ศาสนาพุทธ

พระพุทธศาสนา

คำว่า พระพุทธศาสนา ประกอบด้วยคำว่า พุทธะ ซึ่งแปลว่า ผู้รู้ กับคำว่า ศาสนา ที่แปลว่า

คำสั่งสอนรวมกันเข้าเป็น พุทธศาสนา

พุทธศาสนา แปลว่า คำสั่งสอนของผู้รู้ คำว่า พระพุทธะ ในพระพุทธศาสนา พุทธะ ตามภาษาบาลี

พุทธ แปลว่า "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน" หมายถึงบุคคลผู้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ แล้วอย่างถ่องแท้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระบรมศาสดาของพระพุทธศาสนา ทั้งฝ่ายเถรวาท และมหายานต่างก็นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นศาสดาของตนเหมือนกัน แต่ราย

ละเอียดปลีกย่อยต่างกัน


๑. รูปทรงวงกลม (จักร) แทนความสมบูรณ์ แบบของพระธรรม

๒. แกนกลาง แทนคำสอน ซึ่งเป็นแก่นของการฝึกเพื่อนิพพาน และ

๓. ขอบที่เชื่อมซี่ของธรรมจักรไว้ จะหมายถึงความสมถะ มั่นคงยึดถือทุกสิ่งไว้ด้วยกัน

สำหรับลักษณะของธรรมจักรดั้งเดิม มี ๒ รูปแบบ คือ มี ๖ ซี่ หรือบางครั้ง ๕ ซี่ และรูปแบบที่กำเนิด ในพุทธศาสนา คือ ๘ ซี่ในธรรมจักรนั้น ประกอบด้วยซี่ล้อ ๘ ซี่ หมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘

๑. สัมมา ทิฐิ ความเห็นชอบ

๒. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ

๓. สัมมาวาจา การเจรจาชอบ

๔. สัมมากัมมันตะ การกระทำชอบ

๕. สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ

๖. สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ

๗. สัมมาสติ ความระลึกชอบ และ

๘. สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ

ธงฉัพพรรณรังสี คำว่า "ฉัพพรรณรังสี" แปลว่ารัสมี ๖ สี ซึ่งกล่าวกันว่าแผ่ออกจากพระกายของพระพุทธเจ้า คือ

สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว สีแสด และสีเหลื่อม ประภัสสร (คือ สีทั้ง ๕ ข้างต้นรวมกันเหลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก)

ในธงเมื่อถึงช่วงแบ่งของสีที่ ๖ ก็จะนำเอาสีทั้ง ๕สีข้างต้นมาเรียงแบ่งกันให้ได้รวมทั้ง ๕ สี เป็นสีที่ ๖

"ฉัพพรรณรังสี" หรือ "รัสมี ๖ สี" นั้น ย่อมแสดงถึงความที่พระพุทธศาสนิกชนยกย่อง

ประวัติพระพุทธเจ้า

เจ้าสิทธัตถะเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางสิริมหามายาแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ประสูติในวันเพ็ญเดือน 6 ที่สวนลุมพินีวัน (ประเทศเนปาล) ทรงอภิเษกสมรสกะบพระนางพิมพา มีพระราชโอรส พระราหุล

ตัดสินออกบวชเพราพบเห็น เทวทูตทั้งสี่ ได้แก่ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช

การออกบวช เรียกว่า “การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์”

ขั้นตอนการแสวงหาทางพ้นทุกข์

สำนักอาฬารดาบส กาลามโคตรและอุทกดาบสรามบุตร สามารถสำเร็จญาณสมาบัติขั้นที่ 8

ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา

ทรงบำเพ็ญเพียรทางจิต

ช่วงก่อนตรัสรู้

ในปฐมยาม(ประมาณ 3 ทุ่ม) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ รู้แจ้งในอดีตชาติ

ในมัฌชิมยาม(ประมาณเที่ยงคืน) จุตูปปาตญาณ รู้แจ้งเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด

ในปัจฉิมยาม (หลังเที่ยงคืน) อาสวักขยาญาณ รู้แจ้งความหมดสิ้นกิเลส

ทรงตรัสรู้”สัมมาสัมพุทธะ” (ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน) ในวันเพ็ญเดือน 6 หลักอริยสัจ 4

ทรงแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 คือ ธัมมจักรกัปปวัตสูตร (หลักธรรมว่าด้วยทางสายกลาง)

พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นพระภิกษุรูปแรก มีพระรัตนครบองค์สามในวันเพ็ญเดือน 8 และแสดง

อนันตลักขนสูตร โปรดปัญจวัคคีย์ที่เหลือจนบรรลุอรหันต์ทั้งหมด

อุบาสกคนแรก บิดาของพระยสะ

อุบาสิกาคนแรก มารดาและอดีตภรรยาของพระยสะ

ทรงประดิษฐ์ฐานพระพุทธศาสนาในแคว้นมคธ

พุทธจริยา 3 ประการ

โลกัตถจริยา (ประโยชน์ต่อโลก) เป็นพุทธกิจ 5 ประการ

ภาคเช้า ออกบิณฑบาตและโปรดสรรพสัตว์

ภาคบ่าย ทรงแสดงธรรมโปรดผู้คน

ยาม 1 ราตรี แสดงธรรมโปรดประชาชน

ยาม 2 ราตรี ตอบปัญหาเทวดาที่มีเข้าเฝ้า

ยาม 3 ราตรี พิจารณาว่าจะเสด็จไปโปรดบุคคลใด

ญาตัตถจริยา (ประโยชน์ต่อพระญาติ)

พุทธัตถจริยา (ประโยชน์ในฐานะพระพุทธเจ้า

สามเณรรูปแรก พระราหุล

ภิกษุณีรูปแรก พระนางปชาบดีโคตรมีเถรี

พระอัครสาวกเบื้องซ้าย พระโมคคัลลานะ

พระอัครสาวกเบื้องขวา พระสารีบุตร

พุทธอุปัฏฐาของพระพุทธองค์ คือ พระอานนท์

วัดเวฬุถือเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา สร้างโดยพระเจ้าพิมพิสาร

สุภัททาเป็นพระอรหันต์องค์สุดท้าย

สังเวชนียสถาน 4 ตำบ


สวนลุมพินีวัน(ประสูติ)



พุทธคยา (ตรัสรู้)



สถูปสารนาถ (แสดงปฐมเทศนา)


กุสินารา (ปรินิพพาน)


ความสำคัญของพระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนามีทฤษฎีและวิธีการที่เป็นสากลและมีข้อปฏิบัติที่ยึดทางสายกลาง
คำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาเป็นหลักความจริงที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติที่พระองค์ ได้ทรงค้นพบ โดยมิได้ทรงสร้างขึ้นเอง

การบรรลุธรรมด้วยตนเองโดยอบธรรม โดยคนนั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้าด้วยกันทั้งนั้น

เพราะคำว่า พุทธ แปลว่า ผู้รู้หรือ ผู้รู้สัจธรรม

การที่พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนที่เหมาะสมกับบุคคลทุกระดับชั้นและมีคุณค่า ต่อชีวิตของผู้ประพฤติปฏิบัตินี้เอง จึงเป็นที่ยอมับกันโดยทั่วไปว่ามีทฤษฎีและวิธีการที่เป็นสากลและมีข้อ ปฏิบัติที่ยึดทางสายกลาง

พระพุทธศาสนามีทฤษฎีและวิธีการที่เป็นสากล
คำว่า ทฤษฎี หมายถึง หลักการ
คำว่า วิธีการ หมายถึง แบบอย่างหรือกฎเกณฑ์ และ
คำว่า สากล หมายถึง ทั่วไป เป็นที่ยอมรับกันทั่ว

ดังนั้นจากที่กล่าวว่า พระพทุธศาสนามีทฤษฏีและวิธีการที่เป็นสากล จึงหมายถึง พระพุทธศาสนามีหลัก คำสั่งสอนที่มีหลักการและกฎเกณฑ์ ซี่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าถูกต้อง เป็นจริง พิสูจน์และเชื่อถือได้
หลักคำสอนที่จัดเป็นทฤษฎีและวิธีการที่เป็นสากมีอยู่หลายเรื่อง เช่น หลักกรรม หลักแห่งเหตุผล และปัจจัยที่อิงอาศัยกันเกิดขึ้น (อิทัปปัจจยตา) หลักอริยสัก หลักการพัฒนามนุษย์ 4 ด้าน หลักบูรณาการ

