่งหนึ่ง และได้อยู่กินฉันสามีภรรยาที่นั้น เมื่อเดินทางกลับมาถึงเมืองไทย ออยเลือกมาอยู่ที่บ้านชาติ ชาติทำนา และทำไร่อ้อยซึ่งเป็นของตนเอง ส่วนออย เปิดกิจการเย็บผ้าโหล ขนาดย่อม ๆ มีลูกน้อง 5 คน และเมื่อชาติว่างจากการเกษตรก็มาช่วยงานผ้าด้วย เพราะเป็นงานที่ทั้งคู่คุ้นเคย และถนัดมีฝีมืออยู่แล้ว

ทั้งคู่สร้างฐานะให้ครอบครัวเป็นตัวอย่างของครอบครัวยุคใหม่ มีบ้าน ที่ดินทำกิน และรถยนต์เป็นของตนเอง ไม่มีหนี้สิน และมีลูกชายที่น่ารัก ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 5 ขวบ ครอบครัวอบอุ่นของทั้งคู่อบอุ่น และรายล้อมด้วยญาติ ๆ และครอบครัวมากมายของชาติ ซึ่งมียายสูงอายุ 90 กว่าปีเดินไปไหนไม่ได้ แม่ของชาติที่ป่วยด้วยโรคกระเพาะปัสสาวะพิการ พ่อที่สูงอายุป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงแต่สามารถไปนาไปไร่ได้ และลุงที่เป็นผู้ป่วยจิตเวช และมีน้องชายอีกสองคน คนหนึ่งไปทำงานที่เกาหลีใต้ อีกคนทำงานที่กรุงเทพฯ น้องทั้งสองคนก็มีภรรยาเป็นฝั่งเป็นฝากันหมดแล้ว

ชาติเป็นลูกคนเดียวที่อยู่บ้านกับพ่อแม่ ที่ดินของพ่อแม่ส่วนใหญ่ก็ยกให้ชาติ ชาติจึงเป็นเหมือนหัวเรือใหญ่ที่ต้องดูแลครอบครัวใหม่ของตนเอง และครอบครัวเดิม ถึงแม้ภาระมากมายแต่ชาติและออย ก็ภูมิใจที่ทั้งคู่สามารถดูแลครอบครัวทั้งสองฝั่งได้

กิจการเย็บผ้าโหลของครอบครัวเป็นไปด้วยดี แต่ด้วยทั้งคู่ต้องการเงินอีกก้อนหนึ่ง เพื่อขยายจักรเย็บผ้าเพิ่มขึ้น ทำให้ตัดสินใจไปไต้หวันอีกครั้ง เรื่องลูกชายหมดห่วงได้ เพราะครอบครัวของชาติมีมากมาย สามารถดูแลลูกชายได้ ดังนั้น จึงนับเป็นครั้งที่ 3 ของชาติ และครั้งที่ 2 ของออย ทั้งคู่เดินเรื่องผ่านงานจากกรมแรงงานจังหวัดที่ถูกต้อง เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด คนละ 60,000 บาท แต่การไปทำงานครั้งนี้ ชาติอยากเปลี่ยนไปทำงานโรงงานทองเหลือง ที่เป็นส่วนหนึ่งของการทำกุญแจ และลูกบิดประตูบ้าน จึงต้องทำงานที่เดิม คือ “ไทจง” ส่วนออย อยากทำงานผ้าตามที่ตนเองถนัด แต่เอเยนต์คนที่สนิทคุ้นเคยได้ย้ายไปทำงานอีกเมืองหนึ่ง จึงเลือกไปทำงานโรงงานทอผ้าตามเอเยนต์ ที่เมืองหลวง หรือ “ไทเป”

ออย ไม่รู้สึกหนักใจเลย ที่ต้องไปทำงานคนละเมืองจากสามี เพราะตั้งแต่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมา ชาติไม่เคยมีปัญหาเรื่องชู้สาวเลย มีเพียงเรื่องเหล้าอย่างเดียวที่เป็นห่วง ซึ่งตนเองมองว่า ชาติจะติดเหล้า เพราะเมื่อไม่ได้ดื่มจะเห็นมือสั่น และเพราะชาติจะดื่มเหล้าทุกในวัน ดื่มทั้งคนเดียวบ้าง หรือมีเพื่อนก็ดื่มกันเป็นกลุ่ม แต่ปัญหานี้หมดห่วง เพราะก่อนเดินทางไปไต้หวัน 1 เดือน ครอบครัวของชาติพาไปเลิกเหล้า โดยการสาบานและดื่มสมุนไพรกับหลวงพ่อที่เชี่ยวชาญด้านการเลิกเหล้าที่ตำบลข้างเคียง

