ขอขอบคุณบรรดาแฟนๆ ทั้งที่เป็นนักอ่าน และนักปฏิบัติจัดการความรู้ทุกท่านครับ ผมได้นำบางส่วนของหนังสือ “KM ฉบับขับเคลื่อน LO” มาให้ท่านอ่านดังต่อไปนี้ครับ: 

บทนำ
มองภาพใหญ่ เข้าใจภาพรวม

          สองสามปีที่ผ่านมาถือได้เป็นช่วงเวลาที่มีการพูดถึงเรื่องการจัดการความรู้ (Knowledge Management - KM) และเรื่ององค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization – LO) กันค่อนข้างมาก ...เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? ผมจะลองมองเป็นสองประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรกเป็นการมอง ภาพใหญ่ ในระดับสังคมโลก ส่วนประเด็นที่สองเป็นการมองในระดับของสังคมไทย 

          ประเด็นแรกถือว่าเป็นผลพวงมาจากสิ่งที่เราเรียกว่าโลกาภิวัตน์ (Globalization) คือโลกทั้งโลกเชื่อมโยงต่อถึงกัน การเปลี่ยนแปลงในที่แห่งหนึ่งมีผลต่อกระทบต่อในอีกหลายๆที่ ระบบที่เรียกว่าเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เป็นเศรษฐกิจของสังคมที่ใช้ความรู้เป็นฐาน (Knowledge-based Society) ในสังคมฐานความรู้นี้ ผู้บริหารจะต้องให้กับความสำคัญกับการจัดการความรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ที่อยู่ในตัวผู้ปฏิบัติงาน “Human Capital” กลายเป็น ต้นทุน ที่สำคัญ องค์กรที่ต้องการจะประสบความสำเร็จ จะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องสามารถดึงศักยภาพของคนแต่ละคนออกมาได้อย่างเต็มที่ ในปัจจุบันเริ่มมีการให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)”  มีความพยายามที่จะตีค่าสิ่งเหล่านี้ให้ปรากฏออกมาทางบัญชี   ในรูปของสินทรัพย์ที่ไม่สามารถจับต้องได้  (Intangible Assets)

          ประเด็นที่สองที่ทำให้สังคมไทยตื่นตัวกันยกใหญ่ในเรื่อง KM และ LO ก็คือกระแสที่เกิดขึ้นในภาคราชการเมื่อสำนักงาน ก.พ.ร. ได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องการจัดการความรู้ และการพัฒนาส่วนราชการไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ตามที่ระบุไว้ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 (หมวด 3 มาตรา 11) ดังมีใจความตอนหนึ่งว่า ... ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ..... โดยที่สำนักงาน ก.พ.ร. ได้กำหนดให้ทุกส่วนราชการดำเนินการเรื่อง KM และ LO ตามที่ระบุไว้ในคำรับรองปฏิบัติราชการ (มิติที่ 4– มิติด้านการพัฒนาองค์กร) 

          หากเราพิจารณาดูให้ดีก็จะพบว่าเรื่อง KM และ LO ที่กำลังพูดถึงกันนี้ แท้จริงแล้วอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ใหม่ในสังคมไทยก็ได้ แต่ก่อนตอนที่เราไม่ได้เรียกว่า KM  ในหลายๆ ที่ก็อาจจะมีการจัดการความรู้กันอยู่บ้างแล้ว   เพียงแต่ว่าในตอนนั้นสิ่งที่ทำๆ กันอาจจะไม่ชัดเจน หรือไม่ได้ทำเต็มรูปแบบเหมือนกับที่พูดกันในขณะนี้   ในบางที่อาจจะสนใจจัดการเฉพาะความรู้ที่อยู่ในเอกสาร  สนใจแต่ความรู้ที่เป็นหลักวิชาการ  ในขณะที่บางแห่งก็อาจเน้นเฉพาะความรู้เชิงปฏิบัติการ  ให้ความสำคัญเฉพาะส่วนที่เห็นว่าเป็นความรู้ที่มาจากประสบการณ์จริง ด้วยเหตุนี้การจัดการความรู้ที่ทำกันอยู่แต่เดิม จึงอาจทำแค่เพียงบางส่วน  ยังไม่ครบถ้วนไม่ครอบคลุม 

          เมื่อสองปีที่แล้วผมได้เขียนหนังสือ KM เล่มแรกขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า การจัดการความรู้ ฉบับมือใหม่หัดขับ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ที่สนใจ ทำให้มีการจัดพิมพ์ไปแล้วถึง 7 ครั้ง แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับผมค่อนข้างมากก็คือการที่พบว่า ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจ หลักใหญ่ ในการทำ KM หลายคนยัง สับสน จับต้นชนปลายไม่ได้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการทำ KM คืออะไร ไม่รู้ว่า KM ที่ เต็มรูปแบบ นั้นทำกันอย่างไร ที่เห็นทำๆกันอยู่กลายเป็น KM แบบ ติดรูปแบบ ไป นอกจากนั้นยังไม่เข้าใจว่า KM เต็มรูปแบบนั้น จะนำไปสู่การสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างไร        

          หนังสือเล่มนี้พยายามที่จะตอบคำถามข้างต้น เรียกได้ว่าเป็นการ ต่อยอด จากเล่มแรก ฉบับมือใหม่หัดขับโดยที่ผมพยายามเพิ่มเนื้อหาที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมในสองปีที่ผ่านมานี้ลงไปแต่ในส่วนของรูปแบบการนำเสนอนั้นได้พยายามทำตามแบบเดิม คือเลือกใช้ภาษาที่ง่ายๆ ให้อ่านได้แบบสบายๆ เสมือนประหนึ่งว่ากำลังพูดคุยกัน โดยเกริ่นให้เห็น ภาพใหญ่ ก่อนที่จะเจาะลึกลงไปในรายละเอียด สำหรับประเด็นที่มีการพูดไว้ในหนังสือเล่มอื่นอยู่แล้ว ก็ไม่ได้นำมารวมไว้ เพราะต้องการให้เนื้อหากระชับมากที่สุดเพื่อที่หนังสือนี้จะได้ไม่หนาจนเกินไป         

          ผมหวังว่าเนื้อหาและวิธีการนำเสนอที่ใช้นี้ คงจะทำให้ท่านเพลิดเพลินไปกับการอ่าน และทำให้ท่านได้เรียนรู้เรื่อง KM และ LO นี้อย่างมีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท่านอ่านจบแล้ว นอกจากจะเข้าใจในเรื่อง KM และ LO แล้ว ยังอาจทำให้ท่านเกิดแรงบันดาลใจ จนรู้สึกไปว่า KM และ LO เป็นเรื่องที่ไม่ทำไม่ได้แล้ว !!