​การเดินทาง

พระหนุ่มยิ้มอย่างอ่อนโยนและพูดให้กำลังใจโยม “ขอให้โยมเลือกเอาเพียงวิธีเดียว เหมือนเลือกทางเดินสายเดียว แล้วเดินต่อกันไปไม่หยุด ฝนตกแดดออกก็ปฏิบัติทุกวัน ปวดหัวตัวร้อนก็ปฏิบัติ แต่ทำแบบเล่นๆ เบาๆ สบายๆ แต่ทำบ่อย ไม่หยุดหย่อน ไม่นานความสงสัยจะค่อยๆ หมดไป เอาละกลับบ้านได้แล้ว เดี๋ยวจะดึกเกิน”

โสภณ เปียสนิท
........................................
พระหนุ่มใหญ่วัยกลางคนรูปนั้นชื่อเดิมว่า สมชาย สายสมุทร มีฉายาว่า สุทธิวังโส ห่มจีวรสีแก่นขนุน ค่อนข้างจะสีคล้ำ รัดกุมมีผ้ารัดเอว สะพายบาตรย่าม บ่าอีกข้างแบกกรด เดินไปเรื่อยๆ ในลักษณะสำรวม คือมองตรงไปข้างหน้าระยะวากว่าๆ เหงื่อชุ่มจีวรด้านหลัง เห็นเป็นคราบเปียกชัดเจน ป่าใหญ่ เหมือนเป็นบ้านของท่าน แต่ท่านเป็นอนาคาริก คือไม่มีบ้าน แม้จะต้องสังกัดวัดใดวัดหนึ่ง แต่ วัดก็ยังมิใช่บ้านของท่าน หรือของพระเณรรูปหนึ่งรูปใด เพียงแค่เป็นที่พักอาศัยชั่วครั้งชั่วคราว เป็นสมบัติของส่วนรวม แม้เจ้าอาวาสก็มิอาจยึดถือว่าเป็นเจ้าของ


พระยังคงดุ่มเดินไปตามทางรอยเท้าสัตว์ผ่านทุ่งท่านาหนองไปเรื่อย ด้วยกิริยาที่เหมือนเดิม ทอดสายตาลงต่ำไม่เกินวา จิตใจกำหนดรู้การก้าวเดิน แต่ละก้าวไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องคำนึงเรื่องการผ่านเลยของเวลา เพราะการเจริญสติ ภาวนาเป็นหน้าที่หลักของพระสงฆ์สามเณรในพระศาสนานี้ นอกจากนี้เป็นหน้าที่รองลงไป พระเถรเณรชีองค์ใดไม่ได้ทำหน้าที่ “ศีล สมาธิ ปัญญา” ให้ครอบบริบูรณ์ถือว่า เป็นผู้ที่ขาด เป็นผู้พร่องต่อหน้าที่ตนเอง ตามที่ได้รับมอบหมายมาจากการบวช
พระท่านคำนึงในใจว่า “ชีวิตของพระเหมือนนกที่บินร่องไปเรื่อย เพื่อดำรงชีวิต หิวก็ร่องลงตามหนองน้ำบ้าง จิกกินดอกหญ้าบ้าง เกสรดอกไม้บ้าง อิ่มแล้วก็เร่ร่อนสัญจรเรื่อยไป ไม่ยึดติดต่อสถานที่ ไม่ยึดติดต่อความผูกพันสัมพันธ์ใดๆ กับผู้หนึ่งผู้ใด แม้ญาติมิตรก็ถือว่าเป็นเพียงสงเคราะห์กันตามมีตามได้ สงเคราะห์ญาติถือว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนต้องทำ ทำแล้วก็ถือว่าแล้วกันไป หน้าที่ของนักบวชจึงเป็นหน้าที่หลัก”


ถึงกระท่อมปลายนาร้างแห่งหนึ่งท่านหยุดเดิน มองท้องฟ้าตะวันบ่ายคล้อยลงไปมากแล้ว ท่านดำริในใจว่า “เราจะพักตรงนี้สักคืนสองคืน” เพราะท่านได้ยินเสียงหมาเห่า เสียงไก่ขันแว่วมาแต่ไกล ชายขอบทุ่งด้านข้างโน่น คำนวณระยะห่างจากกระท่อมร้างปลายนาไปถึงหมู่บ้านที่มองเห็นควันไฟลอยคว้างขึ้นสู่อากาศลิบๆนั่น น่าจะเกินว่า หนึ่งกิโลเมตรตามพระวินัย ท่านปักกรดลงบนพื้นกระท่อม โดยแขวนเชือกห้อยกรดไว้บนขื่อของกระท่อม มองหาน้ำขังจากคันนามากรองใส่กาเพื่อต้มน้ำไว้ดื่ม บ่อน้ำเล็กๆ ข้างกระท่อมคงพอสรงสะสางร่างกายได้ ท่านออกเดินสำรวจบริเวณรอบๆ สังเกตจดจำสถานที่ต่างๆ ตาม ความเคยชิน ดูร่องรอยของคนสัตว์ไว้ก่อน โดยไม่ลืมกำหนดสติไปทุกก้าวเดิน