เมื่อปลายปี 2556 ออยและชาติได้ไปทำงานที่ไต้หวันอีกครั้ง ชาติทำงานโรงงานทองเหลือง เงินเดือน 15,800 บาท ทำงานตั้งแต่ 8.00 – 17.00 น. หยุดวันวันเสาร์ ชาติทำงานล่วงเวลาเกือบทุกวัน เมื่อรวมรายได้ในแต่ละเดือนแล้ว ชาติได้เงินเดือน ๆ ละเกือบ 40,000 บาท แบ่งให้ทางบ้าน และที่เหลือก็เก็บไว้ทำทุนต่อยอดกิจการตามที่วางแผนไว้ ส่วนออย ทำงานโรงงานเย็บบ้าน เงินเดือนและโอที รวมแล้วก็ใกล้เคียงกับชาติ ทำให้ทั้งคู่เห็นอนาคตของตนเองและครอบครัวอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเลย

ช่วงวันอาทิตย์สิ้นเดือน ชาติจะเดินทางไปหาออยที่ไทเป ชาติเล่าว่า “ไทจงห่างจากไทเปประมาณบ้านเราไปโคราช หรือ 200 กิโลเมตร ผมก็นั่งรถปรับอากาศเหมือนบ้านเรา ผมก็พูดภาษาของเขาได้บ้าง ดูป้ายต่าง ๆ ได้บ้าง อยู่มาหลายปีแล้ว เดินทางไปไหนได้ สั่งอาหารกินได้”

เวลาของทั้งคู่ผ่านไปเรื่อย ๆ การติดต่อผ่านทางโทรศัพท์มือถือติดต่อหากันทุกวัน และยังติดต่อหาลูก และพ่อแม่ทางบ้านของแต่ละคน การพบปะเจอหากันทุก ๆ เดือน ก็ยังดำเนินไปตามปกติ ออยเริ่มสังเกตถึงความผิดปกติที่ก่อตัวขึ้นกับชาติ ในช่วงระยะเวลา 3 เดือนหลังจากที่ชาติจะตัดสินใจทิ้งงานและกลับมาบ้านกะทันหัน ชาติขาดการติดต่อหาออยในทุก ๆ วัน จะติดต่อหาเพียงสัปดาห์ละครั้งสองครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ออย จะเป็นฝ่ายติดต่อกลับไปหาก่อน และการเจอหน้ากันในทุก ๆ เดือน ชาติจะไม่มาหาออยเลย โดยให้เหตุผลว่า ยุ่ง ๆ กับงาน ซึ่งตอนนั้นออย ก็ไม่เฉลียวใจเลย คิดว่าชาติคงงานยุ่งจริง ๆ และเชื่อใจว่า คงไม่มีอะไรร้าย ๆ เกิดขึ้น การพูดคุยกัน ชาติพูดคุยปกติ ไม่มีอะไรสร้างความหนักใจให้กับออยเลย

สิ้นเดือนที่ 3 ที่ชาติไม่มาหาเจอออยเลย ทำให้ออยรู้สึกห่วงสามีว่าเกิดอะไรขึ้น? จนกระทั่งเวลาผ่านมาอีก 3 วัน เอเยนต์ของโรงงานที่ชาติทำงานอยู่ ติดต่อมาหาออยว่า ชาติไม่มาทำงานแล้ว 5 วัน ไปตามที่หอพัก เพื่อน ๆ ที่หอพักก็นึกว่า ชาติลางานเพื่อไปหาออยที่ไทเป ในช่วงนั้นเอง ออยก็ไม่ได้ติดต่อจากชาติเช่นกัน ออยพยายามติดต่อหาชาติ ทั้งโทรศัพท์มือถือ และเฟสบุ๊คที่ชาติชอบเล่น ติดต่อถามข่าวจากที่บ้าน ญาติ ๆ เพื่อน ๆ แต่ไม่มีใครเลยที่ทราบถึงความเคลื่อนไหวของชาติ ออยรู้สึกใจคอไม่ดี จึงขอลางานลงมาหาชาติที่ไทจง

