เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2559 ศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้เกียรติมาบรรยายในรายวิชาภาวะผู้นำในประเด็น “บัณฑิตที่พึงประสงค์” ณ อาคารพัฒนานิสิต
การบรรยายครั้งนี้มิใช่การบรรยายในแบบ “ผู้สอน” เสียทั้งหมด หากแต่เป็นวาระตามหลักคิดที่ “เรา” ออกแบบไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งบุกเบิกรายวิชาการพัฒนานิสิตเมื่อปี 2554 กล่าวคือ นี่คือวาระที่ผู้บริหารมาพบนิสิต นี่คือวาระ “พ่อพบลูก” นี่คือวาระของ “คนบ้านเดียวกัน”
การบรรยายครั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ฯ ยังคงเป็น “ตัวตน” ของท่านเหมือนที่ผมเคยสัมผัสมักคุ้น นั่นก็คือการบรรยายกึ่งการเล่าเรื่องอย่างเป็นกันเอง เน้นการสื่อสารเรียบง่าย ผสมปนเปกันไปทั้งภาษาไทยกลาง ภาษาอีสาน พร้อมๆ กับภาษาอังกฤษเป็นระยะๆ พอหอมปากหอมคอ เพื่อให้เห็นถึงอัตลักษณ์ทางภาษาของความเป็นชาติพันธุ์ที่ยึดโยงไปสู่ภาษาสากล หรือภาษาที่แพร่หลายในสังคมปัจจุบัน
หลายต่อครั้งมีการหยิบยก “ประสบการณ์ชีวิต” ของท่านมาแชร์กับนิสิต ซึ่งผมมองว่านี่คือการ “แชร์ชีวิต” อย่างแท้จริง มีทั้งประสบการณ์ความสำเร็จและล้มเหลว และล้วนเป็นประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับวันและวัยของนิสิตอย่างไม่ผิดเพี้ยน ทำให้นิสิตมองเห็นภาพแจ่มชัด –ใกล้ตัว-แตะต้องสัมผัสได้
และที่สำคัญมากๆ เลยก็คือการหยิบยกเรื่องราวอันเป็น “ทุนชีวิต” ของท่านเองมาสื่อสาร แบ่งปันต่อนิสิต โดยเฉพาะประเด็นของการเป็น “ลูกชาวนา” ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ทุกมิติเพื่อการพัฒนาตนเองผ่านระบบทางการศึกษาโดยไม่รังเกียจรังงอน หรือดูหมิ่น “รากเหง้า” ของตนเอง ผูกรวมถึงประสบการณ์ชีวิตที่เติบโตและเติบกล้ามาจากสายวิชาชีพอันเป็น “อาชีวศึกษา” ที่ท่านยืนยันว่าบ่มให้ท่าน “มีวินัย อดทน ซื่อสัตย์”
ซึ่งทั้งปวงนั้นท่านยังไม่ลืมที่จะผ่องถ่ายการเรียนรู้ไปยังคนในครอบครัว โดยเฉพาะลูกๆ ของท่านเอง
หรือกระทั่งในความเป็นจริงของการเรียนรู้ชีวิต ท่านก็ยกตัวอย่างประสบการณ์ตรงของท่านที่มีทั้งที่ “สอบได้และสอบตก” รวมไปถึงการ “ดู แดก ดิ้น” ในวิถีกิจกรรมและโลกส่วนตัว ซึ่งเรียกได้ว่าครบรสชาติของการเป็นนิสิตนักศึกษาไม่แพ้คนอื่น หากแต่ย้ำเน้นว่า “เรียนรู้อย่างมีสติ เรียนรู้อย่างพอประมาณ และมีความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้และหน้าที่หลักหน้าที่รองของตนเอง”
โดยส่วนตัวมองมองว่า นี่คือวิธีการสอนที่น่าสนใจ ระดับอธิการบดีลงมา “เปิดเปลือยชีวิต” กับนิสิต หรือลูกๆ หลานๆ เช่นนี้ ผมถือว่านี่คือการเรียนรู้ในระบบสังคมครัวเรือนที่ไม่แยกขาดออกไปจากสังคมโลก เพราะทำให้เห็นว่าชีวิตมี “ขาว-ดำ : เหรียญมีสองด้าน” และที่สำคัญคือ “ชีวิตที่มีจุดหมาย และการไปถึงจุดหมายได้ต้องประกอบด้วยความเพียรพยายาม และการไม่ลืมรากเหง้า กำพืดตัวเอง”
ในส่วนประเด็นในทางวิชาการของการบรรยาย หรือการจัดการเรียนการสอนในวันนี้ ศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ฯ มิได้บรรยายอะไรให้ไกลโพ้นไปจากความเป็นจริงอันเป็นจุดยืนของนิสิต เพียงเพราะอยากให้นิสิตได้ตระหนักในการรู้ตัวเองเป็นอันดับแรก
การรู้ตัวเองในความหมายของอธิการบดี -- ผมเข้าใจว่ารู้หมุดหมายของตัวเองว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร และรู้ว่าสถาบันที่ตนเองเข้ามาเรียนรู้นั้นเป็นอย่างไร มีหมุดหมายในการผลิตบัณฑิตออกสู่การรับใช้สังคมอย่างไร และนั่นสัมพันธ์กับหมุดหมายเชิงเดี่ยวอันเป็นตัวตนของนิสิตหรือไม่ !