เห็นร่องรอยของสัตว์ป่าบ้าง สัตว์บ้านบ้าง คนบ้างปะปนกัน เก่าบ้างใหม่บ้าง เสร็จจากการสำรวจแล้ว กลับมาก่อไฟต้มน้ำร้อนด้วยฟืนไม้เก่าๆ บริเวณใกล้ๆ ที่มีอยู่มากมาย สรงน้ำเสร็จดื่มน้ำร้อนน้ำชาแล้วท่านห่มจีวร แล้วเข้าในกรดเริ่มต้นสวดมนต์ทำวัตรเย็น เป็นการเข้าเฝ้าสมเด็จพ่อ พระพุทธองค์ ท่านสวดมนต์ทำวัตรเย็นไปเรื่อยๆ เหมือนไม่รู้ว่า เบื้องนอกที่ริมป่า มีสายตาสองคู่กำลังจ้องมองกิริยาอาการของท่านอยู่เงียบๆ


เสียงสวดมนต์พึมพำเบาๆ ก้องกังวานไปในความเงียบรอบบริเวณ เหมือนว่าท่านจะเริ่มรู้ว่ามีผู้ฟังการสวดมนต์ของท่านอยู่ในเงามืดห่างออกไปราวสิบห้าเมตร บนสวดมนต์ทำวัตรเย็นของท่านจึงค่อนข้างจะใช้เวลาน้อยกว่าวันก่อนๆ สวดเสร็จแล้วท่านเปิดมุ้งกรดออกมานั่งด้านหน้ากระท่อม รินน้ำชาในกาใส่ถ้วยแล้วจิบช้าๆ สายตาของท่านมองฝ่าความสลัวของบรรยากาศไปที่ริมทุ่งแล้วเอ่ยพ่อได้ยิน “เข้ามานี่ก่อนซิโยม จะได้คุยกัน”


ชายชราร่างเล็กนุ่งกางเกงขาสั้นเก่าๆ มีผ้าขาวม้าคาดเอวผมสั้นเกรียน สะดุ้งโหยง เพราะไม่คิดว่าท่านจะรู้ตัวว่ามีคนจ้องมองท่านอยู่ ตั้งสติชั่วครู่ จึงเดินเข้าไปหาท่านอย่างช้าๆ หมาพันธุ์พื้นบ้านสีดำสนิทเดินตามเขาไปเหมือนรู้งาน เงียบกริบไม่ส่งเสียงรบกวน เขานั่งลงเบื้องหน้าท่านแล้วคุกเขากราบลงไปบนดินเหนียวปลายนานั้นอย่างไม่กลัวเปื้อนดินโคลน พระหนุ่มมองเขาด้วยสายตาชื่นชมว่า เขาเป็นคนที่มีความอ่อนน้อมอย่างถูกวิธีในพระพุทธศาสนา


พระเริ่มสนทนาอย่างเป็นกันเอง “ชื่ออะไรล่ะ โยม” ชายชราร่างแกร่งพนมมือตอบ อย่างรู้ธรรมเนียมปฏิบัติต่อพระสงฆ์อย่างดี “สมพงศ์ ครับท่านอาจารย์” แล้วนั่งรอว่าท่านจะสนทนาอย่างไรต่อ “หมาโยมชื่ออะไร” “เจ้านิลครับหลวงพ่อ สีมันดำ ผมเลยเรียกมันว่า นิล” พระถามต่อว่า “มาทำอะไรแถวนี้หรือโยม ใกล้ค่ำแล้ว” “กระผมผ่านมาทางนี้ครับ เพราะไปล่าสัตว์ป่ามา ขากลับบ้านต้องผ่านทางนี้ เห็นพระคุณเจ้าเลยยืนมองอยู่ครับ” “ทำไมไม่เข้ามาเลยละโยม” พระถามเรื่อยๆ เหมือนชวนคุย ชายชราตอบเลี่ยงๆ ว่า เห็นท่านทำธุระอยู่เลยไม่กล้าเข้า” “กลัวอะไรหรือ โยม” “กลัวจะเป็นการรบกวนท่านครับ”