เมื่อออยถึงหอพักที่ชาติพักอาศัยอยู่นั้น ออยและเอเยนต์จึงขอความช่วยเหลือจากตำรวจให้ติดตามด้วยอีกแรง เพราะถ้าชาติหนีโรงงานนาน ๆ หรือหลบหนีด้วยแล้ว จะเสียประวัติการทำงาน และต้องโทษคดีถึงการได้จองจำด้วย (ข้อมูลเพิ่มเติมจากสำนักงานแรงงาน : หากท่านขาดงานต่อเนื่องกัน 3 วัน โดยไม่ติดต่อแจ้งสาเหตุให้ทราบ และนายจ้างก็ติดต่อกับท่านไม่ได้ นายจ้างสามารถไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ว่าท่านหลบหนี ซึ่งจะมีผลทำให้ท่านมีสถานะเป็นผู้อยู่ในไต้หวันอย่างผิดกฎหมาย และมีความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมายคนเข้าเมืองไต้หวัน (1) หลบหนีไปเป็นเวลา 1 – 10 วันถูกปรับเป็นเงิน 1,000 เหรียญไต้หวัน(2) หลบหนีไปเป็นเวลา 11 – 30 วัน ถูกปรับเป็นเงิน 3,000 เหรียญไต้หวัน (3) หลบหนีไปเป็นเวลา 31 วันขึ้นไป ถูกปรับเป็นเงิน 5,000 เหรียญไต้หวัน (4) หลบหนีไปเป็นเวลา 90 วันขึ้นไปถูกปรับเป็นเงิน 10,000 เหรียญไต้หวัน กรณีไม่มีเงินเสียค่าปรับ ต้องถูกจำคุกแทนค่าปรับเท่าจำนวนเงินที่ต้องถูกปรับหรือถูกทำงานชดใช้แล้วแต่กรณี)

ออยได้สอบถามข้อมูลจากเพื่อน ๆ ในหอพักของชาติว่า พักหลัง ๆ ชาติไม่ค่อยกลับมานอนหอพักเลย เพื่อนรู้ว่า ชาติติดการพนันหรือเล่นไฮโลจึงสว่าง จึงกลับมาหอพัก แล้วก็ออกไปโรงงาน แม่บ้านหอพักก็สังเกตว่า ชาติไม่ค่อยมากินข้าวตอนเช้า และตอนเย็นเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ ถ้าวันไหนมากิน จะมองอาหารอยู่นานมาก และถ้าน้ำจากแก้วจะไม่กินเลย จะดื่มน้ำเฉพาะที่ตนเองนำมาดื่มเอง รวมถึงการพูดคุยก็เปลี่ยนไป ไม่พูดคุยกับแม่บ้านและเพื่อน ๆ จะชอบพูดพึมพำคนเดียว ตอนแรก ๆ นึกว่าคุยโทรศัพท์มือถือผ่านหูฟัง

ออยอยู่ไทจงได้ 2 วัน ก็ได้รับความคืบหน้าจากตำรวจว่า พบชาติแล้ว อยู่ในเมืองหนึ่งเกือบใต้สุดของไตหวัน ตำรวจให้ชาติรออยู่สถานีตำรวจ บอกให้ออยรีบไปรับ ออยจึงเดินทางไปหาชาติ พบว่า เงินติดตัวชาติได้หมดลง และโทรศัพท์มือถือก็หมดแบตตารี่ ตำรวจเล่าว่า เจอชาติกำลังเดินในเมือง เหมือนคนหมดแรง และได้รับการประสานงานให้ติดตามคนหาย ถามในตอนแรก ชาติบอกว่า เป็นลูกนายธนาคารในเมืองไทย อยากเดินทางท่องเที่ยวทั่วเกาะไต้หวัน แต่ตำรวจขอดูบัตรประจำตัว พบว่า ชาติเป็นแรงงานไทย ตำรวจสังเกตเห็นว่า ชาติเหม่อเป็น พัก ๆ พูดคุยโต้ตอบกับคนอื่น ๆ ได้เป็นเรื่องเป็นราวเหมือนแสดงละคร บอกว่า กำลังช่วยเหลือและให้คำแนะนำกับคนทุกข์ยากที่ติดต่อให้ตนเองช่วยเหลือ และบอกว่า เห็นเจ้าแม่กวนอิม และเห้งเจีย ลอยไปลอยมาวนเวียนตัวชาติ ตำรวจเลยหลอกล่อให้มาพักผ่อนก่อน และให้มาช่วยเหลือผู้คนที่สถานีตำรวจ

