ทรงเป็นเทพคุ้มครองไทย

ขอพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกฐ ที่เต็มเปี่ยมงดงามสูงส่ง ได้ส่งพระองค์ให้ไปเป็นเทพผู้มีศักดิ์ คอยดูแลปกป้องคุ้มครองไทยให้ร่มเย็นตลอดไป เทอญ

#ทรงเป็นเทพคุ้มครองไทย

โดย ปิยโสภณ

ยิ่งรักยิ่งโศก ยิ่งภักดียิ่งเศร้า ความโศกเศร้าเพราะพลัดพราก สูญเสียคนรัก คือพ่อแม่ญาติมิตร แม้จะทำใจได้ยาก แต่ก็กระเทือนเพียงเครือญาติ แต่คราวนี้กระเทือนหัวใจคนไทยทั้งชาติ เมื่อทราบข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตแล้ว

จะมีธรรมะข้อไหนบ้างเล่า ที่พอจะบรรเทาเยียวยาจิตใจคนไทยในคราครั้งนี้

ลองใคร่ครวญตามนะ

1.ให้คิดว่าพระเจ้าอยู่หัวเสด็จอุบัติมาสร้างบุญบารมี ทรงช่วยเหลือประชาชน บนราชบัลลังก์แห่งกษัตริย์มานานถึง70ปี เมื่อเหนื่อยหนัก ก็อยากพักผ่อนบ้าง

วันนี้ พระองค์ท่านทรงพักพระวรกายให้สบายใจ ทรงพ้นทุกข์โศกโรคภัยทุกประการแล้ว

เพียงร่างกายเท่านั้น ที่เจ็บป่วย แต่ดวงใจยังแจ่มใส สงบนิ่ง อิ่มบุญ

เพียงพระองค์ลงมาสร้างบารมีเยี่ยมเยียนโลกมนุษย์ชั่วขณะหนึ่ง เสร็จภาระแล้ว วันนี้ ขอเดินทางกลับไปสู่สวรรคาลัยที่ทรงประทับ บุญบารมีที่ทรงบำเพ็ญ89ปีบนโลกมนุษย์ ก็เพียงพอแล้ว ที่จะต่ออายุบนโลกสวรรค์

พระองค์ ไม่ได้ทิ้งคนไทยไปไหนแต่ทรงไปเป็นเทพไท้เทวา ผู้มีศักดิ์ใหญ่ คอยปกป้องคุ้มครองผืนแผ่นไทย พสกนิกรไทยที่จงรักภักดีต่อพระองค์ ให้ทุกคนร่มเย็นเป็นสุข เหมือนที่เราขอพึ่งพระบารมีของสมเด็จพระปิยมหาราช

2.นึกในทางผ่อนคลาย

การมาเกิดบนโลกใบนี้เหมือนออกสู่สนามรบ ในหลวงทรงรบกับความทุกข์ยากลำบากของชาตินานาประการ ทรงผ่านมาทุกสมรภูมิ มีทั้งโศกเศร้าและสูญเสีย ทรงเป็นนักรบที่แม้แต่ข้าศึกก็ยังรัก ทรงรบกับความยากจน ให้คนจนมีรอยยิ้ม รบกับกิเลสโกรธเกลียดและทรงอภัย สุดท้าย ทรงรบกับกาลเวลา ชรา พยาธิ อย่างอดทนที่สุดถึง89พรรษา จนร่างกายของพระองค์ชราและเสื่อมสภาพ

ร่างกายเหมือนเครื่องบิน จิตเหมือนนักบิน ชราพยาธิเหมือน ลูกกระสุนจากข้าศึก เมื่อเครื่องถูกยิง นักบิน ต้องรีบดีดตัวออกจากเครื่องบิน กดร่มชูชีพให้กาง เพื่อพยุงตัวลงสู่ที่ปลอดภัย ฉันใด

วันนี้ ดวงจิตของพระองค์ ได้วางเรือนร่างที่ใช้งานมานาน จนชราชำรุดมากเกินการเยียวยาแล้ว ยิ่งรักษายิ่งทรุดโทรม จึงต้องให้ธรรมชาติหลอมรวมหล่อใหม่ ให้ดีกว่าเดิม