ที่พระพุทธองค์ทรงนำมาสอนมากเป็นพิเศษ คือ หลักอริยสัจ 4 ประกอบด้วย หลัก 4 ประการ ดังนี้
1.ชีวิตและโลกนี้มีปัญหา (ทุกข์) ทุกชีวิตที่เกิดมาในโลกนี้ล้วนมีปัญหา มีทั้งปัญหาสากล เช่น

การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความไม่สมปรารถนา ความพลัดพรากจากบุคคล สัตว์ สิ่งของ อันเป็นที่รัก ฯลฯ และปัญหา

เล็ก ๆ น้อย

2. ปัญหามีสาเหตุ มิได้เกิดขึ้นลอย ๆ (สมุทัย) ปัญหามนุษย์เผชิญอยู่ดังข้างต้น มิใช่เกิดขึ้นลอย ๆ หรือบังเอิญ โดยไม่มีเหตุปัจจัย ทุกปัญหาเกิดขึ้นอย่างมีสาเหตุทั้งนั้น แต่เป็นเพราะเรามองไม่เห็นไม่เข้าใจปัจจัยของปัญหา จึงคิดว่าปัญหานั้นเกิดขึ้นโดยบังเอิญ

3. มนุษย์สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง (นิโรธ) เนื่องจากปัญหาทุกปัญหาย่อมมีสาเหตุ การแก้ปัญหาได้ต้องสืบสาวหาสาเหตุให้พบ แล้วแก้ปัญหาที่สาเหตุนั้น พระพุทธศาสนาสอนไว้ว่า มนุษย์มีศักยภาพหรือความสามารถเพียงพอที่จะแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยตัว มนุษย์เองโดยมิต้องพึ่งพา ผีสางเทวดาหรืออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ มาดลบันดาล

4. การแก้ปัญหานั้น ต้องใช้ปัญญาและความเพียร (มรรค) ในการแก้ปัญหา จำเป็นต้องใช้ปัญญา (ความรู้) และวิริยะ (ความเพียร) อย่างเกื้อหนุนกัน จึงสามารถแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ กล่าวคือ จะต้องรู้ว่าอะไรคือปัญหามีสาเหตุมาจากอะไร มีหนทางแก้หรือไม่ จะแก้อย่างไร จะแก้อย่างไร เมื่อรู้แล้วจึงลงมือแก้ไขปัญหานั้นด้วยความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่อง
อริยสัจ 4 ประการนี้เป็นทฤษฎีและวิธีการที่เป็นสากล คือ สามารถนำไปแก้ปัญหาหรือความทุกข์ของทุก ๆคนได้ พระพุทธศาสนาเน้นการพัฒนาศรัทธาและปัญญาที่ถูกต้อง

ศรัทธา คือความเชื่อ ศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญาหรือเหตุผล ซึ่งเรียกกว่

ศรัทธาเพื่อปัญญา

ศรัทธาของพระองค์นั้นต้องผ่านการพิจารณาไตร่ตรองด้วยปัญญาให้รอบคอบเสียก่อน อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ เพียงเพราะฟังตาม ๆ กันมา เพียงเพราะถือปฏิบัติกันสืบ ๆมา เพียงข่าวเล่าลือ เพียงเพราะการอ่านตำราหรือคัมภีร์ เพียงเพราะการให้เหตุผลแบบตรรกะ เพียงการอนุมานเอาตามอาการที่ปรากฏ เพียงเพราะเห็นว่าเข้ากันได้ตรงตามทฤษฎีหรือความคิดหรือความคิดของตน เพียงเพราะเห็นว่ารูปลักษณะน่าเชื่อถือ และเพียงพอถือว่าสมณะหรือนักบวชผู้นี้เป็นครูของเรา

แต่เมื่อใดได้ใช้ปัญญาพิจารณาโดยรอบคอบแล้ว และเห็นว่าที่ทำไปนั้น ไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือนร้อน

หลักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีข้อสังเกตประการหนึ่ง คือ หากทรงสอนเรื่องศรัทธาในเรื่องใด ก็จะทรงสอนปัญญากำกับไว้ในเรื่องนั้นด้วยหมายความว่า ทรงสอนให้ใช้ศรัทธาประกอบด้วยปัญญาเสมอไป

