ตามรอยความเป็นมาคำว่า "กรุง"

กรุงศรีอยุธยา ที่มา:siamportuguesestudy.blogspot.com

ได้อ่านบทความเกี่ยวกับประวัติและความเป็นมาของคำว่า “กรุง” ซึ่งทีมงานฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) นำการค้นคว้าของ จิตร ภูมิศักดิ์ เรื่องศัพท์สันนิษฐานและอักษรวินิจฉัย (กรุงเทพ: ฟ้าเดียวกัน, 2548) มาลงไว้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 คัดท่อนที่น่าสนใจมาดังนี้

“ “กรุง” คำนี้ ถ้าอ่านวรรณคดีเก่าๆ เช่น สมุทรโฆษคำฉันท์ บุณโณวาท หรือประชุมเก่าภาค ๒ ของหม่อมเจ้าปิยภักดีนาถ จะพบใช้อีกรูปหนึ่งคือ “กุรุง” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้นิยามทั้งสองไว้ดังนี้
กุรุง (โบ) น. กรุง (บุณโณวาท)
กรุง น. เมืองหลวง เมืองใหญ่ แต่ก่อนหมายถึงประเทศก็ได้
จะขอเล่าถึงประวัติและที่มาของ “กุรุง” และ “กรุง” ทั้งสองนี้ก่อน รูปและเสียงของคำทั้งสองนี้ ลักษณะบอกชัดว่ามิใช่คำไทย ได้สอบดูจากภาษาไทยถิ่นต่างๆ เช่น ไทยอาหม ไทยโท้ ไทยนุง ไทยขาว และไทยใหญ่ ไม่ปรากฏว่ามีคำทั้งสองนี้ใช้ หลักฐานที่สืบได้มาคำทั้งสองนี้เป็นคำภาษาเขมร คือ “กุรุง” เป็นรูปคำเขมรโบราณสมัยพระนครหลวง ส่วน “กรุง” เป็นรูปคำเขมรสมัยใหม่

สมัยต่างๆ ของภาษาเขมรที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ อาจมีหลายท่านที่ยังไม่ทราบ จึงถือโอกาสอธิบายเสียก่อนในที่นี้ ภาษาเขมรนั้นมีรูปคำและเสียงคำต่างกันออกไปตามยุคและสมัย พอแบ่งได้เป็น ๔ สมัย คือ
๑. สมัยก่อนพระนคร นับตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๔ ขึ้นไปจนถึง พ.ศ. ๑๑๐๐ คือสมัยอาณาจักรเจนละ
๒. สมัยพระนครหลวง เริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้าชยวรรมันที่ ๒ เสด็จจากชวามาครองกัมพูชา ใน พ.ศ. ๑๓๔๕ จนถึง พ.ศ. ๑๗๙๕ (เข้าใจว่าพิมพ์สลับเลข ที่ถูกควรเป็น พ.ศ. 1975 – ผู้เขียน) ซึ่งเขมรทิ้งพระนครหลวงไปตั้งราชธานีใหม่ ณ เมืองพนมเปญ
๓. สมัยกลาง ข้าพเจ้ากำหนดขึ้นเอง โดยอาศัยภาษาเขมรเป็นเกณฑ์ อาจไม่ตรงกับสมัยที่กำหนดโดยเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ก็ได้ สมัยนี้เริ่มแต่ พ.ศ. ๑๗๙๕ (พ.ศ. 1975 – ผู้เขียน) คือ นับแต่สมัยพระนครหลวงลงมา จนถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๓
๔. สมัยใหม่ เริ่มตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ ๒๔ เป็นต้นมา
เรื่องที่จะกล่าวต่อข้างหน้า เมื่อข้าพเจ้ากล่าวถึงสมัยใดก็ตามขอให้เข้าใจว่ามีระยะดังที่แบ่งไว้นี้ทั้งสี่สมัย

คำ “กุรุง” ของเขมรโบราณนั้น ปรากฏว่ามีใช้มาตั้งแต่สมัยพระนครหลวงตอนต้น ความหมายที่ใช้มีเป็นสามนัยด้วยกันคือ ๑. หมายถึง เมืองหลวง ๒. หมายถึง กษัตริย์ และ ๓. ใช้เป็นกริยาว่า เป็นกษัตริย์ เฉพาะความหมายที่ ๓ ซึ่งใช้เป็นกริยานั้น ออกจะพิสดาร จะยกตัวอย่างสักแห่งหนึ่ง เช่น ศิลาจารึก กล่าวถึงพระเจ้าชยวรรมันที่ ๒ (พ.ศ. ๑๓๔๕ – ๑๓๙๓) ไว้ตอนหนึ่งว่า “จึงพระบาทปรเมศวรมาจากชวา เพื่อกุรุง ณ นครอินทรปุระ” (พระบาทปรเมศวร เป็นพระนามเมื่อสวรรคตแล้วของชยวรรมัมนที่ ๒) จะเห็นได้ชัดจากตัวอย่างที่ถอดคำมาจากจารึกเขมรโบราณนี้ว่า กุรุง เป็นคำกริยาแปลว่า เป็นกษัตริย์

