เช้านี้ก่อนเริ่มทำงานผมเปิดเพลงของ David Nevue ชุด Adoration: Solo Piano Hymns ซึ่งเป็นเพลงบรรเลงเปียโนโดยเพลงส่วนใหญ่เป็นเพลงสรรเสริญพระเจ้าของศาสนาคริสต์ทั้งนั้น ซึ่งฟังแล้วจิตใจก็สงบดีครับ ไม่ว่าเราจะนับถือศาสนาอะไร เพลงของศาสนาต่างๆ ล้วนแล้วแต่ช่วยจรรโลงใจให้ผ่อนคลายจากทุกข์และทำให้ความคิดนิ่มนวลลงได้ทั้งนั้นครับ ผมคิดว่าเราไม่ควรปิดกั้นตัวเองอยู่กับศาสนาใดศาสนาหนึ่งจนทำให้เราพลาดโอกาสในการรับรู้ถึงแนวความคิดดีๆ ที่มนุษยชาติพัฒนาขึ้นมาตลอดหลายพันหลายหมื่นปีนี้ครับ

เท่าที่ผมศึกษาศาสนาคริสต์มา ในมุมมองเกี่ยวกับพระเจ้าของผู้นับถือในกระแสหลักนั้นดูเหมือนจะมีอยู่สองกลุ่ม กลุ่มแรกมองการปรากฎตัวของพระเจ้าเหมือนในหนัง คือมาด้วยเอฟเฟ็คมากมาย ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะมองว่าพระเจ้าปรากฎตัวอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว อยู่ที่จิตใจของผู้นับถือนั้นจะสงบเพียงพอที่จะรับรู้ได้หรือเปล่า และผมเองนั้นชอบแนวคิดของคนกลุ่มที่สองครับ

พระเจ้าปรากฎตัวในแสงอาทิตย์อบอุ่นยามเช้าๆ ไอแดดที่ส่องมาคือแสงแห่งความรักของพระเจ้าที่ส่งมาถึงผู้ที่ยินดีเข้าถึงความรักนั้น

รอยยิ้มของผู้คนคือรอยยิ้มของพระเจ้าถ้าเราพร้อมที่จะมองเห็น

สายลมเย็นสะท้อนใบไม้ไหวนั่นคือสัมผัสของพระเจ้าที่ส่งมาถึงตัวเรา อยู่ที่เราจะเดินเข้าไปในอ้อมกอดของพระเจ้าหรือไม่

ความเงียบสงบจากความวุ่นวายในสังคมมนุษย์จนเราได้ยินเสียงจากธรรมชาติ เสียงที่มนุษย์ปัจจุบันแทบไม่ค่อยได้ยิน ไม่ว่าจะเป็นเสียงนกร้องในยามเช้า เสียงลมพัดกระทบยอดไม้ เสียงกระรอกกระโดดจากต้นไม้หนึ่งไปยังอีกต้น นี่คือวงดนตรีที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษยชาติ

พรอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าประทานในแก่มนุษย์คือ consciousness หรือความสามารถในการตระหนักรู้ในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ แต่ซาตานก็ได้ถือโอกาสใช้ consciousness นี้เป็นอาวุธที่จะทำร้ายมนุษย์ ซึ่งก็อยู่ที่มนุษย์เองแล้วที่จะเอาตัวไปอยู่ในสวนของพระเจ้าหรือกรงของซาตาน

ศาสนาพุทธบอกให้ "ตื่นเถิด" และใช้ศัพท์ awakening อยู่ในทุกบริบทของคำสอน แท้จริงแล้วสองศาสนานี้แทบไม่ต่างกัน อยู่ที่ว่ามนุษย์แต่ละคนจะศึกษาและตีความอย่างไร หรือในอีกมุมหนึ่งคือ "จะเลือกตื่นหรือไม่กันอย่างไร" นั่นเอง