พระพุทธศาสนามีข้อปฏิบัติที่ยึดทางสายกลาง
ทางสายกลาง หมายถึง ทางที่ยึดความพอดี หรือข้อปฏิบัติที่ยึดทางสายกลางตามหลักพระพุทธศาสนา ที่

เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งได้แก่ อริยมรรคมีองค์แปด หรือเรียกสั้น ๆ มรรค 8 ประการ คือ


1. สัมมาทิฎฐิ คือความเห็นชอบ เช่นเห็นว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เห็นว่าพ่อแม่มีพระคุณต่อเรา เห็นว่าร่างกายเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นต้น
2. สัมมาสังกัปปะ คือความดำริชอบ ได้แก่ คิดที่จะไม่โลภ อยากได้ของผู้อื่นหรือคิดที่จะหลุดพ้นจากอำนาจของสิ่งน่าปรารถนายั่วยวนใจ ทั้งหมด (กาม) คิดที่จะไม่พยาบาทอาฆาตผู้อื่น และคิดที่จะไม่เบียดเบียนใครให้เดือน

ร้อน

3. สัมมาวาจา คือ การเจรจาชอบ หมายถึง การพูดจาที่เว้นจากลักษณะของการพูดชั่ว 4 ประการ ได้แก่ การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดคำหยาบ และการพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ โดยการพูดแต่สิ่งที่เป็นจริงมีประโยชน์ พูดด้วยความเมตตา พูดจาไพเราะ พูดในเวลาที่ควรพูด

4. สัมสมกัมมันตะ คือ การทำงานชอบ หมายถึง การประพฤติหรือการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเว้นจากการประพฤติดีชั่วทางกาย 3 ประการ คือ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ และประพฤติในกาม

5. สัมมาอาชีวะ คือ การเลี้ยงชีพชอบ โดยเว้นจากการเลี้ยงชีพในทางที่ผิด เช่น การหลอกลวงเขากิน ปล้น การปล้นเขา การบังคับผู้อื่นให้ค้าประเวณี การค้ายาเสพติด เป็นต้น
6. สัมมาวายามะ คือ ความเพียรพยายามชอบ หมายถึง ความเพียรพยายามทำสิ่งที่ถูกต้อง ได้แก่ความเพียรพยายาม ระมัดระวังตนมิให้ทำความชั่ว ที่เกิดขึ้นกับตนเอง เพียรพยายามทำความดีให้เกิดขึ้นกับตน เพียรรักษาความดีที่เกิดขึ้นในตนให้อยู่ตลอดไป

7. สัมมสติ คือความระลึกชอบ หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณาให้เห็นสิ่งทั้งหลายที่ปรากฎตามสภาพความเป็นจริง ได้แก่การพิจารณาร่างกาย จิต และความรู้สึกของตนให้เห็นตามสภาพที่เป็นจริง ได้แต่การพิจารณาธรรมทั้งหลายที่มีอยู่ตามสภาพของธรรมนั้น
8. สัมมาสมาธิ คือ ความตั้งใจมั่นชอบ ได้แก่ การตั้งจิตแน่วแน่อยู่กับสิ่งหนึ่งโดยชอบ

การพัฒนาศรัทธาและปัญญาที่ถูกต้อง
ศรัทธา หมายถึง ความเชื่อมั่น การซาบซึ้ง ความมั่นใจเหตุเท่าที่ตนสามารถพิจารณาเห็นได้

โดยมีเหตุผลว่า จดหมายหรือเป้าหมายที่อยู่ข้างหน้านั้นเป็นไปได้จริง และมีคุณค่าควรที่จะไปให้ถึง ศรัทธาจึงเป็นบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู่ปัญญาหรือความรู้

ศรัทธาที่ถูกต้องเป็นสื่อนำไปสู่การพัฒนาปัญญา แบ่งออกเป็น 4 ประการ

1.กัมมศรัทธา เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เชื่อว่าทุกคนมีกรรม บาปและบุญมีจริง

2.วิบากศรัทธา เชื่อเรื่องวิบาก หรือผลของกรรม เชื่อว่าคนทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

