• มีคนถามเสมอว่า...."รกคนดีกว่ารกหญ้า  สิ่งใดมีค่ากว่ากัน"  มีคนเล่าให้ฟังว่า  "ที่มลรัฐมิชิแกน  ในสหรัฐอเมริกา  ถ้าใครเด็ดดอกไม้ในสวนสาธารณะจะถูกปรับ  50  เหรียญ  ใครทำร้ายเป็ดในสวนสัตว์จะถูกปรับตัวละ  20  เหรียญ  แต่  แต่ถ้าทำร้ายผู้หญิงจะถูกปรับเพียง  10  เหรียญ"  ถ้าเช่นนั้นคนมีค่าน้อยกว่าเป็ดและดอกไม้  เหตุผลของเทศบาลนครมิชิแกนก็คือ  "คนวิ่งหนีได้  ช่วยตัวเองได้  เป็ดวิ่งหนีได้  ช่วยตัวเองไม่ได้  แต่ดอกไม้วิ่งหนีไม่ได้  ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้"  การตีความว่าคนมีค่าน้อยกว่าสัตว์หรือพืช   จึงเป็นเพียงการด่วนสรุปจนเกินไปกระมัง
  • คนบางคนเริ่มต้นในโลกอาชีพ  ตั้งแต่ไม่มีความรู้และประสบการณ์เท่าใดนัก  นานเข้าความรู้ก็เพิ่มขึ้นและประสบการณ์ก็เพิ่มขึ้น  แต่บางคนเริ่มงานในโลกอาชีพพร้อมๆกับคนอื่น  ในระดับเดียวกับคนอื่น  นานเข้ามีประสบการณ์มากขึ้นแต่ความรู้เท่าเดิม  ยิ่งบางคนทั้งความรู้และประสบการณ์น้อยก็เท่าเดิม  และเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป  ยิ่งมีความรู้และประสบการณ์น้อยกว่าความก้าวหน้าเหล่านั้นด้วยซ้ำไปก็มี
  • ปราชญ์ด้านวิทยาการจัดการ  ได้กล่าวไว้ว่า  "มนุษย์เป็นทรัพยากรที่ยืดหยุ่นได้ (Flexible  Resource)  หากใครใช้เป็นก็จะเป็นคุณอนันต์  ใครใช้ไม่เป็นก็จะได้โทษมหันต์"  เล่าจื้อได้เขียนเอาไว้ว่า  "ธรรมชาติสร้างสมดุลย์ให้แก่ตัวเอง  โดยการให้มีสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต  ในบรรดาสิ่งมีชีวิต  คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอำนาจที่สุด  หากบุคคลใดสามารถสร้างความผสมผสานระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตด้วยกัน  และระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งที่ไม่มีชีวิตได้อย่างเหมาะสมที่สุด  บุคคลนั้นเป็นผู้ชนะนิรันดร์"
  • คงจะสรุปได้กระมังว่า  คนจะมีค่าหรือไม่มีค่า  จะเป็นคุณอนันต์หรือเป็นโทษมหันต์   ขึ้นอยู่กับคุณภาพเฉพาะตัวของบุคคลนั้นๆ  มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้ฝึกฝนได้  จากสภาพกำเนิดมาตัวเปล่า  อาจกลายเป็นปราชญ์  ขุนนาง  พ่อค้า  เสนาบดี  แพทย์  ทหาร  กรรมกร  หรือ  "คนไม่เต็มคน"  ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทั้งที่เป็นปัจจัยเสริมสร้างพฤติกรรม  (Motivation  Factors)  และปัจจัยริดรอนพฤติกรรม  (Demotivating  Factors)  การจัดสรรสิ่งแวดล้อมของคนอย่างมีแบบแผน  โดยการจัดกิจกรรมเป็นบทสอดแทรกเข้าไปในกระบวนการปะทะสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์  เพื่อให้คนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่มีความรู้มากขึ้น  มีทัศนคติที่ถูกต้องขึ้น  มีความชำนาญมากขึ้น  และมีนิสัยในการดำรงชีวิตได้ดีขึ้น  เราเรียกว่า  การพัฒนาบุคคล (Nigro And  Nigro,1979)
  • การพัฒนาบุคคล  จึงเป็นกระบวนการที่มีแบบแผน  ในอันที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์ให้มีศักยภาพมากขึ้น  ในอันที่จะเผชิญกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การปล่อยให้มนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา  หรือปล่อยให้เกิดวุฒิภาวะ  เอาเอง  ไม่เพียงแต่จะทำให้คนต้องมีชีวิตอย่างตามแรงบีบของสิ่งแวดล้อมโดยธรรมชาติเท่านั้น  แต่ยังจะทำให้สิ่งมีชีวิตอื่นตามคำอธิบายของเล่าจื้อ  มีอำนาจเหนือกว่ามนุษย์ก็ได้  เราจึงมิเพียงแต่จะพัฒนาบุคคล  เพื่อให้ทำงานที่จะต้องทำได้  รู้ในสิ่งที่ควรรู้  คิดในสิ่งที่ควรคิด  ทำในสิ่งที่ควรทำ  และมีความชำนาญในสิ่งที่ควรมีเท่านั้น  การพัฒนาบุคคลได้มีส่วนอย่างยิ่งในการช่วยให้มนุษย์ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม  ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในชีวิตการทำงานและชีวิตครอบครัว  อันเนื่องมาจากบุคคลอื่นและทรัพยากรอื่นที่เป็นสิ่งแวดล้อม
    •  
      • คนที่ไม่ได้รับการพัฒนาจึงตามเขาไม่ทัน
      • คนที่พัฒนาไม่พอ  จึงปรับตัวไม่ได้ดี
      • คนที่ไม่ยอมรับการพัฒนา  จึงวิ่งทวนกระแสความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและคนที่วิ่งหนีการพัฒนา  จึงหลุดออกจากแวดวงความเป็นจริงของธรรมชาติออกไปเรื่อยๆ
  • การที่มีกำลังคนที่ไม่ได้รับการพัฒนา  จึงทำให้ธุรกิจตามผู้อื่นไม่ทัน  การมีกำลังคนที่ได้รับการพัฒนาไม่เพียงพอ  ทำให้เกิดอุปสรรคในการพัฒนาธุรกิจ  การมีกำลังคนที่ไม่ยอมรับการพัฒนาจึงเป็นการบริหารงานที่สวนทางปลายหอกและคมดาบของคู่แข่งขัน  และการมีกำลังคนที่วิ่งหนีการพัฒนาจึงเกิดสภาวะการ " หลงป่าการจัดการ"
  • เมื่อตระหนักเช่นนี้แล้ว  เราจะไม่ช่วยกันพัฒนาคนและช่วยให้คน  พัฒนาตัวเองกันอีกหรือ?