ด้วยท่าทีของชายชรา พระท่านรู้ว่า โยมยังมีบางอย่างต้องการปกปิดท่านอยู่ ท่านจึงพูดว่า “พูดไปเถอะ โยม ฉันไม่ว่าอะไรหรอก” ท่านพูดเหมือนการอนุญาตให้พูดได้ตามที่พอใจ ชายชราจึงกล่าวว่า “พระเดี๋ยวนี้มีแปลกๆ มาบ่อยครับท่าน” โยมว่าพระอ้อมๆ เข้าให้ พระจึงถามต่อ “อย่างไรหรือโยม” “บางองค์มาแจกของขลังบ้าง มาเสพยาเสพติดบ้าง ไม่ได้มาแสวงหาสัจธรรมจริงๆ ผมก็ไม่ค่อยจะรู้จักวิธี แต่ว่าตามที่เห็นนะครับ” ชายชราพูดซื่อๆ ตามประสาชาวบ้าน


พระนิ่งสักครู่ จึงชวนคุยต่อไปว่า “แบบไหนละโยมที่ว่าแสวงหาสัจธรรม หรือไม่แปลกตามที่โยมว่ามา” ชายชราหยุดคิดเล็กน้อยก่อนตอบ “ว่าจะถามหลวงพ่ออยู่ครับ” พระหนุ่มมองโยมชราอย่างพอใจ เพราะเห็นแววฉลาดในตัวชายแก่คนนี้ แทนที่จะตอบกลับโยนคำถามกลับมาถวายท่านซะดื้อๆ แถมเรียกท่านว่าหลวงพ่อ ทั้งที่อายุมากกว่าพระหลายปี ชายชรากล่าต่อ “ผมก็ได้อาศัยพระที่สำนักสงฆ์ในหมู่บ้านบ้าง อาศัยพระที่เดินธุดงค์มาบ้าง ถามให้ท่านตอบเพื่อทำความเข้าใจ รู้สึกว่า คำสอนในพระศาสนามีประโยชน์ แต่เป็นสิ่งสุขุมลุ่มลึกเข้าใจได้ยากต้องมองหลายแง่มุม” พระหนุ่มยิ้ม “เจอคนฉลาดเข้าแล้ว” ท่านคิดในใจ


ชายชรานั่งมองท่านจิบน้ำชาสักครู่จึงถามท่านว่า “พระที่ผ่านมาทางนี้ สอนไม่ค่อยจะเหมือนกันนะท่าน ผมก็ได้แต่ฟังเอาไว้ ครั้นจะปฏิบัติตามก็ไม่รู้ว่าจะยึดเอาแบบไหนวิธีไหน ทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็สงสัยว่า แล้วทางอื่นๆ ที่เหลืออยู่ตามที่พระองค์นั้นองค์นี้สอน จะถูกต้องกว่า ง่ายกว่า หรือไม่ เลยทำตามไม่ถูกวนไปวนมา เหมือนพายเรือในอ่าง หรือ มดไต่ขอบโอ่ง ความรู้สึกของกระผมยังมีกังวล”


พระหนุ่มนั่งนิ่ง ท่าทีเหมือนกำลังไตร่ตรองหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อแนะนำโยมชรา “คุณโยม อาตมาเดินทางด้วยเท้ารอนแรมไปเรื่อยๆ นานหลายปีมาแล้ว เพื่อแสวงหาหนทานอันถูกต้องเที่ยงตรงตามคำสอนของพระศาสดา ทำให้อาตมาพบว่า มีทางใหญ่อยู่ 2 สาย ทางย่อยอีก 40 สายให้เลือกเดิน ทางใหญ่สองสาย คือ สมถะ ทางสายทำใจให้สงบอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ดีงาม และ วิปัสสนา ทางสายที่พิจารณาให้เห็นความเป็นจริงตามกฎแห่งธรรมชาติ อนิจจังไม่เที่ยงแท้ ทุกขังเป็นทุกข์แปรปรวน อนัตตามิใช่ตัวตน ยึดถือมิได้ สายที่หนึ่งเป็นไปเพื่อนำไปเป็นฐานรองรับสายที่สอง คือ ทำใจให้สงบก่อน แล้ว พิจารณาความเป็นจริง ที่เรียกว่า อริสัจจ์4 นั่นเอง พูดย่อๆ คือ โยมสามารถฝึกให้ใจสงบด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ตามที่พระท่านสอนกันมา หรือ โยมจะพิจารณาความจริงนั่นก็ได้เหมือนกัน จำสองสายนี้ให้ดี พระรูปไหนสอนอย่างไร เราก็พิจารณาว่า อยู่สายไหนในสองสายนี้เท่านั้น พอเข้าใจนะ” ท่านถามยิ้มๆ