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ คำว่า “บัณฑิตที่พึงประสงค์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม” ท่านจึงจำกัดความหมายผ่านแก่นสารความคิดหลักของมหาวิทยาลัยฯ ที่สำคัญๆ คือ
- ปรัชญา : ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน
- เอกลักษณ์ : เป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน
- อัตลักษณ์นิสิต : เป็นผู้ช่วยเหลือสังคมและชุมชน
- ค่านิยมนิสิต : (MSU FOR ALL) คือ “พึ่งได้” (พึ่งตนเองได้ และเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้)
นอกจากนั้นก็เชื่อมโยงกลับสู่ปรัชญาอันเป็นอุดมคติไทย นั่นก็คือ “คนดี มีปัญญา นำพาสุข” หรือ “เก่ง ดี มีสุข” นั่นเอง ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ได้มีการอธิบานยขยายความเพิ่มเติมในเชิงทฤษฎีและยกตัวอย่างที่เป็นจริงประกอบให้ “เห็นภาพ” ควบคู่กันไป ยกตัวอย่างเช่น
- คนดี ประกอบด้วย การคิดดี การพูดดี การทำดี
- มีปัญญา ประกอบด้วย รอบรู้เท่าทันต่อสังคม มีภาวะผู้นำ เก่งในวิชาชีพ รู้หลากหลายศาสตร์ มีทักษะการคิดที่หลากหลาย ใช้ภาษาได้ถูกต้องและหลากหลาย
- นำพาสุข ประกอบด้วย รู้คุณค่าตัวเองและผู้อื่น ยอมรับความหลากหลายของผู้คน เข้าใจวิถีไทยและวิถีโลก
เช่นเดียวกับการให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เพื่อก่อให้เกิดความรู้และทักษะอันแท้จริงกับนิสิต รวมถึงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ประกอบด้วยหลักคิด “3 ห่วง 2 เงื่อนไข” คือ
- 3 ห่วง : พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง
- 2 เงื่อนไข : ความรู้ และคุณธรรม
รวมถึงการสรุปองค์รวมคืนกลับเข้าสู่เรื่องของกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา (TQF) ที่นิสิตต้องรับรู้ เพราะคืออีกตัวชี้วัดหนึ่งของการเป็นบัณฑิตที่พึงประสงค์ หรือบัณฑิตที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์คุณค่าและมูลค่าที่สังคมคาดหวัง
- ด้านคุณธรรม จริยธรรม (Ethics and Morals)
- ด้านความรู้ (Knowledge)
- ด้านทักษะทางปัญญา (Cognitive Skills)
- ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ (InterpersonalSkills and Responsibility)
- ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (Numerical,
Communication and Information Technology Skills)
ในตอนท้ายของการบรรยายนั้น ศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช ได้ขมวดประเด็นเชิงความคิดที่ว่าด้วย “ผู้นำนิสิต” เข้ามาเพื่อให้นิสิตได้ขบคิดว่า “ใช่หรือไม่” หรือ “คุณลักษณะที่ว่านี้เป็นผู้นำนิสิตที่สัมพันธ์กับสังคมแห่งการเรียนรู้ในปัจจุบันมากน้อยแค่ไหน” เป็นต้นว่า
