รถชีวิต

ผมรู้สึกประหลาดใจ หลายคนบอกว่า ใครที่มีรถยนต์ ต้องหมั่นใช้ทุกวัน อย่าจอดทิ้งไว้นานๆ ลูกสูบอาจติด ไม่สามารถใช้งานได้ เป็นต้น รถคือปัจจัยการดำรงชีวิตอย่างหนึ่งของคนในปัจจุบัน แต่บางคนไม่มีรถก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ ดังนั้น รถอาจเป็นเพียงปัจจัยปลีกย่อย ผมเคยฟังหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า "มีสิ่งใดก็ต้องตกเป็นทาสของสิ่งนั้น" เมื่อพิจารณาแล้วก็น่าจะอย่างนั้น เพราะเมื่อเรามีรถก็ต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่ ทั้งน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรค ลม เป็นต้น หลายคนที่รักรถ ต้องเสียค่าดูแลจำนวนไม่น้อย รักมากก็เสียมาก ล้อที่มีติดรถดูแล้วไม่สวย ก็หันไปหาล้อใหม่ที่ขนาดใหญ่ขึ้น เบาะที่นั่งเป็นเบาะผ้า ก็หันไปหาของสวยๆคือทำเบาะหนัง เป็นต้น ธุรกิจการตกแต่งรถจึงยังอยู่ได้ ย้อนไปถึงข้อความบรรทัดแรก ผมมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า หลายหนที่ผมจอดรถทิ้งไว้เป็นแรมเดือน เมื่อสตาร์ทใหม่ ก็ไม่ได้มีปัญหาใด มิหนำซ้ำ อัตราการเร่งดีกว่าการใช้รถทุกวัน ดูเหมือนว่า การได้พักรถบ้าง คาดเดาว่า ทุกอย่างในเครื่องยนต์ได้สงบนิ่ง ไม่ต้องเสียดทานกันและกัน เมื่อเริ่มใหม่จึงดูมีพลัง

ชีวิตคนก็น่าจะประมาณนั้น ได้ว่างเว้นจากงานประจำบ้าง อาจทำให้ชีวิตดีขึ้นเมื่อได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ การเริ่มต้นชีวิตใหม่เหมือนปลากระดี่ได้น้ำ รับรู้ถึงความแจ่มใสของท้องฟ้า แต่ก็ต้องทำใจไว้เสมอว่า ความใหม่จริงๆไม่ได้มี ทุกอย่างล้วนแต่เป็นของเก่า การได้เข้าทำงานใหม่ต้องปรับตัวหลายอย่าง โดยเฉพาะวิถีการดำรงชีวิตที่อาจจะไม่เคยชิน แต่นั่นแหละ มนุษย์คือมนุษย์ เพราะมนุษย์รู้จักปรับตัวนี่เอง มนุษย์จึงยืนอยู่บนโลกนี้สืบทอดสายพันธุ์มาได้เป็นอย่างดี เราจำเป็นต้องใช้ "รถชีวิต" นี้จนกว่าจะสิ้นลม เมื่อความใหม่ไม่ได้มีอยู่จริง เพราะความใหม่ไม่นานก็เก่า เมื่อความมั่นคงไม่ได้มีอยู่จริง เพราะทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงคือการพัฒนาตามคติโลกที่ยอมรับในเรื่องนี้ เราอาจกำลังหาที่สุดของความเปลี่ยนแปลงนั้นคือความไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอีก เราจะอยู่ได้กับความไม่เปลี่ยนแปลงนั้นหรือไม่ เป็นคำถามให้ผมคิดบางอย่าง


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โอโห...มโนสาเร่



ความเห็น (0)