ออยจึงนำชาติกลับมาหอพักของชาติ แต่ชาติไม่ยอมเข้าหอพัก เพราะชาติบอกว่า บนเตียงสองชั้น ที่ชาตินอนชั้นล่าง แต่ชั้นบนของชาติมีคนตายมาก่อน และในห้องมีเตียงสองชั้น 2 เตียง รวมในห้อง 4 คนนั้น ตอนชาตินอน ตื่นขึ้นมาจะเห็นเพียงตนเอง และคนตายลำพังสองคน มองไม่เห็นเพื่อน ๆ เลย และเมื่อไม่นาน ชาติก็พบว่า ตนเองมีความพิเศษเกิดขึ้นในตัวเอง คือ สามารถเห็นภาพต่าง ๆ ที่คนอื่นไม่เห็น เช่น พญานาค ผีต่าง ๆ เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าที่จะเกิดขึ้นได้ และสามารถติดต่อมีสัมผัสพิเศษทางหู ติดต่อได้ทั้งคนที่มีชีวิตอยู่ และคนที่ตายไปแล้ว ซึ่งชาติได้ติดต่อหาน้องชายที่เกาหลีด้วยความสามารถพิเศษของตนเองโดยไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งออยต้องการพิสูจน์จึงติดต่อหาน้องชายชาติ แต่น้องชายชาติยืนยันว่า ไม่มีการติดต่อ และบอกว่าพี่ชายตนเองน่าจะป่วยทางจิตแล้ว และสอบถามแม่บ้านหอพักก็ยืนยันอีกว่า หอพักแห่งนี้ยังไม่มีคนเสียชีวิตเลย

ออยขอดูเงินที่เหลือของชาติ เช่น เงินสด สมุดธนาคาร บัญชีเงินเดือน พบว่า ชาติไม่มีเงินเหลือเลย และในบัญชีเงินเดือน ยังเป็นหนี้เงินกู้ของธนาคารที่นั้น หรือ TWS อยู่ 50,000 ปี ออยสอบถามชาติ และเพื่อน ๆ จนได้ข้อสรุปว่า ชาติเล่นไฮโลจนหมดตัว และยังเป็นหนี้สิน เล่นการพนันจนห่ามรุ่งห่ามค่ำ ยันสว่าง กินน้ำหมักวันละ 4-5 ซึ่งชาติบอกว่า ตนเองไม่เครียดแต่เบลอน้ำหมัก เพราะคิดได้ว่า ในน้ำหมักมีส่วนผสมของเหล้า ซึ่งก่อนมาตนเองไปสาบานเลิกเหล้ามา ทำให้ตัวเองเสียการพนันเพราะตนเองผิดคำสาบาน

ออยพยายามปลอบใจสามีว่า เสียเงินเท่านี้ ไม่ต้องคิดมากหรอก ต่อไปไม่ต้องเล่นการพนันอีก เงินที่หมดไปหาใหม่ได้ ออยชั่งใจแล้วพบว่า ชาติควรจะกลับมารักษาตัวที่บ้านก่อน เพราะรู้สึกความผิดปกติเกิดขึ้นกับสามี การเห็นผี การพูดคุยคนเดียว การพูดคุยกับคนอื่น ๆ ที่ไม่มีตัวตน การหวาดระแวงคนอื่นมาทำร้าย และการเลือกกินอาหารและน้ำ ต้องให้ออยกินก่อน เพราะกลัวถูกวางยา และชาติก็เห็นด้วย ที่จะกลับบ้าน เพราะชาติเห็นว่า ไม่นานบ้านตนเองจะถูกไฟไหม้ และแม่ไม่จะล้มป่วยไม่สบาย