- เป็นนักออกแบบการเรียนรู้ (Facilitator)
- เป็นนักจัดการความรู้
- เป็นนัก “สอนงาน สร้างทีม” บริหารจัดการองค์กรแบบมีส่วนร่วม และการสอนงาน (Coaching)
- มีทักษะในการเรียนรู้คู่บริการ
- มีทัศนคติที่ดีต่อการรับใช้สังคม และเชื่อว่าสังคม หรือชุมชนเป็นสังคมแห่งความรู้เฉกเช่นกับมหาวิทยาลัย
- มีทักษะการเรียนรู้อย่างเป็นทีม ผ่านการปฏิบัติจริง (Action Learning ) และการลงมือทำ (Learning by doing)
- มีทักษะและแนวคิดของการเป็น “ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต” (Lifelong Learning) เป็นผู้นำโดยการเรียนรู้สั่งสม (Leader by training) เพื่อก่อให้เกิดความรู้และทักษะ หรือปัญญาปฏิบัติ
- มีความรู้ (Knowledge) ทั้งในมิติของวิชาชีพและทักษะชีวิต “เก่ง ดี มีสุข”
- มีแนวคิดการเรียนรู้จากข้อผิดพลาด (ผิดเป็นครู) และ “ปัญญาปฏิบัติ” ผ่านการสะท้อนบทเรียน (Reflection) ถอดบทเรียน (lesson learned) บนฐานของการลงมือทำจริงทั้งที่สำเร็จและล้มเหลว
- มีแนวคิดเรื่องรากเหง้า หรือสำนึกรักษ์บ้านเกิด
- มีแนวคิดเรื่องคนต้นแบบ
หมายเหตุ ภาพ : จันเพ็ญ ศรีดาว / อติรุจ อัคมูล / สุริยะ สอนสุระ





กิจการนิสิตของมหาวิทยาลัยมหาสารคามเข็มแข็งเสมอครับ ;)...
ซึ่งหากมีผู้บริหารลงมาเล่นด้วยแล้ว ... การดำเนินการต่าง ๆ
ย่อมเป็นไปได้โดยง่าย ;)...
ชอบจังเลยค่ะ
สวัสดีครับ
อ.Wasawat Deemarn
จวบจนบัดนี้ก็ยังงูๆ ปลาๆ อยู่เลยครับ แถมเข้าอาการตีบตัน ทรงๆ ยังหาความท้าทายใหม่ไม่เจอ และกำลังครุ่นคิดว่าจะปรับแต่งการเรียนรู้และกระบวนการเนรยนรู้ หรือวิธีการสอนใหม่ๆ อย่างไร
มีข้อเสนอแนะผมบ้างไหมครับ
สวัสดีครับ
อ.จันทวรรณ
หลายสิ่งอย่างที่นำมาใช้ก็ด้วยมรรคผลของ gotoknow.org ล้วนๆ นั่นแหละครับ
บันทึกหลายบันทึก ผมนำไปประยุกต์เป็นเอกสารการเรียนการสอน และล่าสุดชวนนิสิตเข้ามาบันทึกการเรียนรู้ใน g2k แต่ยังต้องค่อยเป็นค่อยไป ครับ
ดิฉันชอบที่จะแนะนำคนรอบข้าง ให้อ่านบันทึก 'หนักๆ' ของ 'แผ่นดิน'
"หนัก หน่วง ทุกเรื่อง เปิดอ่านเลย.. " (ฮา)
อ่านอย่างเบาสบายแม้จะเต็มไปด้วยสาระ
ต่างที่มาต่างอัตลักษณ์แต่ละบุคคล หล่อหลอมบางส่วนร่วมจากแหล่งเรียนรู้ระดับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
๒ มหาเลย .... Double คุณค่าในตนเอง และคืนคุณค่านิสิตออกรับใช้สังคม .... ต่อเนื่อง ยืนนาน ต่อไปนะคะ
เพราะมีผู้ถอดบทเรียน สะท้อนคืน ทบทวนกิจการนิสิต แถมออกให้สังคมในแบบบันทึกนี้ของ อ.แผ่นดิน ด้วยไงคะ
คิดว่าจะนำไปปรับใช้ด้วยค่ะ คงอัตลักษณ์ที่มาของแต่ละบุคคล หาจุดพอดีร่วมสร้างอัตลักษณ์โรงพยาบาล ... กำลังหาทางค่ะ อิ อิ