3.กัมมสกตาศรัทธา เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตนเอง เชื่อว่าทุกคนเป็นเจ้าของจะต้องรับผิดชอบผลกรรมของตนเองไม่ช้าก็เร็ว

4.ตถาคตโพธิศรัทธา เชื่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นการตรัสรู้สัจธรรมจริง

พระไตรปิฎก

ในสมัยพุทธกาล เรียกว่า พระธรรมวินัย หรือ พรหมจรรย์

พระไตรปิฎก มี 84,000 พระธรรมขันธ์ ประกอบด้วย 3 หมวด คือ

พระวินัยปิฎก เป็นหลักปฏิบัติของ ภิกษุ ภิกษุณี สามเณร

พระสุตตันปิฎก เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นหลักธรรม มีเรื่องราว บุคคล สถานที่ ประกอบ

พระอภิธรรมปิฎก เป็นหลักธรรมชั้นสูงล้วนๆ

ลำดับพระไตรปิฎก

พระไตรปิฎกหรือพระบาลีเป็นหลักฐานชั้นที่ 1

อรรถกถาหรือวัณณนา เป็นหลักฐานชั้นที่ 2 ใช้ขยายความพระไตรปิฎก

ฎีกา เป็นหลักฐานชั้นที่ 3 ใช้ขยายความ อรรถกถา

อนุฎีกา เป็นหลักฐานชั้นที่ 4 ใช้ขยายความ ฎีกา

สัททาวิเสส เป็นคัมภีร์ว่าด้วยไวยากรณ์บาลี

การสังคายนาพระไตรปิฎก คือ การร้อยกรองพระธรรมวินัย จัดระเบียบเป็นหมวด

การสังคายนาครั้งสำคัญ

ครั้งที่ 1 เกิดขึ้นที่ถ้ำสัตตบรรณ มีมูลเหตุมาจาก มีพระสงฆ์บวชใหม่พูดจาจาบจ้วงพระพุทธเจ้า การสังคายนาครั้งนี้มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน มีพระอุบาลีเป็นผู้วิสชชนา ด้านพระวินัยและพระอานนท์เป็นวิสัชชนาพระธรรม พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นองค์อุปถัมภ์

ครั้งที่ 3 สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช มีการแบ่งหมวดหมู่ แต่ยังไม่มีการบันทึกเป็นตัวหนังสือและหลังจากการสังคายนาได้มีการส่งสมณทูตออกเป็น 9 สายไปยังดินแดนต่างๆ

ครั้งที่ 5 ที่ศรีลังกา เป็นครั้งแรกที่จดเป็นตัวหนังสือลงบนใบลานด้วยภาษาบาลี

การสังคายนาในดินแดนประเทศไทย

ครั้งแรกที่เชียงใหม่ในสมัยพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา สังคายนาที่วัดเจ็ดยอด

สมันรัชกาลที่ 1 เกิดพระไตรปิฎกฉบับทอง

สมัยรัชกาลที่ 5 พิมพ์พระไตรปิฎกเป็นหนังสือแบบฝรั่ง

สมัยรัชกาลที่ 7 เรียบเรียงพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ

สมัยรัชกาลที่ 8 แปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย

เรื่องน่ารู้จากพระไตรปิฎก

แก่นพระพุทธศาสนา ปรากฏใน มหาสาโรปสูตร เปรียบเทียบบวชเป็นพระภิกษุกับส่วนประกอบของต้นไม้

บวชเพื่อหวังลาภยศสรรเสริญ เปรียบได้กับ กิ่งและใบของต้นไม้

บวชเพื่อรักษาศีลให้สมบูรณ์ เปรียบได้กับ สะเก็ดของต้นไม้

บวชเพื่อปฏิบัติจนได้สมาธิสมบูรณ์ เปรียบได้กับ เปลือกของต้นไม้

บวชเพื่อให้ได้ญาณทัศนะหรือปัญญา เปรียบเทียบได้กับ กระพี้ของต้นไม้

บวชเพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลส (อาสวักขยญาณหรือวิมุติ) เปรียบได้กับ แก่นของต้นไม้



เอกสารสอนเรื่องศาสนาสากลระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ศาสนาสากล



ความเห็น (0)