ออยเดินทางขอเลิกงานของชาติที่เหลืออยู่ปีกว่า ๆ เพราะคิดว่า ไม่ควรให้ชาติทำงานต่อไปแล้ว และออยตัดสินใจลางานตนเองครบตามจำนวนวันที่ลาได้ คือ 15 วัน ซึ่งตนเองเหลือเพียง 8 วัน จ่ายเงินค่าเครื่องบิน จำนวน 15,000 บาทด้วยตนเอง เพื่อนำชาติกลับบ้าน

เมื่อเดินทางกลับมาถึงบ้าน ญาติ ๆ ของชาติ พาชาติไปถอนคำสาบานเลิกเหล้าที่วัด แต่กว่าจะทำพิธีกรรมนี้ได้ใช้เวลานานมาก เพราะชาติเป็นคนขับรถยนต์ และมีญาติ ๆ นั่งท้ายกระบะ ชาติขับรถไปเรื่อย ๆ เลยผ่านวัด เพราะคิดว่า เรื่องของตนเองมีความสำคัญน้อยกว่าการช่วยเหลือคนอื่น ๆ ที่ชาติได้ยินและให้คำแนะนำ ซึ่งญาติ ๆ ความตกใจ หวาดหลัว และความห่วงใยกับการเปลี่ยนแปลงของชาติ พาไปทำบุญที่วัด อาบน้ำมนต์ พระท่านบอกว่า “ผีไม่มีหรอก ให้พาไปหาหมอ”

ออยพาชาติไปโรงพยาบาลในอำเภอ โดยได้รับความช่วยเหลือจากหมออนามัยใกล้บ้าน โชคดีในความโชคร้าย ชาติมีความดันโลหิตสูงถึงเกือบ 200 แพทย์จึงหว่านล้อมให้นอนโรงพยาบาลด้วยการฉีดยานอนหลับ และต้องการรักษาอาการทางจิต เพราะถ้าอยู่บ้าน ชาติจะชอบขับรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ ออกจากบ้านไปนั่งพักผ่อนและดื่มเหล้าสี เหล้าขาว ครั้งละครึ่งขวด ที่หนองปังในตัวอำเภอ เพราะที่บ้านมีเสียงวุ่ยวาย ทำให้ตัวเองไม่ได้ยิน “เสียงความดี” ที่ผู้คนต้องการให้ชาติช่วยเหลือ

เหตุการณ์ผ่านถึงสัปดาห์แล้ว ออยตัดสินใจไม่ทำงานต่อที่ไต้หวัน เพราะอาการของสามีเป็นเช่นนี้ไม่รู้ว่าจะปล่อยไว้ที่บ้านได้อย่างไร ? เมื่อชาติป่วย ทุก ๆ คนในบ้านก็เครียดและไม่สบายใจกันทั้งหมด ออยและชาติจึงสูญเสียเงินที่จะได้รับถ้าพวกตนเองไปทำงานอีก 1 ปี คนละ 4- 5 แสนบาท ชาติได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว อาการหูแว่วยังคงมีอยู่เป็นสักช่วง แต่ไม่ทำร้ายคนในครอบครัวและชุมชน ชาติยังคงเข้าใจอยู่ตัวเองรักษาโรคความดันโลหิตสูงอยู่

ชาติยังคงมีความสุขกับเวทมนตร์วิเศษที่ตนเองได้รับจากเกาะไต้หวัน กับเสียงคำขอความช่วยเหลือจากผู้คนมากมาย ที่ให้ชาติช่วยเหลือ ที่ผุดขึ้น เรื่อย ๆ เมื่อชาติควบคุมสติไม่ได้

แต่ทุก ๆ ครั้ง ที่ชาติมีอาการดังกล่าว ออยและแม่ของชาติ รู้สึกมากมายหลายอย่างที่ปะดังปะเดเข้ามา รู้สึกเจ็บปวดทรมาน สงสาร และอยากให้ชาติหายจากอาการเหล่านี้โดยเร็ว

ทำไมชาติถึงได้เป็นถึงอย่างนี้นะ ? ออยได้แต่ภาวนาว่า อยากให้ชาติได้ยินเสียงออย ที่ต้องการขอความช่วยเหลือจากชาติให้กลับคืนเป็นชาติคนเดิม แต่ดูเหมือนชาติจะไม่ได้ยินเสียงออย เหมือนที่ชาติได้เห็นเสียงคนอื่น ๆ

*********************

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า...รอยเท้า...ทางเดิน...เหินฟ้า



ความเห็น (0)