กุรุง ของเขมรโบราณสมัยพระนครหลวงนี้ มาภายหลังย่างเข้าสมัยกลางรูปและเสียงคำแปรไปเป็น “กรุง” ความหมายของคำหดไป คือยังใช้เฉพาะหมายถึง เมืองหลวง กับ กษัตริย์ เท่านั้น ภาษาเขมรสมัยใหม่ใช้คำ “กรุง” ในความว่าเมืองหลวงอย่างเดียวกับไทย คือความหมายหดลงไปอีกความหนึ่ง และรูปคำยังแปรต่อไปเป็น “กรง” (ไม่มีสระอุ) ก็ยังมี ในพจนานุกรมภาษาเขมรให้คำ “กรุง” ไว้ในความว่า “กษัตริย์” ด้วยเหมือนกัน แต่บอกไว้ว่าเป็นความหมายโบราณ ว่ามาถึงเมืองไทย เรารับคำ “กุรุง” และ “กรุง” มาใช้ทั้งสองรูป (การรับคำเขมรเข้ามาใช้ทั้งรูปโบราณและรูปสมัยใหม่นั้น มีปรากฏอยู่บ่อยๆ ตัวอย่างยังจะมีต่อไปข้างหน้า) ในด้านความหมายของคำ ไทยเราก็รับมาใช้ทั้งสามความหมายแต่โบราณ”

สรุปได้ว่า “กุรุง” และ “กรุง” คือคำเดียวกัน แปลว่าเมือง (หลวง) กษัตริย์ และเป็นกษัตริย์ เป็นคำยืมจากเขมร ถูกใช้กันคนละสมัย โดยคำแรกเริ่มใช้ในยุคพระนครหลวงตอนต้น ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ (เข้าใจว่า) เป็นสมัยของพระเจ้าชยวรรมันที่ 2 ผู้ซึ่งเคยไปอาศัยอยู่เมืองชวาก่อนที่จะเสด็จกลับมาครองแผ่นดินเขมร เป็นช่วงที่เมืองชวา-ศรีวิชัยกำลังรุ่งเรือง แผ่อิทธิพลควบคุมเส้นทางการค้าระหว่างทวีปตั้งแต่ช่องแคบมะละกาจนถึงอ่าวไทยตอนล่าง เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายมหายานและมหาวิหารบรมพุทโธก็ถูกสร้างขึ้นในช่วงเดียวกันนี้

เพราะผู้เขียนสังเกตว่ามีความเชื่อมโยงบางประการระหว่างคำว่า “กุรุง” หรือ “กรุง” กับคำของเมืองชวา-ศรีวิชัย ผ่านพระเจ้าชยวรรมันที่ 2 ในคำว่า “kurung อ่านว่า กูรุง” ซึ่งแปลว่าส่วนที่อยู่ในวงล้อม สภาพแวดล้อม ห้องเล็กๆ กระท่อม กรงขัง หรือในภาษาปัจจุบันยังหมายถึงเครื่องหมายวงเล็บ คำว่า “kurung” นี้มีรากจากคำเก่าแก่ว่า “rung” ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องที่อยู่อาศัยในสมัยดึกดำบรรพ์ ดังอธิบายถึงความเป็นมาของคำไว้ในเรื่องว่าด้วย “manuk” และ “burung” ของพวกไท-กะไดและออสโตรนีเซียน (สุพัฒน์ 2558)

และยังพบคำเพื่อนพ้องอีกหลายคำ ตามพจนานุกรมภาษาอินโดนีเซียฉบับ Kamus Besar Bahasa Indonesia 2012-2016 edition เช่น

คำว่า “karung อ่านว่า การุง” แปลว่าถุงใส่ของ กระสอบ

คำว่า “kerung อ่านว่า เกอรุง” แปลว่าโพรงภายใน ส่วนเว้า

แม้เปลี่ยนจากตัว ร เรือ เป็น ล ลิง ก็ยังออกความหมายได้ใกล้เคียง เช่น

คำว่า “kelung อ่านว่า เกอลุง” แปลว่าส่วนโค้งเว้าภายใน หรือความโค้ง

คำว่า “gulung อ่านว่า กูลุง” แปลว่าการม้วน การขดเป็นวง

คำว่า “kalung อ่านว่า กาลุง” แปลว่าสร้อยคอ

คำว่า “palung อ่านว่า ปาลุง” แปลว่าแผ่นดินที่เป็นแอ่งโค้งต่ำตรงกลาง หรือหนองน้ำ

หรือเขียนในคำเดี่ยวว่า “lung อ่านว่า ลุง” ก็แปลสั้นๆ ว่าเส้นโค้ง

ในเชิงนามธรรม คำเหล่านี้จึงมีความหมายร่วมกันว่า บางอย่างโค้งเว้า เป็นวง และถูกล้อมโดยรอบ

ซึ่งแสดงนัยยะที่สอดคล้องกับความหมายพื้นฐานของ “กุรุง” และ “กรุง” ของพวกเขมรและต่อเนื่องมายังพวกไทยลุ่มเจ้าพระยา ในแง่ของความเป็นเมืองใหญ่ ที่ถูกล้อมด้วยกำแพงและคูเมืองโดยรอบเป็นอย่างดียิ่ง เป็นคำจำกัดความที่ขยายความหมายเดิมของชาวทะเลใต้ ให้ขึ้นมาเป็นเวียงวังของกษัตริย์แห่งกรุงพระนครหลวงได้อย่างไม่ขัดเขิน

แต่หากมองในมุมตรงกันข้าม ก็อาจตีความได้เช่นกันว่า เวียงวังที่ถูกโอบล้อมโดยรอบนั้น เป็นเสมือนหนึ่งปราการกรงขังอันแข็งแกร่งและแน่นหนา สำหรับกักขังหน่วงเหนี่ยวองค์ราชาในฐานะของตัวประกันแห่งศึกสงคราม

จึงขอเสนอรากเหง้าของคำว่า “กุรุง” และ “กรุง” ที่มาจากคำเดิมต้นทางเมืองชวาว่า ล้อมวง โอบล้อม ปิดล้อม ไว้ ณ ที่นี้

สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช

จันทบุรี 10 สิงหาคม 2559