พระหนุ่มนิ่งไปสักครู่ ใบหน้าใต้แสงไฟออกสีทองแดงมีรอยยิ้มให้เห็นว่าใจดี “ที่นี้ ทางสายแรก แบ่งได้ 40 ชนิด หรือ 40 วิธี แบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้ดั่งนี้ 1. กสิณกรรมฐาน 10 อย่าง 2. อสุภกรรมฐาน 10 อย่าง 3. อนุสสติกรรมฐาน 10 อย่าง 4. พรหมวิหารกรรมฐาน 4 อย่าง 5. อรูปกรรมฐาน 4 อย่าง 6. อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 อย่าง 7. จตุธาตุววัฏฐาน 1 อย่าง รวมทั้ง 7 หมวดเป็น 40 อย่างพอดี อันนี้ เลือกทำอย่างเดียวก็ได้ หรือ จะนึกสนุกฝึกทำทั้งหมดก็ได้ แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน เน้นไปที่ “ใจหยุดใจนิ่ง”


พระหยุดไปนิดหนึ่ง เพราะเกรงว่า โยมชราจะไม่เข้าใจ เห็นชายชรานั่งนิ่งสงบฟังอยู่ จึงกล่าวต่อไป “ปัจจุบัน พระอาจารย์รุ่นเก่าๆ ของเรานำพวกเรา นักเดินทางไปข้างหน้า มีหลายรูปหลายคนด้วยกัน ด้วยวิธีปฏิบัติที่มีเอกลักษณะเป็นของตนเอง แต่ยังอยู่ในแนวทางที่ได้กล่าวมาอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะวิธี “พุทโธ” แบบเก่าที่ไทยเราปฏิบัติกันสืบมาช้านาน “สัมมา อรหัง” สายอาโลกสิณ กำหนดแสงสว่าง ของหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หรือ “พองหนอ ยุบหนอ” แบบพม่า ซึ่งเน้นการกำหนดสติ ณ ปัจจุบันขณะ คล้ายกับแนวของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ หรือ หลวงพ่อติชนัท ฮันท์ ชาวเวียตนามนำไปเผยแพร่ไปทั่วโลก โดยเน้นไปที่กำหนดสติกับปัจจุบันขณะ”


พระหนุ่มหยุดพูด จิบน้ำชาแก้คอแห้งแล้วจึงให้คำแนะนำต่อไป “เลือกเอาอย่างเดียวก่อน แล้วมุ่งหน้าทำให้เกิดผลอย่างจริงจัง ไม่ต้องรั้งรออะไร ทำเรื่อย ทำไม่หยุด พิจารณาไตร่ตรองปรับแก้ตามความเหมาะสม ยึดหลักใหญ่คือ สมาธิ สติไว้ อย่างอื่นรองลงไป ฝึกไปเรื่อย ยืนเดินนั่งนอนทำได้หมด ปรับให้เข้ากับชีวิตประจำวันทำได้ตลอดเวลาด้วยความตั้งใจ ความสงสัยต่างๆ ที่มีอยู่เดิม และเกิดขึ้นขณะปฏิบัติย่อมค่อยๆ หมดไป แต่ต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน คือทำจริง ก่อนปฏิบัติให้ตั้งจิต ถวายชีวิตอุทิศแด่พุทธองค์เสียก่อน เพื่อตัดความกลัวตาย ความตายคือมรณานุสสติ เป็นของดี ให้คิดไว้บ่อยๆ คิดแล้วได้กุศล ฉลาดรู้เท่าทันความเป็นจริง”


พระหนุ่มยิ้มอย่างอ่อนโยนและพูดให้กำลังใจโยม “ขอให้โยมเลือกเอาเพียงวิธีเดียว เหมือนเลือกทางเดินสายเดียว แล้วเดินต่อกันไปไม่หยุด ฝนตกแดดออกก็ปฏิบัติทุกวัน ปวดหัวตัวร้อนก็ปฏิบัติ แต่ทำแบบเล่นๆ เบาๆ สบายๆ แต่ทำบ่อย ไม่หยุดหย่อน ไม่นานความสงสัยจะค่อยๆ หมดไป เอาละกลับบ้านได้แล้ว เดี๋ยวจะดึกเกิน”

ชายชราร่างเล็กท่าทางกระฉับกระเฉง คุกเข่ากราบพระด้วยความนอบน้อม แล้วเดินกลับบ้านอย่างรีบเร่ง ตั้งใจว่า พรุ่งนี้ เขาจะพาเพื่อนบ้านมาถวายภัตตาหารแด่พระอาจารย์ และจะนิมนต์พระอาจารย์ให้อยู่ที่กระท่อมร้างแห่งนี้เพื่อโปรดพวกเขาให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าริมระเบียงโบสถ์



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

อจารย์เขียนเรื่องเล่าแบบนี้ได้น่าติดตามมาก

รออ่านอีกครับ

เมื่อไรจะรวมเล่มครับ

ขจิต ฝอยทอง

ขอบคุณครับ

ตอนนี้อยู่ทางใต้สบายดีนะครับ พบเพื่อนรุ่นพี่ ชื่อเล่น ยูมิ ชื่อจริง อุทัย เอกสะพัง หรือเปล่าครับ

อย่างไร ฝากความรำลึกถึงด้วยครับ