นักบินคือดวงจิตของพระองค์ ทรงมีบุญกุศลพลังจิตจากพสกนิกรทั้งแผ่นดินส่งไปให้ เป็นเหมือนร่มชูชีพ ที่จะพยุงส่งให้พระองค์ปลอดภัยในสวรรคาลัย

3.คิดในทางโลกุตระ

สังสารวัฏนี้ ไม่มีเกิด ไม่มีตายจริง มีเพียงปรากฏการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงตามหลักไตรลักษณ์เท่านั้น

ทุกอย่างล้วน เป็นกฎแห่งธรรมชาติและ สัจธรรม

เวลานี้ธรรมชาติกำลังเยียวยาตัวเอง คือดินน้ำลมไฟ กำลังทำหน้าที่สร้างความสมดุลย์ให้ชีวิต ซึ่งเครื่องมือแพทย์หมดทางเยียวยาแล้ว

นี่คือกฎแห่งธรรมชาติ

การเกิดเหมือนพระอาทิตย์ขึ้น การตายเหมือนพระอาทิตย์ตกดิน การเกิดใหม่ ก็เหมือนดวงอาทิตย์ไปขึ้นใหม่ เราคิดว่าพระอาทิตย์ตกดินเพราะโลกมืด แต่ความจริงพระอาทิตย์ไม่ได้ตก แต่กำลังไปขึ้นใหม่ในอีกซีกหนึ่งของโลกต่างหาก

ชีวิตก็เช่นกัน เราเรียกว่าตายในภพภูมิของเรา แท้จริงคือการไปเกิดในภพภูมิใหม่ที่สูงส่งกว่า ดีกว่า ร่มเย็นกว่าต่างหาก

คิดดูว่า ขณะที่คนร้องโศกเศร้าเสียใจเพราะสูญเสียคนที่รัก แต่อีกภพภูมิหนึ่งอาจดีใจคอยต้อนรับการกลับมาใหม่ของเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่ก็ได้

เพราะมีเกิดจึงมีตาย เพราะมีตายจึงมีเกิด

เมื่อมีเด็กมาเกิดใหม่ในบ้าน เราดีใจ แต่เบื้องหลังอีกภพภูมิที่เด็กคนนี้จากมาอาจมีคนมากมายกำลังร้องไห้เสียใจ เหมือนที่เกิดกับเราในขณะนี้ก็ได้

นี่คือสังสารวัฏของชีวิต

ชีวิตเป็นสัจธรรม ทำงานเหมือนฤดูกาล

เกิดเหมือนฤดูใบไม้ผลิ แก่เหมือนฤดูใบไม้ร่วง ตายเหมือนฤดูหนาว หิมะลงหนา ดูเหมือนต้นไม้ตายเพราะทั้งต้นดูแห้งโกร๋น มีเพียงกิ่งก้านสาขา แต่ไร้ดอกใบ แต่เมื่อถึงฤดูสปริง ก็ผลิดอกออกใบคืนชีพมางดงามอีกรอบ เหมือนการมาเกิดใหม่ของชีวิต ครั้งแล้วครั้งเล่า ต้องเผชิญกับชรา พยาธิ และมรณะ หมุนเวียนไปเช่นนี้ทุกชีวิต ไม่สิ้นสุด จนกว่าจะหมดเชื้อกิเลสเป็นเหตุให้มาเกิด

พิจารณาให้สูงขึ้น เกิดกับตายไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงการสมมติเรียกธรรมชาติอย่างหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง

ชีวิตจึงหมายถึงการเดินทางแห่งกาลเวลา การเห็นคุณของบุญบารมี

ขอพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกฐ ที่เต็มเปี่ยมงดงามสูงส่ง ได้ส่งพระองค์ให้ไปเป็นเทพผู้มีศักดิ์ คอยดูแลปกป้องคุ้มครองไทยให้ร่มเย็นตลอดไป เทอญ

ปิยโสภณ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การทรงงานพัฒนาประเทศ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



ความเห็น (0)