ท่านอาจารย์ ดร. ประพนธ์ ครับ KM กับ LO นี่มีประโยชน์ต่อชุมชน หน่วยงานราชการ หน่วยงานเอกชน จริงๆ หรือครับ หรือเป็นเพียงกระแสนิยม หรือเป็นการบังคับจากกฎหมาย ธรรมาภิบาล อย่างที่ว่านั่นครับ เพราะผมเห็นหลายๆ หน่วยงาน ไม่ได้แสดงตัวว่าเป็น LO และก็ไม่ได้มี KM เขาก็อยู่กันได้ แม้แต่หน่วยงานราชการเองก็เถอะ ก.พ.ร. พยายามจะใช้เป็นตัวชี้วัด แต่ก็เป็นเพียงตัวหนึ่งในหลายๆ ตัวในการประเมินผลงานของการปฏิบัติราชการ เรื่อง KM ไม่ผ่าน ก็ไม่เป็นไร ทำเรื่องอื่นให้ผ่านก็ได้ หาก KM สำคัญจริง และเป็นความเป็นความตายขององค์กร น่าจะให้น้ำหนักมากๆ ไปเลย หน่วยไหนไม่ทำ จะได้ไม่ผ่านการประเมิน ผมก็มองเหมือนที่อาจารย์ว่า สังคมไทยคงมีอะไรๆ ที่เป็น KM แต่ไม่ได้เรียกว่า KM แต่ตอนนี้ยังคิดไม่ออก หากท่านอาจารย์มีกรณีตัวอย่าง นำมาเขียนเผยแพร่ก็จะดีนะครับ บางครั้ง การทำ KM ให้ง่ายเหมือนที่ท่านอาจารย์เขียนหนังสือให้อ่านง่าย น่าจะเหมาะกับสังคมไทยนะครับ อีกอย่าง ผมว่า สังคมไทยยังไปไม่ถึงกิจกรรม "แลกเปลี่ยนเรียนรู้" ระหว่างคนในระดับเดียวกันนะครับ รู้สึกว่า คนไทยไม่ค่อยชอบเอาดีมาอวดกัน ไม่ค่อยชอบเล่าเรื่องดีๆ ให้คนอื่นฟัง (ผมไม่ได้ว่าคนไทยชอบนินทากันนะครับ) น่าเสียดายที่วัฒนธรรมนี้ยังไม่เปลี่ยน เพราะเหตุนี้ใช่มั้ยครับที่องค์ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาไทยหลายเรื่อง ต้องหมดสิ้นไปพร้อมกับลมหายใจของผู้ทรงภูมิปัญญาเหล่านั้น หรือว่า เป็นเพราะท่านเหล่านั้น "หวงวิชา" จริงอย่างที่เขาว่า

คำว่า ค่อยเป็นค่อยไป ในการสร้าง LO ด้วย KM นี่ใช้กันบ่อยไปนะครับ หากเป็นค่อยเป็นค่อยไปจริง ก็ควรมีแผนที่ชัดเจน และหาให้พบว่า อะไรเป็นฐานที่จะนำไปสู่ KM จะได้ช่วยกันสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาก่อน และอะไรจะเป็นรางวัล (นอกจากโบนัส) ให้กับองค์กรที่เป็น LO (ความเจริญ ก้าวหน้า มีชื่อเสียงระดับโลก อาจเป็นเรื่องไกลตัว หากคนทั่วไปยังให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องตัวเอง) แล้วต้องนำแผนไปปฏิบติด้วย บางองค์กรมีแต่แผน ไม่นำไปปฏิบัติ เวลาถูกประเมินก็ได้คะแนนเหมือนกัน แต่ก็ได้น้อย